ระบบกล่าวว่าถ้าชีวิตของเสิ่นต้ายาย่ำแย่ลง ชีวิตของเสิ่นอันอันจะดีขึ้น และหากทำให้ผู้ถูกผูกมัดมีคนเกลียดชังได้มากเท่าไรก็จะได้รับคะแนน โดยคะแนนสามารถเปลี่ยนมันให้กลายเป็แต้มความงามสำหรับปรับปรุงหน้าตาได้
วิธีได้รับแต้มความงามนอกเหนือจากวิธีทำให้อีกฝ่ายกลายเป็คนที่ถูกเกลียดชังแล้วก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งนั่นก็คือ การทำให้ตัวเองเป็ที่รักได้รับความชื่นชอบจากทุกคน ความรักจะถูกเปลี่ยนให้เป็แต้มความงามเช่นกันทว่าเมื่อหารเฉลี่ยแล้ว ค่าความรักต้องมาจากคนจำนวนมาก แต่ค่าการถูกเกลียดนั้นมาจากคนคน เดียว
เสิ่นอันอันเป็คนใจร้อน แม้จะไม่จำเป็ต้องเลือกวิธีใดวิธีหนึ่ง ทว่าเธอก็ยังเอนเอียงไปทางรับแต้มความงามจากความเกลียดชังอยู่ดี
มันเร็วกว่าและได้ผลมากกว่า!
จวบจนเมื่อปีที่แล้วที่ได้เจอกับอีกฝ่าย เสิ่นอันอันได้ล่วงรู้ว่าเสิ่นต้ายามีแผนจะเข้ามหาวิทยาลัย แล้วเธอจะยอมได้อย่างไร
หากเสิ่นต้ายาเข้ามหาวิทยาลัยนั่นเท่ากับว่าชีวิตอีกฝ่ายจะดีกว่าตอนนี้ มีอนาคตที่สดใส แบบนั้นใครจะไปยอมกันล่ะ!
ดังนั้นแล้วเสิ่นอันอันจึงคิดวางแผนมาตลอด โดยการเอ่ยเปรยๆ กับบิดามารดาว่าตนเองอยากเรียนมหาวิทยาลัย ทำให้นางหลี่เจี๋ยเชื่ออย่างนั้นมาตลอดหนึ่งปี โดยหารู้ไม่ว่าจุดประสงค์แท้จริงของลูกสาวคนเล็กก็คือแค่อยากแย่งสิทธิ์ของลูกสาวคนโต ถึงได้สิทธิ์มาก็จะโยนมันทิ้งอยู่ดี
[ให้เธออยู่ใต้จมูกเราเป็เื่ดีที่สุด]
“อยู่ในสายตาน่ะดีแน่ แต่ครั้งนี้ฉันต้องยอมปล่อยเธอไป”
[ไม่ได้สิ โฮสต์จะให้เธอเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้!]
“ฉันไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะยอมให้เธอเข้ามหาวิทยาลัย”
เธอรู้แล้วว่าพี่สาวและย่าของเธอนั้นจัดการไม่ง่าย การพาบิดากลับไปแยกครอบครัวจึงเป็เพียงแค่แผนสำรองเท่านั้น กระต่ายเ้าเล่ห์ย่อมมีสามโพรง ดังนั้นแผนอีกแผนของเธอนั่นก็คือ
ลงชื่อให้เสิ่นต้ายาไปรับการศึกษาจากชาวนายากจนในชนบท!
ในเมื่ออีกฝ่ายดื้อด้านดีนัก ดูซิว่าจะกล้าขัดคำสั่งของทางการได้หรือเปล่า
สมัยนี้ไม่ได้การตรวจสอบที่เคร่งครัด บัตรประชาชนก็ยังไม่มี จะไปไหนมาไหนก็ต้องใช้ใบรับรองจากสังกัดของตนที่ต้องพกไปมาพร้อมกับทะเบียนบ้าน ดังนั้นเสิ่นอันอันจึงคิดพาเสิ่นต้าเหว่ยไปยังคอมมูนเพื่อลงชื่อให้เสิ่นต้ายา
“เสิ่นต้ายา หมู่บ้านหว่านเจี๋ย” เ้าหน้าที่อ่านชื่อที่ถูกลงทะเบียนก่อนจะจ้องมองไปยังสามีภรรยาตรงหน้า
เสิ่นต้าเหว่ยพยักหน้าตอบรับ “ใช่แล้วครับ”
“ยืนยันนะว่าไม่ได้ลงชื่อเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่น? ถ้าอย่างนั้นขอตรวจสอบทะเบียนบ้านหน่อย”
การเริ่มส่งเหล่าเยาวชนผู้มีการศึกษาชุดแรกนั้นเริ่มต้นราวๆ ่ปลายธันวาคมปี 1968 และภายในระยะเวลา 6 เดือน เหล่าเยาวชนผู้มีการศึกษาทั้งหลายก็ได้ถูกส่งไปชนบทจนหมดสิ้น จนถึงตอนนี้ปี 1972 จำนวนคนที่ควรส่งชุดหลังๆ ก็เริ่มน้อยลง และเริ่มมีการรายงานรายชื่อเพื่อการกลั่นแกล้งมากยิ่งขึ้น
เพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าวเ้าหน้าที่ที่ซื่อสัตย์จึงจำต้องขอดูทะเบียนบ้านเพื่อยืนยันว่าทั้งสองมีส่วนเกี่ยวข้องกับเสิ่นต้ายาที่ถูกลงชื่อจริงๆ
“นี่ครับสหาย เสิ่นต้ายาเป็ลูกของผมจริง ผมกับภรรยาและเ้าตัวเองเห็นพ้องกันว่าอยากให้เด็กน้อมนำคำของท่านประธานมาใช้เพื่อที่จะได้มีความอดทนบากบั่น มุมานะไม่ย่อท้อ ไม่เชื่อก็ถามเ้าตัวดูสิ”
เมื่อเห็นว่าเสิ่นต้าเหว่ยโยนมาให้เธอ เสิ่นอันอันจึงรีบรับสมอ้าง
“ฉันอยากไปชนบทเพื่อรับการศึกษาจากชาวนาตามคำพูดของท่านผู้นำค่ะ”
เ้าหน้าที่รับทะเบียนบ้านมาแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย คอมมูนแห่งนี้เป็ศูนย์กลางของหลายๆ กองผลิตใหญ่ โดยมีกองผลิตย่อยหนึ่งในนั้นก็คือหมู่บ้านหว่านเจี๋ย
จากสำมะโนครัวของเสิ่นต้ายาก็มาจากหมู่บ้านชายขอบปักกิ่งอยู่แล้ว ชีวิตน่าจะค่อนข้างลำบากแม้จะได้ขึ้นชื่อว่าอยู่ในปักกิ่งอันเป็เมืองหลวงก็ตาม แต่เมืองหลวงก็มีทั้งที่ที่เจริญอย่างเขตเมืองและแร้นแค้นอย่างชานเมือง คอมมูนแห่งนี้เป็เพียงชายขอบที่ความเจริญเข้าไม่ถึง
เขาไม่เข้าใจเลยว่าพ่อแม่ของเด็กคิดอะไรอยู่ หรือคิดว่าหมู่บ้านหว่านเจี๋ยยังชนบทไม่พอ?
เสิ่นอันอันเป็คนช่างสังเกต พอเห็นว่าเ้าหน้าที่ยังคงลังเลใจ เธอจึงพูดออกไป
“สำมะโนครัวของฉันอยู่ในหมู่บ้านหว่านเจี๋ย แต่จริงๆ แล้วฉันไม่ได้เติบโตที่นั่น พ่อของฉันเป็ช่างกลึงระดับสามที่โรงงานรีดเหล็กดาวแดงค่ะ เราอาศัยอยู่อีกเขตหนึ่งในบ้านพักของคนงาน ฉันไม่มีโอกาสได้ััชีวิตชาวนาเลย”
“ไม่ใช่ลูกหลานข้าราชการชนชั้นสูงที่ถูกส่งไป แต่กลับอยากไปชนบทเพื่อรับการศึกษาจากชาวนาด้วยตัวเอง?”
ก็แปลกดีอีกทั้งยังน่าชื่นชมอยู่หน่อยๆ และเ้าหน้าที่ก็รู้ว่านี่ไม่ใช่เื่ที่เป็ไปไม่ได้ เพราะอย่าลืมว่าจุดเริ่มต้นของเยาวชนผู้มีการศึกษาก็คือยุวปัญญาชนที่มีความคิดเช่นเดียว ‘เสิ่นต้ายา’ ผู้นี้
ใน่ปฏิวัติวัฒนธรรม นอกจากการเคลื่อนไหวของหงเว่ยปิง[1]แล้ว ยังมีการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า ‘การเชื่อมสัมพันธ์ปฏิวัติอย่างขนานใหญ่’ อันเกิดจากการรวมตัวกันของหงเว่ยปิงและยุวปัญญาชนที่ได้จัดตั้งกันเป็หน่วยย่อยๆ แล้วพากันออกจากมหาวิทยาลัยและโรงเรียนที่เรียนอยู่เดินทางไปชนบทและหัวเมืองต่างๆ
ซึ่งทางการจีนก็ได้ประกาศอนุญาตให้นักเรียนนักศึกษาที่เดินทางไปทำการเชื่อมสัมพันธ์ปฏิวัติในเมือง ต่างๆ สามารถนั่งรถไฟได้ฟรีทั่วประเทศ
จนเมื่อสามปีก่อนเมื่อยุวปัญญาชนเ่าั้กลับถึงบ้านจึงได้พบว่าพวกเขาไม่สามารถเรียนต่อได้อีกแล้ว ทั้งมหาวิทยาลัยและโรงเรียนทั่วประเทศต่างก็ปิด โรงงานและหน่วยงานต่างๆ ของรัฐก็ไม่เปิดรับสมัครคนงานและพนักงาน เด็กเหล่านี้จึงตกอยู่ในสภาพที่หยุดเรียนและว่างงาน
และในตอนนั้นเองก็มียุวปัญญาชนบางส่วนเกิดความคิดว่าควรจะเดินทางไปชนบทไปอยู่กับชาวนาเพื่อทำการหล่อหลอมตัวเองดีกว่าจะมานั่งงอมืองอเท้าอยู่บ้านไปวันๆ
ดังนั้นพวกเขาก็ได้พากันเขียนจดหมายแจ้งให้โรงเรียนในสังกัดรับรู้ นอกเหนือจากนี้ยังส่งจดหมายไปให้สื่อมวลชนหลายฉบับในปักกิ่ง จากนั้นไม่กี่วันหนังสือพิมพ์ต่างๆ ในปักกิ่งก็ลงบทความสนับสนุน พร้อมกันนี้หนังสือพิมพ์ในเมืองต่างๆ เกือบทั่วประเทศก็ได้เขียนเนื้อความที่มีเนื้อหาทำนองเดียวกัน
การตัดสินใจจะไปใช้แรงงานในชนบทของนักเรียนเหล่านี้เป็แบบอย่างที่ปัญญาชนหนุ่มสาวควรจะต้องศึกษาเอาอย่าง กอปรกับในระยะนั้นทางการจีนถือว่าการกระทำของเหล่ายุวปัญญาชนเป็ทางออกที่ดีในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของนักเรียนนับแสนคนในตัวเมืองที่กำลังตกอยู่ในสภาพหยุดเรียนและว่างงาน
จนวันที่ 22 ธันวาคม ค ศ 1968 หนังสือพิมพ์เหรินหมินรื่อเป้าได้เขียนบทความที่ยกเอาคำของท่านผู้นำที่ว่า
“ปัญญาชนหนุ่มสาวลงสู่ชนบทไปรับการศึกษาจากชาวนายากจนมีความจำเป็มาก”
จากนั้นไม่นาน แินี้ก็ทำให้ยุวปัญญาชนนับแสนนับล้านก็ถูกส่งให้ออกเดินทางเพื่อไปเป็ผู้ทำงานใช้แรงงานในเขตูเาและชนบท
ดูเหมือนนี่จะไม่ใช่เื่โกหก ดูเด็กผู้หญิงคนนี้สิ บอบบางราวกับดอกไม้ขาวะเติบโตที่ชนบทได้อย่างไร เขาคงคิดมากไปเอง เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็ลงชื่ออนุมัติให้ทันทีพร้อมกับใบรับรอง
“วันนี้เป็วันสุดท้ายของการลงทะเบียนพอดี บอกลูกสาวเตรียมตัวให้พร้อมอีกสามวันออกเดินทาง นำใบรับรองนี้มาด้วย เพราะใบนี้มีจะเปรียบเสมือนบัตรผ่าน ให้ตลอดการเดินทางไม่ว่าจะรถไฟ รถโดยสารประจำทางไปจนถึงที่หมายนั้นไม่มีค่าใช้จ่าย”
“ครับ”
“อ่า เข้าใจแล้วค่ะ”
เกร็ดความรู้เื่คอมมูน
ก่อนจะมาเป็คอมมูนประชาชน ได้มีสหกรณ์แบบก้าวหน้าเกิดขึ้นตามนโยบายก้าวะโ เช่นในหนึ่งตำบลมีสหกรณ์ 50 แห่ง ภายหลังเมื่อเห็นว่าพอต้องดำเนินงานบางอย่างที่ต้องได้รับความร่วมมือจากหลายๆ หมู่บ้านหลายสหกรณ์ เช่น การสร้างถนน การสร้างเขื่อน การนำเครื่องจักรกลมาใช้ในการทำนา จึงจำเป็ต้องรวมสหกรณ์เข้าด้วยกัน
ดังนั้นในปี 1958 จึงได้มีคอมมูนประชาชนเกิดขึ้น และยังได้มีการจัดตั้งขยายองค์กรให้ใหญ่ขึ้นเพื่อสนองความ้าการผลิต คอมมูนจะเป็ที่รวมทุกอย่างทั้งด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การค้าและการทหาร โดยคอมมูนจะเน้นนโยบายพึ่งพาตนเองเป็หลัก
โดยกองผลิตย่อยรวมกันจะขึ้นกับกองผลิตใหญ่ คอมมูนหลายๆ คอมมูนรวมกันจะขึ้นกับอำเภอหรือเมือง อำเภอหลายอำเภอรวมกันขึ้นกับมณฑล และทุกมณฑลขึ้นตรงกับรัฐบาลกลาง
[1] หงเว่ยปิงคือเรดการ์ด