ตอนที่ 15 :คำให้การของคนที่ไม่มีใครฟัง
คืนนั้นหลินซูเหยาไม่ได้หลับทันที
เสียงฟืนแตกดังเปรี๊ยะอยู่ในเตาเปลวไฟสีส้มส่องให้เงาของเธอทอดยาวไปตามผนังดิน
ตรงหน้าเด็กสาวมีสมุดเล่มเล็กเปิดค้างอยู่
หน้าซ้ายเขียนว่าสิ่งที่รู้
หน้าขวาเขียนว่าสิ่งที่พิสูจน์ได้
เอกสารหนี้ไม่มีวันที่ไม่มีชื่อพยาน และเขียนขึ้นด้วยหมึกเดียวกันทั้งหมด
นั่นคือสิ่งที่เธอรู้
แต่สิ่งที่พิสูจน์ได้ในเวลานี้มีเพียงว่าเอกสารฉบับนั้นน่าสงสัย
หมอเฉินตอบคำถามเื่เวลาไม่ได้
นั่นคือสิ่งที่ทุกคนได้ยิน
แต่ยังไม่มีสิ่งใดพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้อยู่ในบ้านตอนพ่อของเธอลงชื่อจริง
ความสงสัยทำให้อีกฝ่ายถอยได้หนึ่งก้าว
แต่ถ้าเธอ้าบ้านคืนความสงสัยเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ
หลินซูเหยาใช้ปลายดินสอลากเส้นใต้คำหนึ่งช้าๆ
ตรวจสอบ
สิ่งที่เธอ้าต่อจากนี้ไม่ใช่คนที่กล้าพูดว่าหลินต้าจวงโกหก
แต่คือคนที่บอกได้ว่าหากเขาโกหก จะต้องไปเปิดดูหลักฐานจากที่ใด
...
ก่อนรุ่งสางลมเหนือพัดกระแทกบานประตูจนสั่นเบา ๆ
ก๊อก
เสียงเคาะดังขึ้นเพียงครั้งเดียว
เบาจนแทบกลืนหายไปกับเสียงลม
หลินซูเหยาปิดสมุดทันทีสอดมันเข้าใต้ผ้าห่ม ก่อนหยิบท่อนไม้ข้างเตามาถือไว้แล้วเดินไปใกล้ประตู
“ใครคะ”
ด้านนอกเงียบไปครู่หนึ่ง
“ฉันเอง”
เสียงหญิงชราแหบพร่าดังลอดเข้ามา“บ้านโจวที่อยู่ถัดจากบ่อน้ำเก่า”
หลินซูเหยาเคยเห็นหญิงชราคนนี้ในลานประชุมสองครั้ง
แผ่นหลังโค้งงอผมขาวเกือบทั้งศีรษะ และมีไม้เท้าไม้พุทราติดมืออยู่เสมอ
เธอปลดกลอนเพียงครึ่งหนึ่งก่อนเปิดประตู
ยายโจวยืนอยู่ใต้ชายคาเสื้อฝ้ายตัวเก่าถูกลมพัดจนแนบลำตัว มือหนึ่งถือไม้เท้าอีกมือกำห่อผ้าสีน้ำเงินแน่น
หญิงชราไม่ได้มองเข้าไปในกระท่อมทันที
เธอหันซ้ายหันขวา ตรวจทางเดินทั้งสองด้านเสียก่อน
“ขอเข้าไปพูดข้างในได้ไหม”
หลินซูเหยาถอยเปิดทาง
เมื่อยายโจวก้าวพ้นธรณีประตูเธอก็ปิดบานไม้และใส่กลอนกลับตามเดิม
“นั่งก่อนค่ะ”
หญิงชราไม่ได้ไปที่เก้าอี้แต่เลือกนั่งบนม้านั่งเตี้ยใกล้เตา ราวกับไม่้าอยู่ในกระท่อมนานเกินจำเป็
หลินซูเหยาเทน้ำอุ่นใส่ถ้วยกระเบื้องบิ่นวางลงตรงหน้า
“ยายมาหาฉันเื่บ้านใช่ไหมคะ”
มือเหี่ยวย่นซึ่งกำห่อผ้าอยู่กระชับแน่นขึ้น
“เธอถามหมอเฉินเมื่อวานว่าเขาจำเหตุการณ์ได้ละเอียดแค่ไหน”
ยายโจวเงยหน้ามองเธอ“ถ้าฉันพูดว่า ฉันจำเื่บ้านของพ่อเธอได้ เธอจะถามฉันเหมือนที่ถามเขาหรือเปล่า”
หลินซูเหยาไม่ได้ตอบว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ
เธอเพียงดึงสมุดออกมาวางบนเข่า
“ฉันจะถามเฉพาะเื่ที่ตรวจสอบได้ค่ะ”
หญิงชรามองสมุดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าช้า ๆ
“ดี”
“ถ้าเธอเชื่อฉันทันทีฉันคงไม่กล้าพูดต่อ”
ไฟในเตาส่งเสียงแตกดังขึ้นอีกครั้ง
ยายโจวยื่นมือไปรับไออุ่นแล้วเริ่มเล่า
“บ้านอิฐหลังนั้นไม่ได้เป็ของตระกูลหลินต้าจวง”
“พ่อกับแม่ของเธอเป็คนสร้าง”
หลินซูเหยาไม่จดประโยคนี้
เธอถามทันที“สร้างเมื่อไรคะ”
ยายโจวหรี่ตาราวกับกำลังมองย้อนผ่านหมอกหลายปี
“หลังเธอเกิดไม่นาน่เก็บข้าวโพด”
“ปีไหน”
“ปีที่สะพานไม้ตรงลำธารถูกน้ำหลากพัง”
หญิงชราหยุดคิด“ถ้าฉันจำไม่ผิด เธอยังเดินไม่คล่อง พ่อเธอต้องอุ้มเธอไว้ข้างหนึ่งแล้วใช้มืออีกข้างตรวจอิฐที่ส่งมา”
หลินซูเหยาจดคำว่าสะพานพัง—ตรวจปีจากบัญชีซ่อม
“อิฐมาจากไหน”
“เตาอิฐของกองการผลิตเก่า”
“ใครขน”
“เกวียนวัวสามเที่ยว”
ยายโจวตอบเร็วขึ้นในครั้งนี้“เที่ยวแรกจางฝูไห่เป็คนบังคับเกวียน เที่ยวที่สองสามีฉันช่วยขนเพราะล้อเกวียนคันเดิมแตก ส่วนเที่ยวสุดท้ายมาถึงตอนเกือบมืด”
“จ่ายค่าอิฐอย่างไรคะ”
“หักคะแนนแรงงานกับธัญพืชสองฤดู”
ปลายดินสอของหลินซูเหยาหยุดลง
นี่ไม่ใช่เพียงความทรงจำ
หากมีการหักคะแนนแรงงานจริงย่อมต้องมีตัวเลขในบัญชี
หากมีการเบิกอิฐสามเกวียนย่อมต้องมีชื่อผู้รับวัสดุ
หากสะพานไม้พังในปีเดียวกันย่อมตรวจสอบ่เวลาได้จากบัญชีซ่อมส่วนรวม
รายละเอียดสามชุดซึ่งไม่เกี่ยวกันสามารถใช้ตรวจทานคำพูดของหญิงชราคนเดียวได้
“ยายเห็นตอนพ่อฉันรับอิฐด้วยหรือคะ”
“ฉันเอาข้าวไปส่งให้สามี”
“แล้วเห็นแม่ฉันไหม”
“เห็น”
แววตาของหญิงชราอ่อนลงเล็กน้อย
“แม่เธอนั่งคัดอิฐอยู่ข้างกำแพงก้อนใดมีรอยร้าว แม่ของเธอไม่ยอมให้ใช้ทำผนังห้องนอน”
ความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอแล่นวาบผ่านศีรษะ
มือขาวซีดของหญิงคนหนึ่งปัดฝุ่นแดงออกจากก้อนอิฐ
เสียงอ่อนโยนพูดว่า
“บ้านไม่ต้องใหญ่แต่ต้องแข็งแรง ซูเหยาจะได้ไม่หนาว”
ภาพนั้นหายไปเร็วพอๆ กับที่ปรากฏ
หลินซูเหยากำดินสอแน่นขึ้นแต่สีหน้ายังคงสงบ
“ตอนครอบครัวหลินต้าจวงเข้าบ้านยายเห็นไหมคะ”
ยายโจวเงียบ
เสียงลมด้านนอกพัดผ่านรอยแตกของผนังเกิดเสียงหวีดต่ำยาว
“ฉันเห็น”
“เมื่อไร”
“หลังงานศพพ่อเธอไม่ถึงเจ็ดวัน”
คำตอบครั้งนี้เบากว่าเดิม
“ตอนนั้นเธอยังอยู่ในบ้านหลินต้าจวงบอกว่าจะเข้ามาช่วยจัดของและดูแลเอกสารแทนเด็ก”
“เขามีกระดาษมอบบ้านหรือไม่”
“ฉันไม่เห็น”
“เขามีกุญแจหรือไม่”
หญิงชราเงยหน้าขึ้นทันที
แววตาขุ่นมัวคู่นั้นจับอยู่ที่ใบหน้าของหลินซูเหยา
“ไม่มี”
เธอกล่าวช้าๆ
“เขาถึงได้ถามเธอ”
ปลายนิ้วของหลินซูเหยาเย็นวาบ
“ถามฉันว่าอะไร”
“ถามว่าพ่อเธอทิ้งกุญแจทองเหลืองไว้ที่ไหน”
ภายในกระท่อมเงียบสนิท
ความรู้สึกของโลหะเย็นซึ่งเคยนอนอยู่กลางฝ่ามือในตอนที่เธอเปิดห่อผ้าหลังอิฐอุ่นที่สุดกลับมาชัดเจนอีกครั้ง
กุญแจดอกนั้นยังซ่อนอยู่ในที่ปลอดภัย
นอกจากเธอมีเพียงเด็กคนหนึ่งซึ่งอาจเห็นแสงสะท้อนผ่านหน้าต่าง
แต่หลินต้าจวงเคยตามหามันั้แ่สามปีก่อนแล้ว
“ฉันตอบเขาว่าอย่างไรคะ”
ยายโจวหลบสายตา
“เธอบอกว่าไม่รู้”
“เขาเชื่อหรือไม่”
“ไม่”
นิ้วของหญิงชราสั่นเล็กน้อย“คืนนั้นฉันได้ยินเธอร้องไห้ เช้าวันถัดมาข้าวของหน้าบ้านถูกโยนออกมาแล้วอีกไม่กี่วันเธอก็ถูกส่งมาอยู่กระท่อมนี้”
หลินซูเหยาไม่ได้จดอยู่พักหนึ่ง
เ้าของร่างเดิมอายุเพียงสิบสี่ปี
เพิ่งเสียพ่อ
ยังไม่ทันพ้นวันไว้ทุกข์ก็ถูกผู้ใหญ่ค้นบ้าน ถามหากุญแจและขับออกจากสถานที่ซึ่งแม่เคยนั่งคัดอิฐทีละก้อนเพื่อไม่ให้ลูกสาวต้องหนาว
“ยายเคยบอกเื่นี้กับใครหรือยังคะ”
หญิงชราหัวเราะสั้นๆ
ไม่มีความขบขันอยู่ในเสียงนั้น
“สามปีก่อนฉันไปหาหัวหน้าหน่วย”
“ฉันบอกว่าบ้านเป็ของพ่อแม่เธอบอกว่าหลินต้าจวงไม่ได้มีกุญแจ และบอกว่าไม่ควรขับเด็กออกมา”
“แล้วเขาว่าอย่างไร”
“เขาถามว่าฉันมีเอกสารไหม”
ยายโจวก้มมองมือของตนเอง
“ฉันไม่มี”
“เขาถามว่าฉันเห็นหลินจิ้นกั๋วลงชื่อมอบบ้านให้ใครหรือเปล่า”
“ฉันก็ไม่เห็น”
“สุดท้ายเขาบอกว่าเื่ของญาติให้ญาติตกลงกันเอง”
หญิงชรานิ่งไปนานก่อนเอ่ยประโยคสุดท้าย
“ฉันพูดแล้วแต่ไม่มีใครฟัง”
หลินซูเหยาปิดสมุด
“วันนี้ฉันฟังค่ะ”
ยายโจวเงยหน้าขึ้น
“แต่คำพูดของยายยังไม่พอจะเอาบ้านคืนให้ฉัน”
หญิงชราชะงักก่อนพยักหน้า
“ฉันรู้”
“เพราะอย่างนั้นเราจะไม่เริ่มจากการให้ยายออกไปยืนกล่าวหาหลินต้าจวง”
หลินซูเหยาเปิดสมุดอีกครั้งพลิกไปยังหน้าที่เพิ่งจด
“เราจะเริ่มจากบัญชี”
เธอชี้ทีละบรรทัด
“บัญชีเบิกอิฐ”
“บัญชีหักคะแนนแรงงาน”
“บัญชีซ่อมสะพานในปีเดียวกัน”
“ถ้าสามอย่างนี้ตรงกับคำพูดของยายคำให้การของยายจะไม่ใช่เพียงความทรงจำของคนแก่”
“มันจะมีสิ่งอื่นยืนยัน”
สีหน้าของหญิงชราค่อยๆ เปลี่ยนไป
ไม่ใช่ความดีใจ
แต่เป็ความรู้สึกของคนที่เพิ่งพบว่าคำพูดซึ่งถูกทิ้งไว้สามปีอาจยังมีที่ให้ยืน
“แล้วเื่กุญแจล่ะ”
“ยังไม่พูดค่ะ”
หลินซูเหยาตอบทันที
“ถ้าหลินต้าจวงรู้ว่าฉันมีกุญแจจริงเขาจะรู้ว่าพ่อทิ้งบางอย่างไว้ และเขาจะรีบทำลายสิ่งที่เรายังหาไม่พบ”
ยายโจวมองเธอนานขึ้น
“เธอเปลี่ยนไปมาก”
“คนที่เกือบตายย่อมต้องเปลี่ยนค่ะ”
คำตอบนั้นเรียบง่ายจนหญิงชราไม่ถามต่อ
ยายโจวใช้ไม้เท้าพยุงตัวลุกขึ้น
ก่อนเดินถึงประตูเธอกลับหยุดฝีเท้า
“ยังมีอีกเื่”
หลินซูเหยาเงยหน้า
“คืนหนึ่งหลังหลินต้าจวงย้ายเข้าไปฉันได้ยินเสียงขูดผนังจากบ้านเธอ”
“ผนังด้านไหนคะ”
หญิงชรายกมือชี้ไปทางทิศตะวันตก
“ห้องด้านตะวันตก”
หัวใจของหลินซูเหยากระตุกแรง
คำเตือนของพ่อในความทรงจำดังขึ้นอีกครั้ง
ผนังห้องด้านตะวันตก...อย่าให้ใครรื้อเด็ดขาด
“ยายเห็นว่าเขาพบอะไรหรือเปล่า”
“ไม่เห็น”
“แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเป็การขูดผนัง”
“สามีฉันเป็ช่างก่ออิฐ”
ยายโจวตอบ“เสียงเหล็กขูดปูนกับเสียงจอบขุดพื้นไม่เหมือนกัน”
เธอสูดหายใจช้าๆ
“เช้ามืดฉันเห็นหลินต้าจวงออกมาจากประตูข้าง มือมีฝุ่นปูนขาว”
“แล้วเขาก็ถามฉันว่า...เคยเห็นจิ้นกั๋วซ่อนอะไรไว้ในผนังหรือไม่”
...
เมื่อประตูกระท่อมปิดลงอีกครั้งแสงแรกของวันก็เริ่มปรากฏเหนือแนวเขา
หลินซูเหยายืนอยู่ข้างหน้าต่างจนเงาของยายโจวหายลับไปหลังบ้านหลังหนึ่ง
เธอไม่ได้รีบหยิบกุญแจออกมา
ไม่ได้รีบไปบ้านอิฐ
และไม่ได้รีบเรียกใครมาฟังคำให้การ
เธอกลับมานั่งหน้าเตาเปิดสมุดไปยังหน้าขวา แล้วเขียนเพิ่มใต้หัวข้อ สิ่งที่พิสูจน์ได้
หนึ่ง — ตรวจบัญชีอิฐ
สอง — ตรวจคะแนนแรงงาน
สาม — ตรวจปีสะพานพัง
สี่ — ตรวจผนังตะวันตกต่อหน้าพยาน
จากนั้นเธอวางดินสอลง
คำให้การของยายโจวยังไม่ใช่ชัยชนะ
แต่มันมอบสิ่งที่สำคัญกว่าคำปลอบใจให้เธอ
มันทิ้งเส้นทางไว้
และเมื่อความจริงมีเส้นทางให้เดินตามต่อให้ใครพยายามปิดประตูไว้แน่นเพียงใด...
ย่อมต้องทิ้งรอยเท้าไว้สักแห่ง
ด้านนอกกระท่อมใต้ต้นไม้ซึ่งไร้ใบ เงาร่างหนึ่งถอยออกจากแนวรั้วอย่างเงียบงัน
ไม่นานนักข่าวสั้น ๆ ก็ถูกส่งไปถึงบ้านหลินต้าจวง
ก่อนฟ้าสาง ยายโจวเข้าไปหาหลินซูเหยา
และเป็ครั้งแรกนับจากการประชุมเมื่อวาน
หลินต้าจวงไม่ได้กังวลเื่คำพูดของเด็กกำพร้า
เขากังวลว่า...
หญิงชราคนนั้นจำเื่ใดได้บ้าง
***แจ้งจากผู้เขียน
ตอนที่ 1–2 ได้รับการรีไรต์และอัปเดตเป็ฉบับล่าสุดแล้วค่ะ โดยปรับจังหวะเปิดเื่ อารมณ์ของตัวละคร และรายละเอียดที่เชื่อมโยงกับโครงเื่ปัจจุบันให้ชัดเจนขึ้น
ผู้อ่านที่เคยอ่านแล้วสามารถอ่านต่อได้ตามปกติ หรือย้อนกลับไปอ่านฉบับใหม่เมื่อสะดวก เพื่อเก็บรายละเอียดและอรรถรสของเื่ได้เต็มยิ่งขึ้นค่ะ