จารึกคำอวยพรลงบนแผ่นฟ้า…
เื่เหลวไหลพรรค์นี้ ย่อมไม่มีผู้ใดหลงเชื่อว่ามนุษย์สามัญจะทำให้บังเกิดขึ้นจริงได้อย่างแน่นอน นอกเสียจากคนผู้นั้นจักเป็เทพเซียนแปลงกายมาอยู่ในมวลหมู่มนุษย์ และยินยอมเปิดเผยตัวตนออกมาสำแดงปาฏิหาริย์
หากแต่หลี่ชิงเฉินกลับไม่มีท่าทีกังวลใจแม้สักนิด และเลือกที่จะตกลงผลประโยชน์ให้ชัดเจนเสียก่อนจะกระทำการใด ๆ
“กล่าวตามตรง ข้าต้องเปลืองแรงไม่น้อย ดังนั้นราคาก็ย่อมสูงตาม”
เด็กชายตัวน้อยรับข้อเสนอ “ท่านพ่อข้าจะจ่ายให้ท่านอย่างงามแน่นอน”
ฉางขู่กงจื่อเคาะพัดกับมือหลายครั้ง คล้ายเรียกให้หลี่ชิงเฉินหันมาฟังตน และรีบเอ่ยปรามไว้เสียก่อน
“ถือว่าข้าเตือนเ้าด้วยความหวังดีก็แล้วกัน ของเล่นของเ้าใช้หลอกเด็กได้ แต่การแสดงต่อหน้าผู้คนมากมายนั้นไม่เหมือนกัน… หากเ้าทำไม่ได้ตามที่ลั่นวาจา ต่อไป ชื่อเสียงของเ้าก็คงป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี”
หลี่ชิงเฉินสำรวจดูโดยรอบ กระทั่งสายตาหยุดลงยังฟากถนนฝั่งตรงข้าม ลับหลังแนวบ้านเรือนไปเป็เนินศิลาที่มิได้สูงชันนัก บนนั้นมีชะง่อนผาเตี้ยยื่นออกมา พื้นที่ราบกว้างขวางพอประมาณ ตรงกลางปรากฏหินก้อนใหญ่ขนาดเท่าตัวคนตั้งมั่นอยู่ ข้างบนนั้นจึงถือว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับการซึมซับจิติญญา
อีกทั้งยังไม่จำเป็ต้องอาศัยความสามารถมากมาย เพียงหาวิธีทะยานกายขึ้นไป ชั่วครู่ก็ถึงจุดหมาย มิใช่เื่ยากเย็นเกินกำลัง
“ฟังข้าอยู่บ้างหรือไม่?” ฉางขู่เคาะพัดกับโต๊ะเรียกสติอีกฝ่าย
หลี่ชิงเฉินเอ่ยถามฉางขู่ ขณะที่สายตายังจับจ้องเนินผา
“เ้าช่วยส่งข้าขึ้นไปบนนั้นได้หรือไม่?”
ฉางขู่แค่นยิ้ม อีกฝ่ายไม่ฟังคำเตือนไม่พอ บทจะสนทนาก็เอ่ยปากอย่างปุบปับ และคิดจะใช้สอยเขาตามใจชอบอีก
“เื่แค่นี้ข้าย่อมทำได้อยู่แล้ว”
“งั้นก็รบกวนเ้าด้วยแล้วกัน”
ฉางขู่หลุดหัวเราะออกมา นึกขันที่อีกฝ่ายกล้าขอความช่วยเหลือกันทื่อ ๆ เช่นนี้จริงหรือนี่
“คิดจะใช้งานข้า ก็ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนกันบ้าง” ฉางขู่คลี่พัด โบกสะบัดอย่างลีลา พลางเมินหน้าไปทางอื่น ยามที่จิตรกรผู้นี้เป็ฝ่ายเอ่ยปากขอร้องมีมิมาก ย่อมต้องถือตัวเสียหน่อย
“จบงานนี้ เ้าก็ได้จะรู้เกี่ยวกับข้ามากขึ้นเอง คิดว่าเพียงพอรึไม่?”
แม้คุณชายผู้เสพทุกข์จะไม่เข้าใจความหมายแฝงนั้น แต่เขาก็คิดว่าไม่มีสิ่งใดเสียหาย ในเมื่อหลี่ชิงเฉินมั่นใจถึงเพียงนั้น เขาก็จะไม่ดึงดันห้าม และเฝ้ารอรับชมการแสดงอันน่าตื่นเต้นเร้าใจไปพร้อม ๆ กับผู้อื่น
“ถ้าเช่นนั้นก็มาเถิด” ร่างสูงโปร่งผุดลุกขึ้น เตรียมคว้าบ่าอีกฝ่ายเพื่อพาเหาะเหินขึ้นไปด้วยวิชาตัวเบา แม้ทักษะของเขาจะมิได้ล้ำเลิศที่สุด แต่ก็เป็วิชาที่ใช้งานได้ถนัดดังใจนึก
หลี่ชิงเฉินยกมือเป็สัญญาณว่าไม่จำเป็
“ข้าจะขึ้นไปเอง” เขาเดินนำออกไปยืนตรงตำแหน่งที่หมายตาไว้
ฉางขู่กงจื่อมองอีกฝ่ายราวกับเริ่มคุ้นชินกับท่าทีที่คาดเดาไม่ได้ คิดจะทำสิ่งใดก็ทำของอีกคนไปเสียแล้ว
ไม่รอช้า ฉางขู่เริ่มด้วยการตวัดจีบพัดแนวนอนขึ้นหนึ่งครา ปลุกก้อนศิลาสามก้อนพุ่งจากพื้นดินราวกับพวกมันฟังคำสั่งของเขา
"รับไป!" สิ้นคำ เขาก็ขยับพัดส่งก้อนหินเ่าั้ไปเรียงตัวค้างนิ่งกลางอากาศเป็ระยะห่างที่พอเหมาะ ประดุจขั้นบันไดสามระดับ
หลี่ชิงเฉินทะยานกายขึ้นทันที ปลายเท้าแตะลงบนก้อนหินแต่ละก้อนอย่างแ่เบา
ขณะเดียวกัน ฉางขู่ก็รวบรวมลมปราณอีกระลอกพัดตามไปเกื้อหนุน ส่งให้ร่างของอีกฝ่ายเบาหวิวประดุจขนนก ก้าวข้ามหลังคาเรือนอีกเพียงหนึ่งก้าวก็ไปถึงเนินผา ทรงตัวลงเหยียบพื้นได้อย่างราบรื่นไร้ที่ติ
ชาวบ้านต่างพากันเบิกตาค้าง มองการสอดประสานอันน่าทึ่งของคนทั้งคู่
คุณชายผู้เสพทุกข์โบกพัดวางท่วงท่า พลางเอ่ยถ่อมตนอย่างมีจริต
“เื่เล็กน้อย... เื่เล็กน้อยเพียงเท่านี้เอง”
ฝั่งหลี่ชิงเฉินเมื่อถึงที่หมาย ได้หยุดพักเพื่อทอดสายตามองทิวทิศน์เมืองผิงอัน ซึมซับบรรยากาศรอบ ๆ พลางรวบรวมสมาธิกลั่นกรองคำอวยพร
เพียงครู่เดียว เขาก็สะบัดกายหมุนด้วยท่วงท่าอันอิสระเหนือพันธนาการ ก่อนจะเอนกายทิ้งร่างลงนอนราบกับหินั์ก้อนนั้น ประหนึ่งปล่อยวางสภาวะจิตให้หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับสายลมและธรรมชาติ ยามเมื่อจิตแน่วแน่มั่นคงแล้ว จึงหยิบปิ่นปักผมพู่กันบนมวยผมออกมา หมุนควงจังหวะหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจับกระชับไว้มั่น ั์ตาเงยสบนภาสีคราม เปรียบแผ่นฟ้าเป็ดั่งผืนผ้าใบไร้ขอบเขต เริ่มลงมือตวัดถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ภายในห้วงความคิดผ่านปลายพู่กัน พลางร่ายคำกล่าวเสียงกังวานอย่างทรงพลัง
“จดจำไว้ในจิต
พินิจด้วยดวงตา
สะบัดพู่กันดั่งร่ายรำกระบี่
ยุทธภพนั้นคับแคบ
ทว่าแผ่นดินไพศาล
ท้องฟ้าเปรียบผืนผ้าใบ
สรรพสิ่งสถิตในใจ
เพียงปลายนิ้วรังสรรค์”
ทันใดนั้น หมู่เมฆบนท้องฟ้าพลันสั่นไหว ตอบสนองตามวิถีที่ปลายพู่กันชักนำ จากเดิมที่กระจัดกระจาย กลับหลั่งไหลมารวมตัวกันอย่างหนาแน่น ค่อย ๆ ก่อรูปร่างเป็อักขระอวยพรตัวมหึมาลอยเด่นอยู่กลางนภากาศ
[ สี่ฤดูรื่นรมย์ สงบสุขสมหวังทุกประการ ]
หลี่ชิงเฉินตั้งใจให้ในประโยคมีคำว่า ผิงอัน(สงบสุข) ซึ่งเป็ทั้งชื่อสถานที่เกิดและเติบโตของเ้าของวันเกิด ทั้งยังเป็คำอวยพรที่ดีงามในทุก่เวลาของชีวิต
การแสดงที่สะกดสายตาของจิตรกรผู้แสนเสรี เรียกเสียงโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น และเสียงปรบมือร่วมแสดงความยินดีให้แก่ผู้ที่ได้รับการอวยพร
“ระ…เื่จริงหรือนี่ เขาเป็เทพเซียนหรือไร!” หลายคนยังไม่เชื่อสายตาตนเอง
คุณชายผู้เสพทุกข์อ้ำอึ้ง มองหลี่ชิงเฉินด้วยความตกตะลึงไม่ต่างกัน
ไม่ใช่…
ของวิเศษที่ติดตัวเขามีอยู่จริง ๆ และหาใช่สิ่งที่อยู่ในกระบอกไม้อย่างที่ใคร ๆ ต่างสงสัย หากแต่เป็ปิ่นปักผมพู่กันบนศีรษะของเขาอันนั้นต่างหาก!
ฉางขู่ตบพัดกับฝ่ามืออีกข้างดังฉับ
“ที่แท้เ้าก็คือจอมเสรี!”