เกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์

    บทที่ 8 แผนตลบหลัง (100%)

            สีหน้าและแววตาของอีกฝ่ายเปลี่ยนไปทันทีที่ได้ยินคำถามของผมแม้จะแค่ไม่กี่วินาทีก่อนกลับเป็นปกติ

            "ไม่เป็นไรครับคุณไมเคิลผมคิดว่ารับมือได้" หมอนั่นพยายามปั้นหน้ายิ้มตอบผม

            "ดีครับแต่ยังไงก็ระวังหน่อย ถ้าเกินเที่ยงคืน มันอาจจะลามกลายเป็นเนื้อเน่า"ผมพยักหน้ารับรู้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนในฐานะผู้คิดค้นไวรัสประเภททำลายระบบ... ตัวใหม่ล่าสุด

            ...คงต้องขอบคุณความรู้จากเพื่อนร่วมเรือนจำเมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ที่ทำให้ผมมีวันนี้

            "หมายความว่ายังไงครับคุณทำอะไร?"

            นอกจากน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปแล้วสีหน้าของอีกฝ่ายก็ดูจะเปลี่ยนไปด้วย มันไม่หลงเหลือเศษเสี้ยวของรอยยิ้มอีกต่อไป

            "คุณควรถามลูกน้องตัวเองต่างหากว่าทำยังไงให้มันเป็นแผล"ผมตัดบทด้วยการเดินนำปันผลและแจ็กกี้ไปขึ้นเครื่องบินที่จอดรออยู่

            ท่ามกลางห่ากระสุน ระเบิดและอาวุธที่พร้อมจะพุ่งเข้าใส่อย่างน้อยพวกเราสามคนก็มีหลักประกันว่าจะเดินทางไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัยตราบใดที่อเล็กซ์กับพวกยังหาวิธีกำจัดไวรัสนั่นไม่ได้

            ใช่...เพราะมีแค่ผมเท่านั้นที่รู้วิธีหยุดมัน

            "บอสสุดยอดมากไอดอลเลย" แจ็กกี้สไลด์เข่าเข้ามาทำตาเป็นประกายใส่ผมหลังจากที่เราสามคนขึ้นมาบนเครื่องบินเจ็ทเรียบร้อยแล้ว

            "แค่ป้องกันไม่ให้ถูกฆ่าทิ้งระหว่างทาง"ผมให้เหตุผลสั้นๆ ระหว่างที่นั่งลงบนโซฟาหนังสีครีมฝั่งขวาด้านในสุดซึ่งอยู่ติดกับประตูห้องนักบิน

            "แล้ว...เครื่องบินนี่ของบอสหรือครับ?" เป็นคำถามจากนายปันผลที่กำลังนั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกันโดยยังคงถือกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊กของผมไว้ข้างตัวตลอดเวลา

            "ไม่ใช่ผมต้องหานักบินที่ไว้ใจได้ก่อน เลยยังไม่กำหนดวันรับถ้าพวกนายรู้จักใครที่ไว้ใจได้และขับเครื่องบินเป็น ก็แนะนำได้" คำตอบของผม ทำเอาแจ็กกี้ตาเป็นประกายไม่หยุดหมอนี่คงคิดจะทำอะไรแผลงๆ อีก

            "บอสก็หาคนสอนพวกผมขับเครื่องบินสิครับพวกผมไว้ใจได้" คนอาสาชี้ไปที่ตัวเองกับเพื่อน โดยไม่ถามคนถูกชี้สักคำ

            "ผมไม่มีปัญหาครับแต่ถ้าหมอนี่ได้เป็นนักบินหนึ่งบอสอาจจะได้นั่งเครื่องวนรอบประเทศก่อนค่อยลงจอด"นายปันผลพูดพลางชำเลืองมองแจ็กกี้ สายตาบอกความไม่ไว้ใจ

            "ผมเป็นนักบินสองก็ได้ครับบอสขอแค่บอสยกเครื่องยิงอาร์พีจีทำลายล้างหม้อน้ำรถแช่ขวาให้ผมใช้คนเดียว"

            ไม่มีคำโต้แย้งใดๆ จากแจ็กกี้ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนั่นคือเรื่องจริงที่จะเกิดขึ้นหากหมอนั่นได้เป็นนักบิน 1หรือเพราะข้อแลกเปลี่ยนที่ห้อยอยู่ท้ายประโยค

            "ใครจะไปแย่งแกใช้ไม่ใช่ฉันแน่นอน!" สีหน้าท่าทางเป็นเดือดเป็นร้อนของนายปันผลทำให้ผมรู้สึกว่าคงต้องพูดอะไรสักอย่าง

            "เอาไว้ผมจะหาที่เรียนในไทยให้ขอเวลาจัดการให้พวกเราทุกคนได้เข้าประเทศอย่างขาวสะอาดก่อน รออีกสักหน่อย"ผมเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของทั้งปันผลและแจ็กกี้ แต่ไม่ทันที่ใครจะได้พูดอะไรเสียงฝีเท้าที่ก้าวขึ้นบันไดเครื่องบิน ก็เรียกให้พวกเราต้องหันไปมอง

            "เดี๋ยวผมจะตามไปถึงที่หมายแล้วเรามีเรื่องต้องคุยกัน" อเล็กซ์ยืนหน้านิ่งอยู่ตรงประตูเครื่องสายตาที่จ้องมองมาไม่บ่งบอกเลศนัย ถึงอย่างนั้นก็ไร้ซึ่งความรู้สึก

            "ผมไม่มีอะไรจะคุย"

            "แต่ผมมี!"

            คำตอบของผมกับคำพูดที่ดังสวนของอเล็กซ์ทำเอาทั้งปันผลและแจ็กกี้ขยับตัวตั้งท่าจะจับปืน จนผมต้องยกมือห้าม

            "มีอะไรก็พูดกันตรงนี้ผมยังมีงานที่ต้องทำ" ผมตอบกลับเสียงเข้มเป็นการยื่นคำขาด

            "ผมจะเอาไวรัสนั่นออกจากมือถือได้ยังไง?"หมอนั่นตั้งคำถามแบบไม่อ้อมค้อม แต่สำหรับผม...นี่ยังไม่ใช่บทสนทนาที่น่าพอใจ

            "แล้วมันเข้าไปได้ยังไง?"

            และถ้าหมอนี่ทำให้ผมรู้สึกอยากตอบคำถามขึ้นมาไม่ได้ผมก็ตั้งใจว่าจะทิ้งงานสักวันเพื่อปั่นหัวคนเล่น

            "โอเค!ผมยอมรับว่าสั่งให้ลูกน้องก๊อปปี้ข้อมูลไอดีกับพาสเวิร์ดทั้งหมดในโน้ตบุ๊กนั่นส่งผ่านมือถือมาให้ผมเพราะคิดว่ามหาเศรษฐีบุญหล่นทับอย่างคุณคงเคี้ยวง่าย แต่ผมรู้แล้วว่าตัวเองคิดผิด"เจ้าของผมทรงแอฟโฟร่ละล่ำละลัก เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นบนใบหน้าของเขาทั้งที่ภายในห้องโดยสารเปิดแอร์และนั่นทำให้ผมรู้ว่ายังมีสิ่งที่เขาไม่ได้พูดถูกเก็บซ่อนอยู่อีก

            "คุณก็แค่ซื้อมือถือใหม่ไม่เห็นต้องจัดการอะไรกับไวรัส" ผมเสนอแนะแนวทางที่ง่ายที่สุด

            "มัน...ไม่ได้ โธ่เว้ย! คุณเข้าใจไหมว่ามือถือผมมันเชื่อมกับเครือข่ายธุรกิจที่ผมทำอยู่และถ้าไวรัสของคุณมันลามเข้าไปในระบบ ผมได้ถูกพวกนั้นฆ่าทิ้งแน่"อากัปกิริยาขยุ้มหัวตัวเองของอเล็กซ์ในเวลานี้ดูราวกับว่าเขากำลังจะเสียสติ

            "พาผมคนของผม กับของของผมไปส่งที่หมายอย่างปลอดภัยหลังจากนั้นผมจะลองพิจารณาเรื่องนี้อีกที"

            คำตอบของผมทำให้เจ้าของผมทรงแอฟโฟร่จำต้องถอยหลังลงไปจากเครื่องและส่งสัญญาณสั่งการนักบินในบังคับบัญชาของตัวเอง ให้พาผม คนของผมกับของของผมไปส่งยังที่หมาย

            "บอสมีแผนอะไรใช่ไหมครับ?"

            ทันทีที่สัญญาณรัดเข็มขัดนิรภัยบนเครื่องดับลงแจ็กกี้ก็เริ่มต้นบทสัมภาษณ์อีกครั้ง

            "ไม่มีทุกอย่างคือหมากที่เดินไปตามเกมของผมด้วยตัวมันเอง"ผมตอบคำถามโดยที่ตามองออกไปนอกหน้าต่าง

            ...อีกไม่ถึงชั่วโมงเครื่องบินลำนี้จะลงจอดบนเกาะรงในเขตประเทศกัมพูชาสถานที่ที่นักลงทุนจีนให้ความสนใจมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน และผมเองก็คือ 1ในนักลงทุนบนเกาะแห่งนี้ รีสอร์ทที่เหล่านักท่องเที่ยวให้คะแนน 1-2ดาว ถูกผมกว้านซื้อมาปรับปรุงใหม่ พร้อมๆ กับการก่อสร้างเซฟเฮาส์และคลังอาวุธ

            "เกาะนี่เหรอครับที่บอสบอกว่าเป็นที่อยู่ใหม่?"

            สัญญาณเตือนรัดเข็มขัดนิรภัยและการลงจอดของเครื่องบินก่อให้เกิดคำถามตามมาจากนายปันผล ในช่วงที่แจ็กกี้ถอดแว่นดำออกมาทำตาโตเท่าไข่ห่านพลางเอาหน้าแนบหน้าต่าง ท่าทางเหมือนไม่เคยรู้ว่ากัมพูชามีทะเล

            "ใช่ผมจะมาคุมการสร้างรีสอร์ทสักพัก พอทุกอย่างพร้อม เราจะย้ายไปอยู่กะลาแลนด์"

            ยิ่งได้ยินคำตอบของผมแจ็กกี้ก็ยิ่งทำตาโตเหมือนจะถลนออกมานอกเบ้านับว่ายังดีที่หมอนี่ไม่ไปทำการแสดงแบบนี้ต่อหน้าคนนอกแก๊ง

            "บอสจะไปสร้างรีสอร์ทที่นั่นด้วยเหรอครับ?หรือว่าจะเอาไว้ทำเคสคนหาย?"

            คำถามของแจ็กกี้ฟังดูน่าสนใจถึงอย่างนั้นผมก็รู้สึกว่าไม่ควรพูดอะไรมากเกินไปตราบใดที่พวกเรายังอยู่ในพื้นที่ที่ไม่น่ารอดพ้นจากการถูกดักฟัง

            "ผมมีแพลนจะไปลงทุนที่นั่นไว้ถึงเวลานั้นพวกนายก็รู้เอง"

            แน่นอน...นั่นคือคำพูดที่ผมไตร่ตรองแล้วว่า จะเป็นประโยชน์กับการเดินหมากในครั้งนี้แม้ว่ามันจะถูกดักฟัง

            "ผมรู้ว่าคุณฟังอยู่ไปหาผมที่บ้านพักตากอากาศ และอย่าพึ่งลำเลียงของลงจนกว่าผมจะสั่ง"ผมทิ้งคำพูดไว้บนเครื่อง ก่อนจะเดินลงบันไดมาที่ลานจอดเครื่องบินกลางหาดทรายซึ่งผมพึ่งสั่งก่อสร้างเมื่ออาทิตย์ก่อน และเวลานี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว

            "ผมขอเอาเก้าอี้ลงมาตัวเดียวได้ไหมครับบอส?"แจ็กกี้ยังไม่เลิกหมกมุ่นอยู่กับเก้าอี้ตัวเดิม

            "นายอยากจะแต่งงานกับเก้าอี้นั่นด้วยไหมผมจะได้คิดคำอวยพรเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ?" ผมจ้องหน้าเจ้าของรอยยิ้มทะเล้นที่ดูจะยังไม่รู้ตัวว่าผมกำลังพูดประชด

            "ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับบอสมันก็แค่สมบัติชิ้นแรกที่เป็นของผมจริงๆ อย่างมือถือนี่ ก็ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหมือนจิ๊กมา เพราะเค้าแค่ให้ยืมใช้ทำงาน" หมอนั่นหัวเราะร่า แต่ผมไม่ขำด้วยในเมื่อนั่นมัน... ไม่ใช่เรื่องตลก

            "พวกนายสองคนลิสต์รายการของใช้ทั้งหมดมาทั้งที่จำเป็นและที่คิดว่าจำเป็น" ผมลอบถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเดินนำออกไปจากตรงนั้น

            "ของที่คิดว่าจำเป็นหมายความว่ายังไงครับต่างกับของจำเป็นยังไง?" นายปันผลเดินเร็วตามมาตั้งคำถามโดยที่ยังคงหิ้วกระเป๋าโน้ตบุ๊กของผมไว้ข้างตัว

            "ของที่นายคิดว่าจำเป็นขาดมันแล้วจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไม่ได้ ต่อให้มันจะไม่จำเป็นสำหรับคนอื่นผมจะเอาไปพิจารณาอีกที ไม่ได้สัญญาว่าจะให้ทั้งหมด"

            จริงอยู่ที่ผมยังไม่รู้ว่าทั้งคู่จะซื่อสัตย์และรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองมากน้อยแค่ไหนแต่อย่างน้อยผมก็รู้ว่า ผมได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว

            ปี๊... ป่อออออ ปี๊... ป่อออออ...

            เสียงโทรศัพท์มือถือของผมที่ดังขัดจังหวะขึ้นทำเอาผมหน้าตึงขึ้นมาอีก

            "ถ้าผมจะขอเปลี่ยนริงโทนมือถือของบอสด้วยบอสจะว่าอะไรไหมครับ ผมคิดว่ามีเสียงอื่นที่เหมาะกับบอสมากกว่าเสียงนี้และคิดว่านี่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผมครับ"

            ใช่...และสาเหตุที่ผมหน้าตึงทุกครั้งที่มีคนโทรมา ก็เพราะเสียงเรียกเข้าที่ไม่มีให้เลือกนั่นแหละในเมื่อโทรศัพท์มือถือของนายตองเก้าเครื่องนี้ก็คงได้รับมาจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหมือนกัน

            "เอาไว้ผมซื้อมือถือใหม่แล้วนายค่อยมาเปลี่ยนให้ก็แล้วกัน"ผมตอบคำขอของนายปันผล แล้วเร่งฝีเท้าไปที่บ้านพักตากอากาศเป็นการทำเวลาแข่งกับเสียงโทรศัพท์ที่ยังคงดังไม่หยุดและเสียงลงจอดของเครื่องบินเจ็ทอีกลำที่พึ่งพาอเล็กซ์มาถึงลานจอดด้านหน้ารีสอร์ทของผม

            "ทำดีกว่าที่คิดไว้นะเนี่ยคิดว่าเปิดเอาไว้ฟอกเงินเฉยๆ ซะอีก" เสียงพูดของอเล็กซ์ดังมาเข้าหูผมหมอนั่นคงคาดไม่ถึงว่า มหาเศรษฐีบุญหล่นทับเองก็รู้จักติดเครื่องดักฟังไม่ต่างกัน

            "ถ้าตอนนี้ได้อาร์พีจีสักลูกก็เหมาะเลยนะครับบอส ผมกำลังคันไม้คันมือ"แจ็กกี้ยืนเท้าเอวมองเครื่องบินเจ็ทลำที่ 2 ที่พึ่งลงจอดอยู่บนระเบียง

            เวลานี้พวกเราเดินมาถึงที่พักตากอากาศของผมซึ่งเป็นบ้านไม้ยกใต้ถุนหลังคาทรงจั่วภายในรีสอร์ทที่ผมสั่งรีโนเวทใหม่สำหรับเป็นเซฟเฮาส์และมีเพียงผมที่เปิดประตูเข้ามานั่งบนโซฟากำมะหยี่สีครีมตรงโถงบ้านปล่อยให้ลูกน้องสองคนทำหน้าที่รับแขก

            "ถ้าเป็นหิดก็ลิสต์ยาแก้หิดลงไปในรายการด้วย" ผมตอบแจ็กกี้ระหว่างที่นั่งลิสต์รายการของใช้จำเป็นของตัวเองลงในโน้ตบนมือถือ หากแต่นั่นเป็นแค่การตบตาเพื่อเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามา

            "สวัสดีคุณบอดี้การ์ดผมมาขอพบคุณไมเคิล"

            เสียงพูดของอเล็กซ์ดังขึ้นตรงระเบียงทว่าไม่มีเสียงตอบกลับจากบรรดาคนที่หมอนั่นพูดด้วย ถ้าเดาไม่ผิดเจ้าพวกนั้นคงกำลังยืนจ้องหน้าดูเชิงกันเพื่อรอสัญญาณความพร้อมจากผม

            "ให้เขาเข้ามาแค่คนเดียว..."

            ไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยคอเล็กซ์ก็เดินดุ่มๆ เข้ามา โดยมีปันผลกับแจ็กกี้ขนาบข้างตามประกบซ้ายขวาตลอดเวลา

            "คุณจะพิจารณาลบแอนตี้ไวรัสออกจากมือถือผมได้หรือยัง?"หมอนั่นตั้งคำถามที่ฟังดูไม่ค่อยรื่นหูเท่าไหร่

            "นี่คือคำถามไม่ใช่คำขอร้อง ผมเข้าใจถูกไหม?" ผมย้อนถามโดยที่ยังคงง่วนอยู่กับหน้าจอมือถือของตัวเอง

            "คุณยังต้องการอะไรอีกอย่าลืมสิว่าตอนนี้อาวุธสงครามของคุณอยู่ในเครื่องบินของผมผมจะให้ลูกน้องจัดการขนของทั้งหมดให้คุณ ทันทีที่คุณเอาไอ้ไวรัสนั่นออกไป"

            คำพูดต่อรองของอเล็กซ์ เรียกให้ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาซึ่งกำลังยืนล้วงกระเป๋าค้ำหัวผมอยู่ ดูเหมือนหมอนี่จะเข้าใจว่าผมตัดสินใจพลาดและคิดว่าตัวเองเป็นต่อ

            "ผมลืมบอกไปสินะว่าไอ้ไวรัสนั่นมันเร่งเวลากินเนื้อตอนไหนก็ได้บางทีผมควรจะปล่อยให้มันเน่าทั้งระบบตอนนี้ จะได้จบๆ กันไป" ผมปิดหน้าจอมือถือและวางมันลงบนโต๊ะกระจกทรงกลมตรงหน้าเพื่อจะได้มองเห็นทุกความเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย

            "คุณกำลังขู่ผมนะไมเคิล!"

            บางทีสีหน้าเกรี้ยวกราดกับแววตาอวดดีนั่นก็ทำให้ผมตัดสินใจอะไรง่ายดี

            "ปันผล...ส่งโน้ตบุ๊กมา"

            มือของอเล็กซ์ขยับไปที่ปืนตรงเอวกางเกงทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้นแต่ยังช้ากว่าแจ็กกี้ที่ยกปืนขึ้นจ่อหัวเขาในระยะเผาขนเรียบร้อยแล้ว

            "แกไม่ยิงฉันหรอกใช่ไหมไอ้หน้าอ่อนเอาปืนออกไปเถอะน่า เรายังต้องทำธุรกิจกันอีกยาวๆ นะ"อเล็กซ์ชำเลืองมองปากกระบอกปืน พร้อมกับค่อยๆ ยกมือขึ้นทั้งสองข้าง

            "ให้เอาปืนออกไปเหรอได้สิ!" แจ็กกี้ยิ้มร่าเหมือนเด็กที่กำลังจะได้ของเล่นชิ้นใหม่มืออีกข้างกระชากปืนตรงเอวของอเล็กซ์ออกมาจ่อหัวหมอนั่นอีกกระบอก"เป่าหัวมันให้กระจุยเลยไหมครับบอสนิ้วชี้ฝาแฝดของผมมันเรียกร้องว่าอยากเหนี่ยวไกแล้ว"

            "ใจเย็นๆ"ผมเห็นประกายโรคจิตในแววตาของแจ็กกี้ และมั่นใจว่าอเล็กซ์ก็รับรู้ได้เหมือนกัน

            "บะ...บอกลูกน้องคุณสิไมเคิล ว่าเรายังต้องทำธุรกิจร่วมกัน" หมอนั่นละล่ำละลักบอกผม

            "โทรสั่งลูกน้องของคุณบนเกาะนี้ให้มาที่นี่ทุกคนย้ำว่าทุกคน แล้วผมจะพิจารณาอีกทีว่าเรายังจำเป็นต้องทำธุรกิจร่วมกันอยู่หรือเปล่า" ผมยื่นข้อเสนอ

            "ดะ...ดะ... ได้"อเล็กซ์ดึงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงยีนส์ออกมาปัดหน้าจออยู่สักพักโดยมีแจ็กกี้และปันผลคอยชำเลืองมองจับพิรุธ "เฮ้ย!บอกทุกคนให้มาหาฉันที่บ้านพักตากอากาศของคุณไมเคิล ด่วน! เออ! นักบินด้วย"

            ไม่แน่ว่าในคำพูดของอเล็กซ์อาจมีรหัสลับสำหรับสั่งการบางอย่างซ่อนอยู่แต่ถึงมันจะเป็นอย่างนั้น นั่นก็คือสิ่งที่ผมคาดการณ์เอาไว้แล้ว

            "มาแล้วครับหัวหน้าหะ...หะ... หัวหน้า!!"

            ไม่กี่นาทีถัดมาลูกน้องทั้งหมดของอเล็กซ์ก็มาออกันอยู่ที่หน้าประตูบ้านพักตากอากาศของผมซึ่งแน่นอนว่าทันทีที่เห็นหัวหน้าของตัวเองถูกปืนจ่อหัวเจ้าพวกนั้นก็ชักปืนเล็งมาทางผมทันที

            "บอสเข้าไปข้างในก่อนดีกว่าครับ"นายปันผลชักปืนของตัวเองออกมายืนเอาตัวบังผม ซึ่งก็ดูน่าประทับใจดีแต่ผมไม่ได้ต้องการแบบนั้น

            "ไม่เป็นไรผมแค่อยากคุยกับลูกน้องของอเล็กซ์" ผมพูดพร้อมกับเอนตัวพิงโซฟา เพื่อให้มองเห็นปฏิกิริยาของฝ่ายตรงข้ามทั้งสองฝั่ง

            "หัวหน้าของพวกคุณตั้งใจจะขโมยข้อมูลสำคัญของผมผมจึงมีความชอบธรรมที่จะเอาผิดเขา แต่กับลูกน้องของเขาที่ได้รับคำสั่งมาผมจะไม่ถือว่ามีความผิด และถ้าใครเปลี่ยนใจมาสังกัดอยู่กับผม ผมจะให้เงินเดือนมากกว่าที่คุณได้รับจากหมอนี่สองเท่าพร้อมที่พักและอาหารทุกมื้ออย่างเท่าเทียม คนที่ยอมรับข้อเสนอขอให้ก้าวออกมา"

            ไม่ใช่แค่อเล็กซ์เท่านั้นที่เบิกตากว้างให้กับสิ่งที่ได้ยินแจ็กกี้กับปันผลเองก็ชะงักไปเช่นกัน

            "พวกแก...จะไม่ทิ้งฉันใช่ไหม เราอยู่กับแบบครอบครัวมาตลอดไม่ใช่หรือไง"อเล็กซ์ตะโกนขึ้นคล้ายหวังจะให้คำพูดของเขาดังไปเข้าหูลูกน้องทุกคน

            "ครอบครัวแบบฉันชุบเลี้ยงแกมาแกต้องทดแทนบุญคุณหรือเปล่า?" นายปันผลสวนขึ้นหน้านิ่งเหมือนมีความหลังฝังใจกับครอบครัวประเภทนี้

            "หรือว่าครอบครัวแบบเป็นพี่ต้องเสียสละให้น้อง?"แจ็กกี้หัวเราะขำเหมือนกำลังฟังเรื่องตลกและตอนนั้นเองที่เริ่มมีคนก้าวออกมาจากกลุ่มลูกน้องของอเล็กซ์

            "ไอ้บูเรย์!!นี่แกกล้าทรยศฉันเหรอ" อเล็กซ์ขยับตัว ตั้งท่าจะกระโจนเข้าใส่กลุ่มลูกน้องแต่กลับถูกนายปันผลเล็งปืนใส่ และนั่นเองที่ทำให้มีลูกน้องของหมอนั่นอีกหลายคนก้าวออกมายืนข้างหน้าแถวเป็นสัญญาณว่าต้องการเข้าร่วมกับผม

            "พวกแก!!"

            ทั้งสีหน้าและท่าทางของอเล็กซ์ในเวลานี้ดูราวกับกำลังจะเสียสติขึ้นมาอีกรอบ

            "หมดแล้วใช่ไหมคนที่ต้องการจะมาร่วมทีมกับไมเคิล คอร์เปอเรชั่น?" ผมกวาดตามองลูกน้องห้าคนที่ยังคงจงรักภักดีกับนายเก่า

            แน่นอน... ถ้าเป็นช่วงเวลาปกติผมคงชื่นชมในความแน่วแน่ของพวกเขา

            "สำหรับคนที่ต้องการเข้าร่วมกับผมคงรู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง ผมถึงจะมั่นใจว่าคุณต้องการย้ายข้างจริงๆ"

            ปืนใส่ที่เก็บเสียงนับสิบกระบอกถูกชักออกจากซองทันทีที่ผมพูดจบ และหลังจากนั้นร่างทั้งห้าก็ฟุบลงกับรองเท้าของอดีตเพื่อนร่วมงาน

            "แจ็กกี้...ผมอนุญาตให้นายฝังฮิปโปไว้ในที่ที่มันควรอยู่"

            คำสั่งการของผมเรียกรอยยิ้มโรคจิตของแจ็กกี้ให้ผุดขึ้นบนใบหน้าก่อนที่ปืนในมือจะถูกเหนี่ยวไก ลั่นกระสุนสังหารหัวหน้าฮิปโปเวลานี้เรามีร่างไร้ลมหายใจทั้งหมด 6 ร่างที่ต้องจัดการ

            "เผาหรือฝังครับบอส?"1 ในลูกน้องเก่าของอเล็กซ์หันมาถามผม

            "ข้างหลังห้องนี้มีถุงซิปใส่ศพอยู่เอาใส่ไว้" ผมนั่งมองทุกคนในห้องที่แยกกันไปทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็วกลุ่มหนึ่งจัดการศพ ขณะที่อีกกลุ่มจัดการกับเลือดบนพื้นห้องนับว่าอเล็กซ์คัดและฝึกหัดคนของตัวเองได้ดีทีเดียว

            "น้ำยานั่นทำจากอะไรซื้อที่ไหนเหรอ?" แจ็กกี้เดินล้วงกระเป๋าเข้าไปยืนดูการทำความสะอาดพลางทำตาโตมองน้ำยาลบคราบเลือดที่อีกฝ่ายใช้ ทว่าไม่มีสักคนที่คิดจะตอบคำถาม

            "เรียบร้อยแล้วครับ"ทั้งสองกลุ่มส่งตัวแทนมารายงานผม

            "ข้างหลังมีคลังเก็บของของผมลำเลียงของทั้งหมดเข้าไปเก็บในห้องใต้ดิน เสร็จแล้วกลับมาพัก รอกินข้าว"ผมออกคำสั่งถัดไปกับลูกน้องใหม่ทั้ง 11 คนและรอจนกระทั่งทั้งหมดเดินออกไปไกลพอจะไม่ได้ยินเสียงพูดใดๆ

            "ปันผล...นายไปคุมคลังเก็บของ แจ็กกี้ไปคุมต้นทาง"

            คำสั่งล่าสุดของผมทำให้แจ็กกี้ฉีกยิ้มกว้างขณะที่ปันผลมีสีหน้าที่ผ่อนคลายขึ้นกว่าเดิม

            "ผมคิดว่าบอสไว้ใจพวกนั้น"นายปันผลหันหน้าไปทางผนังห้อง ทั้งที่กำลังพูดกับผม

            "ใครมีปัญหาฆ่าทิ้งได้แต่ไม่ใช่ฆ่าพร่ำเพรื่อ"ผมตอบคำพูดนั้นด้วยคำสั่งที่บ่งบอกได้ด้วยตัวมันเองว่าผม... ไม่เคยไว้ใจใคร

            "แล้วปืนนี่ล่ะครับ?"แจ็กกี้ควงปืนที่ยึดมาจากอเล็กซ์โชว์อยู่ตรงหน้านายปันผลเหมือนไม่ได้อยากได้คำตอบจากผม แต่อยากกวนประสาทเพื่อนร่วมงาน

            "เช็คให้เรียบร้อยว่ามันไม่มีกลไกหรือเครื่องส่งสัญญาณแล้วยัดเข้าไปในถุงใส่ศพ" ผมตอบคำถามแจ็กกี้ก่อนจะลุกเดินไปที่ระเบียงเพื่อตรวจคราบเลือดที่อาจจะหลงเหลือและมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่าลูกน้องของอเล็กซ์ถือเป็นมืออาชีพในเรื่องนี้จริงๆ

            ครืดดดดด...

            เสียงบางอย่างดังออกมาจากถุงใส่ศพของอเล็กซ์ซึ่งถ้าผมเดาไม่ผิด มันน่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือที่ตั้งระบบสั่นเอาไว้

            ครืดดดดด...

            เสียงนั้นยังคงดังอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาที่ผมเปิดหน้าจอโน้ตบุ๊กขึ้นมาจัดการกับไวรัสตัวที่ปล่อยเข้าไปในสมาร์ทโฟนของหมอนั่น

            ...ทำไมผมถึงมีความรู้เรื่องไวรัสคอมพิวเตอร์งั้นเหรอเพราะผมไม่ได้เรียนรู้แค่เรื่องปืนผาหน้าไม้ในเรือนจำไงผมเชื่อว่าการจะสู้รบปรบมือกับผู้คนที่แฝงตัวอยู่ตามมุมมืด ต้องมีทั้งเงิน อาวุธสมอง เล่ห์เหลี่ยมกลโกง และสมัครพรรคพวกที่ไว้ใจได้ซึ่งเรื่องราวในวันนี้มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นในการก้าวเข้าสู่มุมมืดของผม

            "......................"

            เสียงโทรศัพท์มือถือนั่นเงียบไปแล้วเปล่า... ไม่ใช่เพราะปลายสายทนฟังเสียงรอสายไม่ได้แต่เพราะไวรัสของผมเข้าไปจัดการสมาร์ทโฟนเครื่องนั้นไม่ให้ใช้งานได้ตลอดกาลต่างหาก

            ...สัตว์เลี้ยงของผมทำอะไรได้บ้างงั้นเหรอ?

            ...รอดูตอนที่ผมส่งมันไปเยี่ยมคนของรัฐบาลกะลาแลนด์ดูสิ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์ ที่คุณอ่าน