หมู่มวลพฤกษาน้อยใหญ่ในหุบเขาหมื่นพิษต่างเปลี่ยนสีใบจากเขียวชอุ่มกลายเป็เหลืองส้ม เป็สัญญาณบอกว่าได้เข้าสู่ฤดูสารท [1] แล้ว ร่างเล็กของหลินเยว่ชิงกำลังเก็บสมุนจากแปลงที่อยู่หน้าเรือนใส่ตะกร้าใบเล็กของนาง เสี่ยวไป๋ก็วิ่งไปมาอยู่รอบๆ ตัวนาง นับแต่นางนำเสี่ยวไป๋มาเลี้ยง เ้าเสือน้อยก็ติดนางแจไม่ยอมห่างไปไหน ตัวของมันตอนนี้เริ่มอ้วนกลมจนคล้ายลูกหมูมากกว่าลูกเสือเสียอีก เ้าเสืออ้วนตัวนี้ยังคงพันแข้งพันขานางอยู่เช่นนั้น
“เสี่ยวไป๋! ..ไปเล่นที่อื่นก่อนพี่สาวจะเก็บสมุนไพร”
เ้าเสือน้อยไหนเลยจะฟัง มันเอาหัวกลมๆ ของมันมาถูๆ ไถๆ อยู่ตรงเท้านาง อุ้งเท้าน้อยๆ ของมันก็สะกิดนางยิกๆ อย่าง้าให้เล่นกับมัน
ง๊าว! ง๊าว!
“ไปเล่นตรงโน้น..ไม่เช่นนั้นพี่สาวจะให้อดอาหาร!” หลินเยว่ชิงทำเสียงดุใส่เ้าเสือน้อยของนาง เสี่ยวไป๋มองนางตาใสก่อนจะเดินคอตกไปหาอี้เหิงแทน
เยี่ยเหม่ยจียืนมองคนกับเสือทะเลาะกัน นางขบขันออกมาเบาๆ ก่อนจะเดินตรงไปหาศิษย์น้อยของนาง “เสี่ยวชิง..เลิกเก็บสมุนไพรแล้วตามอาจารย์มาก่อนเถิด”
“เ้าคะ” ร่างเล็กละมือจากงานเบื้องหน้าตนแล้วเดินตามอาจารย์ไปอย่างว่าง่าย
เยี่ยเหม่ยจีเดินนำศิษย์น้อยของนางเข้าไปในห้องๆ หนึ่งในเรือนพักของอาจารย์ ห้องนี้เป็ห้องโล่งๆ ขนาดไม่ใหญ่นัก กลางห้องมีเบาะรองนั่งสองใบวางอยู่ ภายในห้องจุดกำยานส่งกลิ่นหอมไปทั่วทั้งห้อง ตรงมุมห้องมีชั้นไม้เล็กๆ สามชั้นที่มีขวดยาวางอยู่เต็มทุกชั้น ข้างๆ ชั้นไม้มีโต๊ะไม้เตี้ยๆ ที่ใช้วางป้านน้ำชา
“ไปนั่งตรงเบาะรองนั่งสิ..วันนี้อาจารย์จะสอนเ้าใช้พลังลมปราณในการขับพิษและการสกัดจุดปิดกั้นพิษ”
สิ้นคำกล่าวของอาจารย์ หลินเยว่ชิงก็เดินไปนั่งตรงเบาะรองนั้นทันที ร่างเล็กนั่งขัดสมาธิ แผ่นหลังเยียดตรง มือทั้งสองข้างว่างไว้บนเข่า
เยี่ยเหม่ยจีเดินมานั่งตรงข้ามกับศิษย์น้อยของนางก่อนจะ เอ่ยสอนร่างเล็กเบื้องหน้านาง
หลินเยว่ชิงเดินลมปราณตามที่อาจารย์สอน และจดจำจุดชีพจรสำหรับสกัดจุดเพื่อมิให้พิษไหลเข้าสู่หัวใจ
“พิษบางชนิดสามารถขับออกมาได้ด้วยการเดินลมปราณ..แต่บางชนิดจะถูกกระตุ้นเมื่อเดินลมปราณทำให้พิษกำเริบหนักกว่าเดิม..เ้าจงพึงระลึกไว้การเดินลมปราณไม่สามารถขับพิษได้ทุกชนิด หากไม่สามารถขับพิษได้ด้วยการเดินลมปราณก็ให้ขับพิษออกทางกระแสเืแทน เ้าต้องกรีดเืแล้วรีดพิษออกมาเพื่อลดความร้ายแรงของพิษนั้น…แต่พิษบางชนิดก็ทำให้สิ้นใจทันทีที่ดื่มกินเข้าไป..อาจารย์จะให้เ้าฝึกประสาทรับกลิ่นและการตรวจสอบพิษที่ไร้สีไร้กลิ่น” เยี่ยเหม่ยจีเอ่ยสอนร่างเล็กที่ยังคงหลับตาโคจรลมปราณอยู่
หลินเยว่ชิงลืมตาขึ้นมาเมื่อสามารถโคจรไปยังจุดต่างๆ ตามร่างกายเหมือนที่อาจารย์สอนได้แล้ว ตอนนี้นางทะลวงชีพจรเพิ่มเป็ 5 จุดแล้วอีกเพียงแค่ 3 จุดนางก็สามารถฝึกวรยุทธขั้นสูงได้ แต่คงต้องรอให้พลังลมปราณของนางกล้าแกร่งกว่านี้ก่อน
เยี่ยเหม่ยจียื่นขวดยาใบเล็กให้ศิษย์น้อยของตน “ดื่มซะ..นี้เป็ยาพิษชนิดอ่อน..ดื่มแล้วลองขับพิษตามที่อาจารย์สอน”
หลินเยว่ชิงคว้าขวดยามาดื่มอย่างไม่ลังเล ทันทีที่พิษนั้นไหลลงคอนางรู้สึกปวดแสบปวดร้อนไปทั่วทั้งตัว นางหลับตาลงโคจรลมปราณขับพิษตามที่อาจารย์สอน ใบหน้าเล็กมีเหงื่อเกาะพราวอยู่ทั่วหน้าผากมน ริมฝีปากบางเริ่มขึ้นสีม่วงเล็กน้อย
เยี่ยเหม่ยจียังคงนั่งมองร่างเล็กด้วยสายตายนิ่งเฉย นางอยากไม่ยื่นมือเข้าไปช่วย นางอยากให้ศิษย์น้อยของนางพยายามให้เต็มที่ก่อน หากไม่ไหวเมื่อใดนางจะเป็คนช่วยเอง นางเตรียมยาถอนพิษไว้รออยู่แล้ว
ผ่านไปราวครึ่งเค่อร่างกายที่เคยเ็ปของหลินเยว่ชิงก็ทุเลาลง ริมฝีปากกลับมาเป็สีอิงเถา [2] เหมือนเดิม หยาดเหงื่อเกาะพราวอยู่เต็มตัวเพราะพิษที่ขับออกทางเหงื่อ อาจารย์หญิงยื่นชาให้นางจิบเล็กน้อย
ตลอดทั้งวันยังเป็อยู่เช่นนั้น อาจารย์หญิงให้นางดื่มยาพิษขวดแล้วขวดเล่าก่อนจะให้นางสกัดจุดตัวเองเพื่อยับยั้งพิษและให้ใช้ลมปราณในการขับพิษออก วันนี้ร่างกายนางรับพิษเข้าไปราวสิบชนิดเห็นจะได้ เมื่อสิ้นสุดการฝึกวันนี้ อาจารย์ก็อนุญาตให้นางพักผ่อนร่างกายสองวันก่อนจะมารับการฝึกครั้งต่อไป
หลินเยว่ชิงนอนหน้าซีดอยู่บนเตียงคล้ายคนเป็ไข้หนัก นางถึงกับหมดแรงกับการสอนวันนี้ของอาจารย์หญิง ร่างกายที่ได้รับพิษเป็จำนวนมากครั้งแรก ทำให้นางอ่อนล้ามาก แม้จะขับพิษออกไปหมดแล้วแต่อาการที่หมดเรี่ยวแรงของนางนี้ทำให้นางได้แต่นอนเฉยๆ อยู่บนที่นอน เสี่ยวอวี้ก็ต้มน้ำแกงบำรุงร่างกายให้นางดื่มทุกวัน ความเหนื่อยล้าจากการรับพิษขับพิษทั้งวันทำให้ร่างเล็กหลับไปั้แ่ตะวันยังไม่ลาลับขอบฟ้าเลยด้วยซ้ำ
เวลาสองวันที่อาจารย์ให้นางพักผ่อนร่างกาย นางใช่มันอ่านและตอบข่าวสารจากเมืองหลวง โดยมีอี้เหิงเป็ผู้อ่านและเขียนตอบสาส์นตามที่นางบอกเพราะนางไม่มีแรงจะขยับตัว ท่านอาควนส่งสาส์นมาแจ้งนางถึงสถานะการในเมืองหลวงที่บอกให้นางวางใจยังไม่มีสิ่งใดน่าเป็ห่วงทุกอย่างยังคงเงียบสงบ การเคลื่อนไหวของขุนนางบางคนที่ทำการคตโกงภาษีของประชาชน เื่ค่ายทหารลับของนางที่ตอนนี้เริ่มฝึกทหารตามที่นาง้าแล้ว และเื่สารทุกข์สุกดิบของคนตำหนักบูรพา สำหรับข่าวลือเื่ของนางก็ยังไปไกลกว่าความจริงมากเช่นเดิม ตอนนี้นางกลายเป็ท่านหญิงวิปลาสและอัปลักษณ์ไปเสียแล้ว
ข่าวคราวจากเมืองจี้เกาไม่มีสิ่งใดคืบหน้า ยังคงหาตัวหลวนจื่อเทาไม่พบ แต่ทว่ากิจการหอหมื่นบุปผาของนางกลับไปได้ดี อี้หลินคงทำงานหนักมากทีเดียว
เมื่อได้พักฟื้นฟูร่างกายแล้วหลินเยว่ชิงรู้สึกกระปรี้กระเปร้ากว่า่สามวันที่ผ่านมา ในสามวันนั้นนางได้แต่นอนเป็ผักอยู่บนเตียงความเหนื่อยอ่อนจากพิษเล่นงานนาง แต่วันนี้นางคงต้องไปรับพิษร้ายเหล่านี้เพิ่มอีก อาจารย์กล่าวว่าการที่ยังไม่ให้นางรับพิษเข้าสู่ร่างกายโดยไม่ขับออกมาเพื่อฝึกการทนพิษนั้นเป็เพราะร่างกายนางไม่เคยถูกพิษจึงยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ต้องให้ร่างกายนางเคยได้รับพิษก่อนแล้วขับออกมาเพื่อปรับร่างกายของนางให้พร้อม แต่นางก็ต้องทนมานทุกครั้งที่ได้รับพิษเ่าั้แม้จะขับออกมาแล้วแต่นางยังรู้สึกอ่อนเพลียมากอยู่ดี
หลินเยว่ชิงเดินเข้าไปในห้องเดิมที่นางใช่ฝึกฝนการขับพิษเมื่อสามวันก่อน อาจารย์หญิงได้นั่งรอนางอยู่ก่อนแล้ว ร่างเล็กเดินเข้าไปทำความเคารพอาจารย์ก่อนจะนั่งลงบนเบาะรองนั่ง วันนี้อาจารย์ไม่ได้ให้นางดื่มพิษแล้วใช้ลมปราณขับออกมา แต่จะให้นางดื่มพิษแล้วหายาถอนพิษที่ตั้งอยู่บนชั้นเกือบ 30 ขวด อาจารย์สอนให้นางใช้จมูกดมกลิ่นแยกแยะส่วนประกอบของยาพิษถ้วยนั้นก่อนจะให้นางดื่มเข้าไปแล้วให้ไปหายาถอนพิษเองจากบนชั้น นางมีเวลาในการหายาถอยพิษหนึ่งเค่อ หากหาไม่พบพิษจะกำเริบทำให้นางเ็ปไปทั่วทั้งร่างกาย
เมื่อหลินเยว่ชิงได้รับยาพิษมา นางก็ยกถ้วยยาขึ้นดม ยาถ้วยนี้มีกลิ่นของหว่านตะขาบไฟ และกลิ่นอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าผสมอยู่ด้วย ยาถ้วยนี้หากมองเผินๆ จะเหมือนเป็ยาบำรุงธาตุในร่างกายทั่วไป แต่อันที่จริงแล้วมันเป็ยาเพิ่มธาตุไฟในร่างกายให้สูงขึ้นจนทำให้ลมปราณภายในร่างกายเสียสมดุล คนที่ไม่ได้ฝึกวรยุทธดื่มเข้าไปจะไม่เป็ไร หากแต่เป็ผู้ฝึกวรยุทธได้รับยาถ้วยนี้เข้าไปในร่างกาย เมื่อเริ่มเดินลมปราณทันทีที่ได้รับพิษก็จะถูกธาตุไฟเข้าแทรก ทำให้เืออกทวารทั้ง7 และสิ้นใจภายในเวลาเพียงสองชั่วอึดใจ [3] เท่านั้น แต่หากไม่เดินลมปราณจะมีเวลาหนึ่งเค่อในการรักษาก่อนยาพิษจะออกฤทธิ์
หลินเยว่ชิงดื่มยาถ้วยนั้นทันที นางเดินไปที่ชั้นตรงมุมห้องเพื่อหายาถอนพิษ นางหยิบยาในขวดกระเบื้องขึ้นมาเปิดสูดดมหาส่วนประกอบของยาถอนพิษที่นางกิน ยาถอนพิษจะมีส่วนประกอบของหญ้าเหมันต์ กลิ่นของมันจะมีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นของไป๋ฉานฮวา [4] แต่จะมีกลิ่นหอมเย็นๆ และฉุนมากกว่า หญ้าเหมันต์จะมีฤทธิ์เย็นใช้ข่มฤทธิ์ร้อนของหว่านตะขาบไฟได้
ร่างเล็กยังคงหยิบขวดกระเบื้องบนชั้นขวดแล้วขวดเล่าเพื่อหากลิ่นของหญ้าเหมันต์ ผ่านไปเกือบครึ่งเค่อร่างกายของนางก็เริ่มร้อนขึ้นมาน้อยๆ และเริ่มหายใจติดขัดขึ้นมา มือเล็กรีบหยิบขวดยาขึ้นมาเปิดดมดู หยิบขึ้นมาอีกสี่ห้าขวดในที่สุดนางก็หายาถอนพิษเจอ
หลินเยว่ชิงไม่รอช้ารีบเทยาในขวดนั้นกินทันที เมื่อยาเม็ดเล็กไหลลงสู่กระเพาะแล้วนางจึงเดินลมปราณเพื่อให้ยาถอนพิษออกฤทธิ์ได้เร็วขึ้น ร่างกายที่เคยร้อนรุ่มตอนนี้กลับรู้สึกเย็นสบายไปทั้งตัว อาการที่เคยหายใจติดขัดก็กลับมาเป็ปกติแล้ว
เยี่ยเหม่ยจียกยิ้มพอใจในตัวศิษย์น้อยของนางที่สามารถหายาถอนพิษเจอ ยาถอนพิษที่นางวางไว้บนชั้นไม้ทั้ง 30 ขวดนั้นจะมีกลิ่นและลักษณะใกล้เคียงกันต้องเป็ผู้ที่มีประสาทรับกลิ่นดีเท่านั้นถึงจะแยกความแตกต่างนี้ออก หากหยิบยาถอนพิษมาใช้ผิดขวดนอกจากจะไม่ช่วยในการถอนพิษแล้วยังส่งเสริมให้สิ้นชีพได้เร็วขึ้น แต่ศิษย์น้อยของนางประสาทรับกลิ่นดีทีเดียว จึงทำให้หายาถอนพิษได้ถูกต้อง หญิงงามยังคงให้ลูกศิษย์น้อยของนางฝึกอยู่เช่นนี้ เปลี่ยนจากยาน้ำที่ใช้ดื่มเป็ยาผง หรือไม่ก็เปลี่ยนเป็กำยานพิษต่างๆ อีก
หลินเยว่ชิงยังคงรับยาพิษที่อาจารย์ยื่นให้อย่างไม่อิออด นางยังคงดื่มยาพิษเ่าั้และหายาถอนพิษจากชั้นไม้ที่มีขวดยากระเบื้องวางเรียงรายอยู่ มีบางครั้งที่นางต้องฝังเข็มให้ตัวเองเพื่อเป็การสกัดกั้นพิษก่อนไปหายามาถอนพิษออกจากร่างกาย
บทเรียนเหล่านี้จากอาจารย์หญิงนางได้รับการฝึกฝนอยู่ทุกวัน แต่อาจารย์ก็จะใจดีให้นางพักร่างกายได้สามวันก่อนมารับการฝึกอีกครั้ง ใน่นี้นางต้องงดฝึกวรยุทธไปก่อน ร่างกายที่ได้รับพิษไม่ช้ำชนิดกันทุกวันทำให้ตอนนี้นางอ่อนเพลียยิ่งนัก นางยังคงรับการสั่งสอนเช่นนี้จากอาจารย์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จนฤดูกาลผันผ่าน เหมันต์ฤดูก็วนกลับมา นางในตอนนี้ก็อยู่ในวัย 6 หนาวแล้ว
สายลมในต้นฤดูเหมันต์ช่างหนาวเย็นยิ่งนัก แม้หิมะจะยังไม่ตกแต่อากาศภายในหุบเขาหมื่นพิษกลับหนาวเหน็บกว่าที่ไหนๆ
หลินเยว่ชิงยังคงตั้งใจศึกษาพืชมีพิษและสมุนไพรอยู่เช่นเดิม นางหัดทำกำยานยาสลบจากดอกไม้พิษในแปลงของอาจารย์ ผู้ที่เป็หนูทดลองให้นางก็คือเสี่ยวอวี้และเสี่ยวไป๋
เ้าเสือน้อยตัวอ้วนที่ถูกนางรมยาสลบตอนนี้กำลังซ้อมตายอยู่บนเตียงนอนของนาง ยาสลบที่นางทำขึ้นนี้นับว่าให้ผลที่น่าพอใจ อาจารย์ยังสอนให้นางปรุงพิษต่างๆ และยาถอนพิษ ยาพิษสูตรต่างๆ ที่นางปรุงขึ้นมาอาจารย์จะให้นางจดบันทึกไว้เป็ตำราของนางเอง โดยพิษเ่าั้อาจารย์ให้นางเก็บรักษาไว้ก่อนแล้วจะพาไปหาที่ทดลองยาพิษเหล่านี้กัน นอกจากยาพิษแล้วพวกยารักษาต่างๆ นางก็ปรุงขึ้นมาแล้วทำเป็ยาลูกกลอนหรือบดเป็ผงแล้วเก็บใส่ขวดไว้ ส่วนมากนางจะปรุงยาต้านพิษ ยาบรรเทาปวดบวม ยาสมานแผลและยาห้ามเื ยาเหล่านี้นางจะให้อี้เหิงและเสี่ยวอวี้พกติดตัวทุกครั้งที่ออกจากหุบเขาเพื่อเข้าไปยังหมู่บ้านหรือเข้าเมือง เผื่อได้รับได้รับาเ็จะได้มียารักษาได้ทันท่วงที ตอนนี้นางกำลังทดลองปรุงยาถอนพิษที่สามารถถอนพิษร้ายได้เกือบทุกชนิด นางให้ชื่อของยาเม็ดนี้ว่า ‘ร้อยพิษมิกร่ำกราย’ ยาเม็ดนี้ต้องใช้สมุนไพรกว่าร้อยชนิดในการปรุงขึ้นมา แต่ตอนนี้การทดลองของนางยังล้มเหลวอยู่ นางคงต้องพยายามต่อไปสิน่ะ
หลินเยว่ชิงพาร่างเล็กของนางเข้าไปหาอาจารย์ที่ห้องปรุงยา ภายในห้องมีอ่างไม้สำหรับใช้อาบน้ำที่มีน้ำอยู่ครึ่งอ่าง ไอควันสีขาวลอยขึ้นมาเหนือน้ำในอ่าง ร่างเล็กยืนมองอ่างไม้ก่อนจะหันไปหาอาจารย์หญิงของนาง
เยี่ยเหม่ยจีเห็นร่างเล็กยืนมองอ่างไม้ด้วยแววตาสงสัย นางทำเพียงยกยิ้มมุมปากน้อยๆ เท่านั้น ก่อนจะบอกกล่าวเด็กน้อยที่กำลังทำหน้ามึนๆ กระพริบตาปริบๆ มองนาง
“อ่างยาพิษ..อาจารย์จะให้เสี่ยวชิงลงไปแช่ตัวในอ่างยาพิษนี้ 3 วัน..แต่ครั้งนี้ความเ็ปทรมานจะมากกว่าทุกครั้ง จะไม่มีการได้รับยาถอนพิษใดๆ ทั้งนั้น..และภายใน 3 วันนี้อาจารย์จะเติมยาพิษลงไปในอ่างเรื่อยๆ หากเ้าสามารถผ่านสามวันนี้ไปได้..เ้าก็เริ่มฝึกฝนการทนพิษได้เลย”
สิ้นคำกล่าวของผู้เป็อาจารย์ หลินเยว่ชิงก็ตอบรับด้วยเสียงแน่วแน่ ก่อนจะก้าวลงอ่างไม้ทันที
ร่างเล็กลงไปนั่งในอ่างไม้ใบเล็กที่พอให้ลงไปแช่ได้คนเดียว น้ำในอ่างสูงเพียงไหล่ของนางเมื่อนั่งลงไปแล้ว ความรู้สึกแรกที่ก้าวเท้าลงมาในอ่างยาพิษนี้ นางรู้สึกปวดแสบปวดร้อนไปทั้วทั้งตัว นางโคจรลมปราณในร่างกายเพื่อช่วยบรรเทาความเ็ปนี้ อาจารย์บอกนางว่าภายในสามวันนี้ นางห้ามลุกออกจากอ่างก่อนครบกำหนดเวลา
หลินเยว่ชิงได้แต่หลับตาลงทำสมาธิเพื่อไม่ให้สมองของนางไปจดจ่ออยู่กับความเ็ปนั้น ทุกสองชั่วยามอาจารย์จะเติมพิษตัวอื่นๆ ลงไปในอ่าง ทุกครั้งที่มีพิษตัวใหม่ถูกเติมเพิ่มลงมาร่างกายของนางเหมือนกับจะฉีกขาดความเ็ปที่กัดกินไปจนถึงกระดูก นางได้แต่กัดฟันข่มความเ็ปนี้ไว้
เสียงกรีดร้องอย่างเ็ปดังลอดออกมาจากห้องปรุงยาของเรือนไม้หลังงาม ทำให้เสี่ยวอวี้ผู้เดินไปเดินมาอยู่หน้าเรือนเพราะเป็ห่วงท่านหญิงร้อนรุ่มใจยิ่งนัก นางอยากจะเข้าไปหาท่านหญิงใจจะขาดแต่ถูกอี้เหิงห้ามปรามเอาไว้ เสี่ยวไป๋ก็เหมือนจะรับรู้ถึงความเ็ปของหลินเยว่ชิง มันใช้อุ้งเท้าตะกายประตูอย่าง้าเข้าไปภายในเช่นกัน
หลินเยว่ชิงสลบไปครั้งแล้วครั้งเล่ากับความเ็ปที่ได้รับ การโคจรลมปราณไม่ได้ช่วยอะไรนางเลย นางอยากจะปล่อยให้ตัวเองจมน้ำในอ่างตายไปเลยให้รู้แล้วรู้รอดเพื่อหลีกหนีความเ็ปนี้ แต่นางยังมีหนี้แค้นที่รอวันชำระอยู่นางจะตายไม่ได้
ร่างเล็กยกแขนขึ้นเกาะขอบอ่างไว้เพื่อไม่ให้นางไถลลงอ่างจมน้ำตายไปเสียก่อน วันแรกผ่านพ้นไปร่างกายของนางเริ่มชินกับความเ็ปนี้ นางรู้สึกเหมือนแขนขาชาไปหมดไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ อาจารย์ก็ยังคงเติมยาพิษลงมาในอ่างเรื่อยๆ เหมือนยิ่งนานไปยาพิษที่เติมลงมาจะทวีความร้ายแรงมากขึ้น
วันที่สองของนางในการแช่อ่างยาพิษ นางทำได้เพียงกรอกตาไปมาโชคดีที่เสียงของนางยังอยู่ แต่ร่างกายไม่สามารถขยับได้แล้วความเ็ปยังคงเกาะกินไปทุกส่วนของร่างกาย อาจารย์หญิงของนางเป็คนป้อนข้าวป้อนน้ำให้นางในตอนนี้ และแล้วความทรมานนี้ก็สิ้นสุดเมื่อครบวันที่สาม นางสลบไปทันทีที่อาจารย์ช้อนอุ้มนางขึ้นมาจากอ่างไม้ โสตประสาทของนางปิดสนิทไม่รับรู้สิ่งใดทั้งสิ้น
ร่างเล็กที่ดูซีดเซียวนอนหลับใหลอยู่บนเตียงนอนนุ่ม เสี่ยวอวี้คอยเฝ้าท่านหญิงน้อยอยู่ไม่ห่าง กลิ่นยาลอยคละคลุ้งไปทั่วห้อง เสี่ยวไป๋ะโขึ้นเตียงไปนอนอยู่ข้างๆ ร่างเล็ก
หลินเยว่ชิงสลบไปสามวันสามคืน ร่างเล็กเริ่มขยับตัวเล็กน้อยเมื่อรู้สึกตัว นางลืมตาขึ้นมาพบว่าตนในนอนอยู่บนเตียงนอนของตัวเอง มีเสี่ยวไป๋ที่ใช้อุ้งเท้าน้อยๆ ของมันสะกิดแขนนางอยู่
“คุณหนู..ฟื้นแล้วหรือเ้าคะ..ฮึก.ดีจริงๆ ที่คุณหนูฟื้นมาซะที..ฮึก.. บ่าวกลัวเ้าคะ คุณหนูอย่างหลับไปแบบนี้อีกนะเ้าคะ..ฮือๆ” เสี่ยวอวี้ร่ำไห้ออกมาเมื่อเห็นท่านหญิงน้อยของนางฟื้นแล้ว นางทั้งดีใจและโล่งใจในเวลาเดียวกัน หลินเยว่ชิงได้แต่ส่งยิ้มบางๆ ไปให้เสี่ยวอวี้
ร่างเล็กพักฟื้นร่างกายต่ออีกสามวัน อาจารย์ของนางก็เข้ามาตรวจดูอาการของนางทุกวัน เมื่อนางสามารถลุกเดินเหินได้อย่างปกติแล้ว อาจารย์หญิงก็ให้นางดื่มยาพิษวันล่ะถ้วย หลังจากที่นางได้แช่ตัวในอ่างยาพิษแล้วเมื่อได้รับพิษเข้าไปนางไม่รู้สึกเ็ปเหมือนที่ผ่านมาแต่จะมีอาการอ่อนเพลีย บางครั้งก็อาเจียนออกมาเล็กน้อย
ในหนึ่งเดือนนางจะต้องดื่มยาพิษ 7 วันและพิษที่ดื่มในแต่ละครั้งจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และร้ายแรงเพิ่มขึ้นทุกครั้งเช่นกัน โดยเมื่อดื่มยาพิษไปหนึ่งถ้วยก็จะได้พักร่างกาย 4 วัน แต่วันพักของนางก็มิได้พักจริงๆ นางยังคงต้องปรุงยา ฝึกวรยุทธ และอาจารย์หญิงยังสอนนางเกี่ยวกับศาตร์ทั้ง 4 ของสตรีอีกด้วย ่นี้นางต้องหัดปักผ้าและฝึกดีดพิณ ตำราปรัชญาคุณธรรมใดๆ นางยังต้องเรียน
เวลาผ่านไปจนล่วงเข้าปลายฤดูเหมันต์ วันนี้หลินเยว่ชิงและเสี่ยวอวี้ตื่นั้แ่ยามอิ๋น สองดรุณีน้อยช่วยกันเตรียมอาหารเซ่นไหว้คาวหวานั้แ่ฟ้ายังไม่สาง กว่าจะเสร็จก็ล่วงเข้ายามเฉินแล้ว
หลินเยว่ชิงกลับเข้าห้องนอนเพื่อเช็ดหน้าเช็ดตาผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตัวใหม่ วันนี้นางกลับมาสวมชุดของสตรีอีกครั้งหลังจากไม่ได้สวมมาหลายเดือน ร่างเล็กอยู่ในชุดสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเหลียนฮวา [5] ด้วยดิ้นเงินที่เสี่ยวอวี้เตรียมไว้ให้ คลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวตัวหนา เสื้อคลุมตัวนี้เป็ตัวที่อาเหนียงเย็บให้นางเป็ตัวสุดท้ายก่อนจะจากไป ผมถูกถักเป็เปียหลวมๆ สองข้างผูกด้วยผ้าผูกผมสีขาวเช่นกัน
หิมะยังคงตกโปรยปราย หุบเขาหมื่นพิษที่ตอนนี้ปกคลุมไปด้วยหิมะทั่วทั้งหุบเขา อากาศที่หุบเขาหนาวเย็นกว่าที่เมืองหลวงมากนัก ร่างเล็กเดินออกมานอกเรือนพร้อมกับเสี่ยวไป๋ โต๊ะเซ่นไหว้ถูกเสี่ยวอวี้จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
บนโต๊ะมีป้ายิญญาเล็กๆ หนึ่งอัน ชื่อบนป้ายิญญาอันนั้นนางเป็คนเขียนมันเองกับมือ สุราอาหารที่เป็เครื่องเซ่นไหว้ถูกวางไว้บนโต๊ะ
หลินเยว่ชิงจุดธูปก่อนจะปักไปบนอาหารเ่าั้ นางหยาดสุราลงพื้นอย่างเชื่องช้าจนหมดถ้วย นางคุกเข่าลงแล้วก้มศรีษะโขกคำนับต่อหน้าป้ายิญญา ไม่มีวาจาใดๆ หลุดออกมาจากปากเล็กๆ นั้น มีเพียงเสียงรำพึงภายในใจและสายตาที่มองทอดยาวออกไปท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย แววตามีประกายเ็าพาดผ่านมาชั่วครู่ก่อนจะจางหายไป ‘อาเตี่ยอาเหนียง..ชิงเอ๋อร์โตขึ้นอีกปีแล้วเ้าคะ..ชิงเอ๋อร์สบายดีอาเตี่ยอาเหนียงไม่ต้องเป็ห่วงน่ะเ้าคะ..อวยพรให้ชิงเอ๋อร์แก้แค้นครั้งนี้ให้สำเร็จด้วยน่ะ’
*********
[1] ฤดูสารท คือ ฤดูใบไม้ร่วง
[2] อิงเถา คือ เชอรี่
[3] อึดใจ คือ เวลาที่กลั้นลมหายใจหนึ่งครั้ง
[4] ไป๋ฉานฮวา คือ ดอกพุดซ้อน
[5] เหลียนฮวา คือ ดอกบัว