ลมยามสายพัดผ่านพระตำหนักกลางอย่างเนิบนาบกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกบ๊วยคลุ้งเคล้าในอากาศ ชวนให้จิตใจสงบ ทว่าความงามอันเงียบสงัดของธรรมชาติกลับมิอาจแทรกซึมเข้าไปปลอบประโลมความเคร่งเครียดที่ปกคลุม
ห้องโถงใหญ่ราวกับเมฆฝนที่ตั้งเค้าก่อนพายุโหมกระหน่ำ
"ฝ่าบาท! โปรดทรงหยุดก่อนพ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงอันหนักแน่นและร้อนรนของแม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นดังขึ้นกะทันหันราวกับคมดาบที่ฟาดลงกลางความเงียบบรรยากาศที่กำลังตึงเครียดอยู่แล้วพลันแข็งเกร็งยิ่งกว่าเดิมหลิวกงกงขันทีชราที่กำลังจะก้าวเท้าออกไปปฏิบัติพระบัญชาถึงกับชะงักเท้าหันกลับมาด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความสงสัย
ฮวาเจิ้นทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้อย่างรวดเร็วเสียงของเขาเครือสั่น สะท้อนก้องอยู่ในห้องโถงใหญ่ "บุตรสาวของกระหม่อมฮวาเสี่ยวซี... นางหาญกล้าช่วยชีวิตจิ้นอ๋องและยังช่วยกระหม่อมกับฮวาหยางบุตรชายเอาไว้จากเงื้อมมือนักลอบสังหารแต่ทว่าหลังจากนั้น... นางถูกธนูยิงเข้าอย่างจัง แล้วพลัดตกแม่น้ำซูเหอที่ไหลเชี่ยวตอนนี้... ยังหาตัวไม่พบพ่ะย่ะค่ะ!"
คำกล่าวนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจทุกคนที่อยู่ในห้องโถงพลันนิ่งงัน ราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหินความตกตะลึงและความไม่เชื่อปรากฏชัดบนใบหน้าของแต่ละคน
นายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงที่ยังคงนั่งประคองร่างอันสั่นเทาอยู่ข้างพระที่นั่งใบหน้าเคร่งขรึมอันเคยเปี่ยมด้วยความมั่นคงในยามศึกบัดนี้กลับซีดเผือดและสั่นสะท้าน น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นเครือแหบราวกับเสียงกระซิบที่แผ่วเบา
"ซีเอ๋อร์... หลานปู่..."ความเจ็บปวดและความกังวลฉายชัดในดวงตาทั้งคู่
ฮ่องเต้นั่งอยู่ข้างเตียงที่จิ้นอ๋องทรงบรรทมอยู่พระพักตร์แปรเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด จากความเคร่งขรึมในตอนแรกกลายเป็นสีขาวซีดราวกับกระดาษ ความวิตกและความหวาดหวั่นฉายชัดในพระเนตรราวกับเห็นลางร้ายอยู่เบื้องหน้า
"เจ้ากล่าวว่า... นางหายไปในแม่น้ำ?"พระสุรเสียงแผ่วเบาราวลมที่พัดผ่านปลายหู แฝงไว้ด้วยความไม่เชื่อและความหวังอันริบหรี่
"พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท...บุตรสาวของกระหม่อมหายตัวไปในกระแสน้ำเชี่ยว นาง...นางไม่สามารถมาช่วยแก้พิษให้กับท่านอ๋องได้แล้วพะย่ะค่ะ"ฮวาเจิ้นก้มหน้าลงต่ำ ความสิ้นหวังฉายชัดในน้ำเสียง
"หลิวกงกง!"พระสุรเสียงของฮ่องเต้ดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้แฝงไว้ด้วยความร้อนรนและความกังวลอย่างแท้จริง
"พ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าบาท"หลิวกงกงขานรับด้วยเสียงสั่นเครือ
"ไปเรียกหัวหน้าองค์รักษ์มาพบโดยด่วนที่สุด!เร็วเข้า!" พระบัญชาเฉียบขาด ราวกับเสียงฟ้าผ่า
"รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!"หลิวกงกงรีบหันหลังวิ่งออกไปจากห้องโถงทันที
"ส่งคน...ส่งคนไปค้นหาให้ทั่วลำน้ำซูเหอทั้งสองฝั่ง!" ฮ่องเต้ทรงบัญชาเสียงดังลั่นพระหัตถ์กำแน่นจนสั่นเทา "ให้
เร่งตามหาแม่นางฮวา... และหญิงสาวอีกคนไม่ว่านางจะอยู่ในสภาพใด... จมน้ำ หรือบาดเจ็บสาหัส... ต้องพากลับมาให้ได้!เร็วเข้า!" ความหวังและความสิ้นหวังต่อสู้กันอยู่ในพระเนตร
ฮ่องเต้ทรงหันพระพักตร์ไปยังเหล่าหมอชราที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่มุมห้อง"เรื่องพิษในกายของจิ้นอ๋องและแม่ทัพฮวาเป็นเช่นไรบ้าง?! เจ้ามีหนทางรักษาหรือไม่?!" พระสุรเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความกังวลและกดดันอย่างหนัก
หมอชราคำนับด้วยความเคารพ"กระหม่อมสามารถสกัดเป็นยาลูกกลอนประคองพระอาการไว้ได้ชั่วคราวหากพิษกำเริบให้เสวยในทันที จะช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มในพระวรกายแต่หากมิได้ปลดปล่อยความต้องการของร่างกายตามธรรมชาติอาจส่งผลกระทบต่อชีพจรจนถึงขั้นเป็นอันตรายได้พ่ะย่ะค่ะ"
"วิธีปลดปล่อยคือ?" ฮ่องเต้ตรัสถามด้วยพระสุรเสียงที่แฝงความกังวล
"การร่วมภิรมย์กับหญิงสาวที่ให้การแก้พิษตั้งแต่ครั้งแรกพ่ะย่ะค่ะ"หมอหลวงตอบเสียงเบา
พระเนตรของฮ่องเต้แปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว"นางหายไป แล้วเช่นนี้พวกเขาทั้งสองจะแก้พิษร้ายนี้ได้อย่างไร?"
ท่านหมอชรากล่าวอย่างนอบน้อม"ฝ่าบาทกระหม่อมเตรียมยาสมุนไพรบางส่วนไว้แล้วอาจช่วยบรรเทาอาการได้บ้างในเบื้องต้น แต่เรื่องการถอนพิษถาวรนั้นคงต้องตามหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษโดยเฉพาะพ่ะย่ะค่ะความรู้ของกระหม่อมยังน้อยนัก มิอาจถอนพิษร้ายแรงนี้ให้กับท่านอ๋องและท่านแม่ทัพใหญ่ได้ทั้งหมด"
ฮ่องเต้พยักพระพักตร์ด้วยความหนักพระทัยพระองค์หันไปทอดพระเนตรน้องชายที่นอนหลับตาพักผ่อนอย่างสงบภายหลังการเสวยยาลูกกลอนระงับพิษชั่วคราวของท่านหมอชรา
หลิวกงกงเดินนำหน้าหัวหน้าองค์รักษ์เข้ามาในห้องโถงทั้งสองทรุดกายลงคำนับฮ่องเต้ด้วยความเคารพ
พระองค์หันไปตรัสสั่งการกับหัวหน้าองค์รักษ์ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"ให้นักวาดภาพฝีมือดีที่สุด วาดภาพหญิงสาวทั้งสองออกมาให้ละเอียดที่สุดแล้วออกตามหานางอย่างลับๆ สุดความสามารถ! อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้โดยเด็ดขาด!"
"พ่ะย่ะค่ะ"หัวหน้าองค์รักษ์รับพระบัญชาเสร็จก็ทูลลา ถอยหลังออกจากห้องไปปฏิบัติการในทันทีฮ่องเต้ทรงหันพระพักตร์กลับมา ทอดพระเนตรไปยังร่างที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความห่วงใย
เมื่อสิ้นพระสุรเสียง ฮ่องเต้ทรงโบกพระหัตถ์เบา ๆเป็นสัญญาณให้ทุกคนถอยออกไป "ออกไปกันเถิดให้ข้าได้อยู่กับอี้เอ๋อร์ตามลำพัง" ทุกคนทูลลา ถอยหลังออกจากห้องด้วยความเคารพโดยปล่อยให้ฮ่องเต้ได้ทรงอยู่เคียงข้างจิ้นอ๋องตามลำพัง
ณ เรือนข้างพระตำหนักอันเงียบสงบฮ่องเต้ทรงประทับนั่งเฝ้าอยู่ข้างกายจิ้นอ๋องไม่ห่างพระหัตถ์ลูบศีรษะน้องชายด้วยความอ่อนโยน ขณะที่ท่านอ๋องค่อยๆ ลืมพระเนตรขึ้นภายใต้ม่านโปร่งเบาบางแสงสลัวยามบ่ายลอดผ่านผ้าม่าน สาดส่องต้องใบหน้าเศร้าหมองของจิ้นอ๋อง
"เสี่ยวซี..." เสียงแผ่วเบาราวละเมอหลุดรอดจากริมฝีปากแห้งผากของจิ้นอ๋อง ดวงเนตรที่ลืมขึ้นช้า ๆนั้นเต็มไปด้วยความโหยหาและความเจ็บปวด
ฮ่องเต้ทรงขยับพระวรกาย เข้าไปใกล้จิ้นอ๋องมากขึ้นค่อย ๆ กุมพระหัตถ์เย็นเยียบของน้องชายไว้ด้วยความห่วงใย
"เจ้าต้องพักผ่อนให้มาก อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย"
"ฝ่าบาท... ข้าจะไปตามหานาง... ข้ารู้...ข้ารู้ว่านางยังไม่ตาย นางต้องยังมีชีวิตอยู่" เสียงของจิ้นอ๋องแผ่วเบาทว่าแฝงไว้ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า
ฮ่องเต้เพียงพยักพระพักตร์ช้า ๆดวงเนตรทรงสั่นไหวเล็กน้อย ความหวังและความกังวลต่อสู้กันอยู่ในพระทัย"เราส่งคนออกไปช่วยเจ้าตามหานางแล้ว เจ้าใจเย็นๆ ก่อน กินยาแล้วพักผ่อนอาการจะดีขึ้น"
"ข้าจะกลับจวน..."เสียงของจิ้นอ๋องแผ่วเบา ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงใจที่ยังหลงเหลืออยู่แม้ร่างกายจะอ่อนแรง
ฮ่องเต้ทรงนิ่งไปอึดใจทอดพระเนตรพระพักตร์น้องชายด้วยความเห็นใจ ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ อย่างเข้าใจ"กลับไปพักผ่อนที่จวน... บรรยากาศที่เงียบสงบ...อาจช่วยให้อาการของเจ้าดีขึ้นได้"
จวนตระกูลฮวา เงาแห่งความกังวลปกคลุมเรือน
เมื่อขบวนรถม้าของแม่ทัพใหญ่และนายท่านผู้เฒ่าเคลื่อนเข้ามายังลานจวนที่คุ้นเคยบรรดาสตรีในเรือนต่างออกมาต้อนรับอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาแววตาแต่ละคู่เต็มไปด้วยความห่วงใยและความยินดี ยกเว้นฮูหยินผู้เฒ่าที่ยังคงพักรักษาตัวอยู่ในเรือนด้านในด้วยอาการป่วย
หลิวฮูหยินผู้เป็นภรรยาของฮวาเจิ้นก้าวออกมาด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตา นางรีบสาวเท้าเข้าไปหาสามีอย่างรวดเร็ว"ท่านพี่... ท่านกลับมาแล้ว..." เสียงของนางสั่นเครือด้วยความตื้นตันใจ
ฮวาเหลียนบุตรชายคนรอง ยืนอยู่ด้านหลังของมารดาส่งยิ้มแห้งๆ ให้กับบิดาและพี่ชาย "ท่านพ่อ! พี่ใหญ่ พวกท่านกลับมาแล้ว"น้ำเสียงของเขาแม้จะพยายามให้สดใส แต่แววตากลับฉายความกังวล
ลูกสะใภ้ใหญ่ยอบกายทำความเคารพผู้เป็นพ่อสามีและปู่สามีอย่างนอบน้อม
สะใภ้คนรอง ก็ยอบกายทำความเคารพคนทั้งสามเช่นกันท่าทางสุภาพเรียบร้อย
หลานสาววัยเยาว์ดวงตากลมโตจับจ้องมองผู้มาใหม่ด้วยความสงสัยก่อนจะหันไปซุกกอดบิดาแน่นด้วยความกลัว
คนแปลกหน้า
ฮวาเจิ้นพยักหน้าให้กับทุกคนอย่างขอไปทีในอกของเขายังคงหนักอึ้งด้วยความกังวลถึงเสี่ยวซี จนไม่มีอารมณ์จะทักทายใครมากนัก
หลังจากความตื้นตันคลี่คลายลงทุกคนต่างแยกย้ายกลับไปยังเรือนของตนฮวาเจิ้นกับฮวาหยางเดินตรงไปยังเรือน ของฮูหยินผู้เฒ่าด้วยความห่วงใย
"ท่านแม่..."ฮวาเจิ้นเรียกเสียงแผ่วเบา เมื่อประตูเรือนเปิดออกเผยให้เห็นร่างชราที่เอนกายอยู่บนตั่งนอนอย่างอ่อนแรง
"ท่านย่า หลานกลับมาแล้ว"ฮวาหยางเดินตามหลังบิดาเข้าไปคำนับหญิงชราที่กำลังลืมตาขึ้นมองพวกเขาอย่างช้าๆ
หญิงชรายิ้มทั้งน้ำตายกมืออันสั่นเทาขึ้นอย่างยากลำบาก "เจิ้นเอ๋อร์... หยางเอ๋อร์...กลับมาแล้วจริง ๆ..." เสียงของนางแหบแห้ง แต่แฝงไว้ด้วยความดีใจอย่างสุดซึ้ง
นางเรียกหลานชายด้วยความรักใคร่ "มา...ให้ย่ากอดเจ้าหน่อย" นางกอดฮวาหยางแน่น ราวกับกลัวว่าเขาจะหายไปอีกก่อนจะจับมือฮวาเจิ้นไว้ไม่ยอมปล่อยอยู่นานสัมผัสอันอบอุ่นนั้นทำให้หัวใจของฮวาเจิ้นบีบรัดด้วยความรู้สึกผิด
"พวกเจ้ากลับมาก็ดีแล้ว...แม่เป็นห่วงเจ้าทั้งสองมาก..." เสียงของฮูหยินผู้เฒ่าแผ่วลงอีกครั้ง
ฮวาเจิ้นนิ่งไปนาน ราวกับกำลังกลั้นก้อนสะอื้นก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ขอรับ... พวกเราปลอดภัยดีท่านแม่สบายดีนะขอรับ"
หยาดน้ำตาใสไหลรินลงจากหางตาที่เหี่ยวย่นของสตรีชรานางเพียงพยักหน้าช้าๆ แล้วตอบกลับด้วยเสียงที่แสนจะอ่อนแรง
"แม่สบายดี..."
ฮวาเจิ้นมองใบหน้าซีดเซียวและผ่ายผอมของมารดาด้วยความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามาจิตใจของเขายังคงว้าวุ่นด้วยความเป็นห่วงเสี่ยวซีราวกับมีหนามแหลมคมทิ่มแทงอยู่ภายในอก คำว่า "สบายดี"ที่มารดาเอ่ยออกมานั้น ช่างขัดแย้งกับสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมของนางอย่างเห็นได้ชัด
ฮวาหยางสังเกตเห็นความเศร้าและความกระวนกระวายของบิดา จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล"ท่านย่าพักผ่อนเถิดขอรับ พวกเราเพิ่งกลับมาถึง คงต้องจัดการเรื่องราวอีกมากหากท่านย่าไม่สบาย พวกเราก็ยิ่งเป็นกังวล"
ฮูหยินผู้เฒ่าใช้หลังมือเช็ดน้ำตาอย่างเบามือพยายามฝืนยิ้มให้หลานชายคลายความกังวล "ย่ารู้... พวกเจ้าเหนื่อย
มามากแล้วเรื่องอื่นค่อยว่ากัน พักผ่อนเสียก่อนเถิด"นางทอดสายตาไปยังฮวาเจิ้นเป็นพิเศษแววตาเต็มไปด้วย
ความรักและความห่วงใยบุตรชายอย่างสุดหัวใจ
ฮวาเจิ้นพยักหน้าหนักๆ รับคำมารดาแต่ในใจยังคงร้อนรุ่มราวกับถูกไฟสุม เขาอยากจะออกไปตามหาเสี่ยวซีด้วยตัวเองอยากจะพลิกแผ่นดินหาบุตรสาวให้พบแต่ก็รู้ดีว่าตอนนี้การอยู่ในจวนเพื่อดูแลมารดาและรอคอยข่าวคราวเป็นสิ่งที่ควรทำที่สุดแม้ความหวังจะริบหรี่เต็มที
หลังจากนั้น ฮวาเจิ้นและฮวาหยางจึงได้กล่าวลาฮูหยินผู้เฒ่าออกมาจากเรือนความเงียบปกคลุมระหว่างบิดาและบุตรชายอีกครั้งฮวาหยางรู้ดีว่าบิดากำลังทุกข์ใจเพียงใด เขาจึงเพียงเดินตามหลังโดยไม่เอ่ยคำใดปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ปลอบประโลมความเศร้าที่กัดกินหัวใจ
เมื่อถึงทางแยกไปยังเรือนของตนเองฮวาหยางจึงได้กล่าวลาบิดาด้วยความเป็นห่วง "ท่านพ่อท่านพักผ่อนเถอะขอรับอย่าเพิ่งคิดสิ่งใดให้มาก"
"อืม.... พ่อรู้ เจ้าก็ไปหาภรรยาเจ้าเถิดนางคงอยากพบเจ้าแล้ว" ฮวาเจิ้นตอบเสียงแผ่วเบาก่อนจะเดินตรงไปยังเรือนของตนเองด้วยฝีเท้าหนักอึ้ง
เมื่อฮวาเจิ้นก้าวเข้าไปในห้องนอนของตนเองหลิวฮูหยินผู้เป็นภรรยารีบเดินเข้ามาหาด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตานางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใยระคนสงสัย "ท่านพี่... เป็นอะไรไปเจ้าค่ะ?" นางรีบยื่นมือเรียวไปจับแขนสามีด้วยความเป็น
ห่วงทว่าฮวาเจิ้นกลับสะบัดมือนางออกอย่างแรงจนหลิวฮูหยินเซถอยหลังไปเล็กน้อย
"ห้ามถูกตัวข้า!"ฮวาเจิ้นตวาดเสียงต่ำ ดวงตาแดงก่ำ จ้องมองภรรยาด้วยความสับสนและทรมานราวกับกำลังต่อสู้กับปีศาจร้ายที่อยู่ภายใน
หลิวฮูหยินยืนตะลึงงันนางไม่เคยเห็นสามีเป็นเช่นนี้มาก่อน ความอ่อนโยนและอบอุ่นที่เคยมีในแววตาของเขาหายไปจนหมดสิ้นน้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย "ท่านพี่... ท่านไม่เคยเป็นเช่นนี้ท่านเป็นอะไรไปเจ้าค่ะ ให้ข้าช่วย
ท่านเถอะ"นางพยายามก้าวเท้าเข้าไปใกล้สามีอีกครั้งด้วยความเป็นห่วงอย่างแท้จริง
ฮวาเจิ้นพยายามอย่างยิ่งที่จะระงับอารมณ์สับสนและร้อนรุ่มที่กำลังประทุอยู่ในอกเขาจะทำร้ายจิตใจภรรยาผู้ที่รัก
และเข้าใจเขามาตลอดได้อย่างไรเขาไม่อยากให้เป็นเช่นนี้เลย เขาจึงพยายามควบคุมน้ำเสียงตนเองให้นิ่งที่สุดเอ่ยออกมาอย่างช้าๆ ราวกับคนกำลังเจ็บปวด "เจ้า... ลองมาช่วยข้าหน่อย..."
หลิวฮูหยินได้ยินคำขอร้องที่แฝงด้วยความทุกข์ทรมานของสามีนางจึงค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาเขาอย่างระมัดระวังเพียงปลายนิ้วเรียวของนางสัมผัสแผ่วเบาที่แขนของสามีฮวาเจิ้นก็รีบกระเด้งกายถอยห่างออกไปทันที ราวกับถูกไฟลวกอย่างรุนแรง
หลิวฮูหยินชะงักเท้าหยุดอยู่กับที่ นางเงยหน้าขึ้นมองสามีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความน้อยใจและความเสียใจอย่างสุดซึ้งน้ำตาเริ่มเอ่อคลอเบ้า ดวงตาคู่สวยสั่นระริก
"ท่านพี่...ท่านรังเกียจข้าแล้วหรือเจ้าค่ะ?" เสียงของนางสั่นเครือจนแทบเป็นเสียงกระซิบความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วหัวใจ ราวกับถูกดาบแหลมคมกรีดลึกลงไปในอกอย่างโหดร้าย