ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่26 ทลายพันจินใต้สายตาเย้ยหยัน มังกรซ่อนเล็บรอวันผงาด

    อวี้เหวิน... เสื้อผ้าบนกายเรียบง่าย ท่าทางไม่สะดุดตาเมื่อเทียบกับอัจฉริยะอื่น ๆ ที่สวมอาภรณ์หรูหรา หากดวงตาของเขา กลับเปล่งแสงเฉียบคมเยี่ยงดาบลับที่ซุกซ่อนในฝัก ใบหน้าสงบเฉย นิ่งราวแผ่นน้ำในยามราตรี แต่ในความนิ่งนั้นกลับมีบางสิ่งซ่อนอยู่... ร้อนแรงและหนักหน่วงดุจอัสนีสายลับที่รอวันฟาดฟัน


    เขาก้าวเดินไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าแท่นศิลาสายวัดพลัง

    สายลมเย็นโชยเอื่อยพัดชายเสื้อของเขาเบา ๆ คล้ายจะรับรู้ถึงแรงอารมณ์อันแน่นขนัดของเขาในยามนี้


    ...ไม่มีเสียง ไม่มีคำพูด ไม่มีท่าทีแสดงความฮึกเหิม

    มีเพียงความสงบก่อนพายุ


    อวี้เหวินสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ

    ในใจกลับดังก้องด้วยเสียงของซ่งเหยียนเฟยจากมิติสร้อยคอ


    “เจ้าจะเปิดเผยพลังจริงหรือไม่?”


    เด็กหนุ่มหลับตาลงครู่หนึ่ง ดวงจิตสงบนิ่ง ก่อนพึมพำในใจ...


    “ไม่จำเป็น...ในยามนี้”

    “เพียงพอแค่ให้โลกรู้ว่า ข้า—มิใช่คนที่ควรดูแคลน”


    ฝ่ามือของเขากำแน่น พลังหมุนเวียนจากส่วนลึกในกาย ปะทุแผ่วเบาแต่ทรงอานุภาพ เคล็ดวิชา หมัดอัคนีสังหาร เริ่มไหลเวียนผ่านเส้นเอ็นเส้นเลือดอย่างกลมกลืน ราวกับเพลิงที่ถูกกรั่นกลั่นจากขุมนรก


    แม้เป็นเพียง ขั้นกลาง หากภายใต้ร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนด้วย เตาอัสนีวิบัติ ซึ่งเคี่ยวกรำจนแน่นหนาแข็งแกร่ง ประดุจร่างกายที่หลอมจากเหล็กกล้าและสายฟ้า ก็สามารถขับพลังออกมาได้เหนือกว่าปกติหลายเท่า


    พลังของเขา—หากปล่อยเต็มที่ จะเกินกว่า 2,500 จินแน่นอน!

    ...มากเกินกว่าที่แท่นวัดพลังธรรมดานี้จะรับไหว


    แต่มิใช่ยามนี้


    “หกส่วน...พอแล้ว”

    เขาพึมพำแผ่วเบา ท่ามกลางความเงียบทั่วทั้งลาน


    หมัดซ้ายค่อย ๆ ยกขึ้น ดวงตาทั้งคู่ของเขาเปิดขึ้นช้า ๆ

    แววตานั้น—ประหนึ่งเพลิงอัคคีที่แฝงไว้ด้วยจิตมุ่งมั่นแกร่งกล้า


    “หมัดอัคนีสังหาร—!”

    เขาตะโกนก้องในใจ หมัดซัดออกอย่างเฉียบขาด พลังพวยพุ่งออกมาในเสี้ยวพริบตา


    ปังงงง!!!


    เสียงระเบิดดั่งสายฟ้าฟาดสะท้อนกึกก้อง แท่นศิลาสะเทือนรุนแรงถึงแก่น

    ลายอักขระโบราณบนแท่นสั่นระริกราวจะปริแตก คลื่นพลังที่แผ่ซ่านออกมาทำให้ผู้คนที่อยู่ใกล้ต้องถอยร่นโดยมิรู้ตัว


    ตัวเลขที่แท่นเริ่มพุ่งอย่างบ้าคลั่ง—

    473... 690... 984... 1207...


    1500!


    จากนั้น...แท่นหินก็หยุดลงอย่างฉับพลัน ตัวเลขค้างอยู่ตรงนั้น ไม่มีวี่แววจะขยับขึ้นอีก

    คลื่นพลังยังสะท้อนออกเป็นระลอกเบา ๆ ใต้ผืนหินรอบแท่น ทว่าภายในลานสอบ...กลับเงียบสงัด


    เงียบ... เสียงลมหายใจยังไร้วี่แวว


    ผู้คนตาค้าง ร่างแข็งทื่อ บางคนเผลออ้าปากกว้างโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเบิกกว้างราวได้เห็นภาพมายา บ้างก็เบิกตาเบิกคอราวกับตนอยู่ในฝัน


    จากนั้นเพียงอึดใจ—


    “ทะ...ทะลุพันห้าร้อยจิน!”

    “เจ้าเด็กนั่นเป็นใครกัน!?”

    เสียงอุทานระงมขึ้นพร้อมกันดังสายฟ้าแลบ


    “เขา...เป็นอัจฉริยะอีกคนงั้นหรือ!?”

    “ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน!”

    “หรือว่าเขาจะมาจากสำนักใหญ่นอกเมือง?”


    “หล่อขนาดนี้ยังจะเก่งขนาดนี้อีกหรือเนี่ย?” สตรีผู้หนึ่งเอ่ยออกมาเบา ๆ มือกำอกตัวเองแน่น


    “ข้า...ข้าคุ้นชื่อเขาอยู่นะ!”

    “ใช่แล้ว! เขาคืออวี้เหวิน! คนที่เคยมีเรื่องกับนายน้อยหลี่หมิงที่ตลาดเมื่อวันก่อน!”


    เสียงซุบซิบสนั่นขึ้นรอบลานสอบ

    ฝูงชนเคลื่อนไหววุ่นวาย ยากจะสงบได้อีก


    ในมุมหนึ่ง หลี่หมิงยืนนิ่ง สีหน้าที่เคยผ่อนคลายกลับตึงเครียดขึ้นเล็กน้อย แววตาที่ทอดมองอวี้เหวินเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและไม่สบอารมณ์


    “เจ้าเด็กสารเลวนั่น...”

    เขาคลายหมัดแน่นจนข้อกระดูกลั่นเบา ๆ ริมฝีปากเม้มแน่น


    ด้านบนแท่นชมการทดสอบ ผู้อาวุโสเหอจิ้งหลานที่นั่งอย่างสุขุมมาตลอดกลับยืนขึ้นในฉับพลัน ดวงตาเบิกกว้าง แววตาเปล่งประกายยากจะปิดบัง


    “พลังระดับนี้...” เขาพึมพำเบา ๆ คล้ายพูดกับตัวเอง

    “ปีนี้...ตำหนักมังกรเมฆา คงไม่ขาดทุนแล้วกระมัง”

    “หรือว่านี่คือพรสวรรค์ที่พระเจ้าประทานมาให้...ปีนี้—อัจฉริยะผู้นี้ จะต้องเป็นตัวพลิกสวรรค์แน่แท้!”


    ดวงหน้าของเขาเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม ตื่นเต้น ยิ่งกว่าพบขุมสมบัตินับหมื่นปี


    ส่วนอวี้เหวิน...เขายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าแท่นศิลา


    ใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาสงบ ไม่มีแม้รอยยิ้มเฉลิมฉลอง ไม่เอ่ยวาจาอวดโอ้


    เขาหมุนกาย เดินกลับอย่างสงบ ราวกับสิ่งที่เขาทำลงไปนั้น—มิใช่เรื่องยิ่งใหญ่แม้แต่น้อย


    แต่เบื้องหลังกลับกลายเป็นพายุที่กำลังก่อตัวขึ้นในโลกแห่งการบ่มเพาะพลัง


    เด็กหนุ่มนาม อวี้เหวิน ผู้ที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน...


    ได้ทิ้งร่องรอยไว้ในใจของทุกคน ณ ลานสอบแห่งนี้แล้ว


    ใต้ฟ้ากว้าง เวิ้งฟ้าราวแผ่นกระจกสะท้อนแดดฉายทอดผ่านม่านเมฆ ทอแสงลงยังลานศิลาเบื้องหน้าตำหนักมังกรเมฆา… ภายหลังที่อวี้เหวินแผลงฤทธิ์ หมัดอัคนีสังหารที่เสมือนฟาดฟ้าถล่มฟาดพื้น ตรึงทุกสายตาให้แน่นิ่งดั่งต้องมนตร์—ในห้วงพริบตานั้นเอง เซี่ยชิงหลัวที่ยืนอยู่ในกลุ่มผู้ชม ไม่ห่างจากวงทดสอบนัก เพียงเงยหน้าขึ้น สบสายตากับร่างของอวี้เหวินซึ่งยืนนิ่งดั่งเสาหินใต้ฟ้า นัยน์ตาสีน้ำหมึกเข้มของนางฉายวาบแววพิศวง อ่อนลึกแต่แฝงความคมกล้า


    ‘หมัดเมื่อครู่…คล้ายดุจเพลิงทะลวงนภา กลับมิใช่เพียงพลังดิบเถื่อน แต่มีกฎเกณฑ์ ลวดลายหมัดนั้นประหลาดนัก’

    เซี่ยชิงหลัวครุ่นคิดเงียบ ๆ กลีบปากคลี่ยิ้มบางเบา ยามเมื่อสายลมพัดผ่านปลายผมสีดำขลับนุ่มสลวย เผยให้เห็นลักษณะเยียบเย็นและเงียบสงบเฉกเช่นผืนน้ำใต้เงาจันทร์


    ‘บุรุษผู้นี้…ไม่ใช่เพียงรูปงามดั่งบุปผาชายในหมู่เมฆ เขากลับมีอำนาจพลังที่เกินผู้ใดคาดถึง ปกปิดคมดาบในฝักไว้อย่างมิดชิด หากมิได้พบกับตาตนเอง นางก็คงเคยดูแคลนผู้คนในแผ่นดินมากเกินไป’


    ราวกับขับไล่กลิ่นอายอหังการทั้งปวง ความนิ่งสงัดในหัวใจของเซี่ยชิงหลัวสั่นไหวเล็กน้อย—ความอยากรู้ ความสงสัย และ…อะไรบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นในเงามืดของจิตใจอันแสนสุขุม



    ---


    เมื่อคลื่นกระแสซุบซิบแปรเปลี่ยนไปมาเป็นวงกว้าง ผู้เข้าสอบคนอื่นเริ่มทยอยเข้าสู่แท่นหินอย่างรีบเร่ง บ้างอยากพิสูจน์ตน บ้างอยากลบเงาร่างอวี้เหวินให้จางหาย แต่ไม่ว่าใคร…พลังที่แสดงออกมา กลับอยู่แค่ระดับหลายร้อยจินเป็นส่วนใหญ่ มิอาจทะลุเกินพันจินได้เลยแม้แต่น้อย


    เสียงแสดงความผิดหวังดังขึ้นประปรายจากกลุ่มผู้ชม หลายคนเริ่มเห็นภาพว่าในหมู่ผู้สมัครนับร้อยพัน—คงมีเพียงไม่กี่สิบที่คู่ควรกับด่านต่อไป


    ผู้อาวุโสเหอจิ้งหลานที่ยืนอยู่บนแท่นไม้สูง แววตาพลันขึงขังยิ่งขึ้น ร่างชรานั้นโบกแขนเสื้อเบา ๆ หนึ่งครั้ง ทันใดนั้นเสียงของเขาก็ดังชัดเจนราวระฆังสั่นบนยอดเขา


    “ผู้ที่ผ่านการทดสอบจากด่านแรก…โปรดเตรียมตัวให้พร้อม ด่านถัดไป คือ—ด่านทดสอบจิตใจ!”


    เสียงของเขาแฝงแรงกดดันแหลมลึกดั่งคมกระบี่ในความเงียบ


    “ทุกผู้ที่ผ่าน จงมุ่งหน้าไปยัง ค่ายกลจิตอสูร ที่ทางตำหนักได้จัดเตรียมไว้ ณ ลานพิธีด้านทิศตะวันตก ห่างจากที่นี่ไม่เกินหนึ่งร้อยก้าว เมื่อไปถึง จะมีศิษย์ตำหนักผู้ควบคุมด่านรออยู่ ท่านทั้งหลาย จงไปเดี๋ยวนี้!”


    กลุ่มผู้สอบที่เหลือเพียงไม่ถึงหนึ่งในสิบ เริ่มเคลื่อนขบวนออกไปตามทิศที่ถูกชี้นำ ผ่านพงไผ่เรียงรายสู่ลานกว้างอีกฟากหนึ่ง ซึ่งบนพื้นศิลานั้น ปรากฏ วงค่ายกลวงกลมซ้อนกันสามชั้น ลวดลายวิจิตรเร้นลับเป็นประกายเลือนราง พริบพรายไปมาดั่งเงาจันทราในน้ำ


    ศิษย์ตำหนักผู้ควบคุมซึ่งยืนอยู่หน้าค่ายกลคือชายหนุ่มอายุราวยี่สิบกว่า สวมชุดคลุมของตำหนักอย่างเรียบหรู เขาก้าวออกมาด้วยท่วงท่าสงบ ก่อนเอ่ยเสียงหนักแน่น


    “นี่คือ ค่ายกลจิตอสูร ผู้เข้าสอบจะต้องเข้าไปทีละคน จิตใจที่มั่นคงจะมีชัย ส่วนผู้ที่จิตอ่อนแอ หรือปิดบังบาปภายใน จะถูกสั่นคลอนและขับไล่ออกมาโดยอัตโนมัติ”


    เขาหันไปทางพวกผู้สอบด้วยสายตาเด็ดขาด


    “ภายในค่ายกลจะสะท้อนเงาใจของพวกเจ้า อสูรร้ายที่เกิดจากใจเจ้าเองเท่านั้นจะปรากฏ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้สิ่งที่เจ้าจะเผชิญ คนภายนอก…มิอาจมองเห็น เข้าไป—เผชิญหน้ากับตนเองให้ได้!”


    คำพูดนั้นดั่งน้ำแข็งเย็นเยียบสาดสู่หลังผู้เข้าสอบ ทำให้หลายคนถึงกับกลืนน้ำลายลงคอ


    “ข้าไปก่อน!” ชายผู้หนึ่งตะโกนขึ้นพร้อมเร่งฝีเท้าเข้าไปทันที ทันทีที่ก้าวข้ามเส้นค่ายกล ร่างของเขาก็หายวับไป ราวกับถูกกลืนสู่มิติเร้นลับ


    คนถัดไปค่อย ๆ เดินตามกันเข้าไปทีละคน เสียงค่ายกลกรีดร้องเบา ๆ ทุกครั้งที่มีผู้เข้า ราวกับปากของอสูรตนหนึ่งเปิดออกเงียบ ๆ


    แม้กระทั่งเหล่าอัจฉริยะทั้งห้า ต่างก็ไม่ลังเล ย่างก้าวเข้าค่ายกลอย่างมั่นคง—รวมถึงเซี่ยชิงหลัวที่เพียงเงยหน้าขึ้น แล้วเดินเข้าไปด้วยรอยยิ้มอ่อนเบาทว่าแน่วแน่


    กระทั่งเหลือเพียงอวี้เหวิน กับบุรุษอีกผู้หนึ่ง—หลี่หมิง


    หลี่หมิงที่ยืนเงียบมาตลอด เงยหน้าขึ้นมองอวี้เหวินด้วยแววตาเย็นยะเยือก ทว่าแฝงความเกลียดชังลึกในดวงตา


    “เจ้าจะตายโดยไม่รู้ตัวแน่…อวี้เหวิน” เขาพึมพำในลำคอเบา ๆ ราวคำสาปที่เปล่งจากเงาของใจ


    จากนั้นเขาก้าวเดินเข้าไปในค่ายกลทันทีโดยไม่หันมองใครอีก


    และแล้ว…ก็ถึงตาของอวี้เหวิน—


    สายลมโบกพัดชายเสื้อของเขาอย่างแผ่วเบา แสงแดดตกกระทบลงบนใบหน้าคมคายของเขา เพียงร่างสูงสง่าก้าวออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว ทุกผู้ที่ยังยืนอยู่พลันหยุดหายใจ


    “เช่นนั้น…ก็มาลองกันดู”


    เขากระซิบเบา ๆ ราวคำมั่น ต่อให้เป็นเงาอสูรในใจ—เขาก็มิหวั่นเกรง


    แล้วอวี้เหวิน ก็ก้าวเข้าสู่ค่ายกล…


    …ภายในค่ายกลจิตอสูร…


    แม้ภายนอกจะเงียบสงัดไร้คลื่นพลัง แต่ในสายตาของผู้บ่มเพาะ ทุกผู้คนที่เหยียบย่างเข้าสู่ค่ายกลล้วนเหมือนถูกกลืนหายไปในม่านหมอกอันลี้ลับประหนึ่งโลกอีกใบ


    แต่ละคนที่ย่างเข้าสู่ค่ายกลกลับพบว่าโลกเบื้องหน้าไม่เหมือนกัน—เพราะสิ่งที่ปรากฏขึ้นมานั้นหาใช่ภาพลวงตาธรรมดา หากเป็นภาพจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ


    ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งย่างก้าวเข้าไป เพียงชั่วพริบตาเดียว ดวงตาก็เบิกโพลง ร่างกายสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่ ก่อนจะถูกแรงบางอย่างเหวี่ยงออกมาจากค่ายกลดัง ฟุ่บ! ล้มลงกลิ้งบนพื้นดิน


    “มะ...แม่...แม่ของข้า!” เขาร้องเสียงสั่น ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา


    อีกคนหนึ่ง—ผู้มีใบหน้าท่าทางเด็ดเดี่ยว กลับอดทนอยู่ได้เพียงครู่ ก่อนจะยกมือตะโกนลั่น “ไม่! ข้าไม่ฆ่าท่านพ่อ!” น้ำเสียงแหลมสูงราวคนเสียสติ ก่อนร่างจะลอยละลิ่วออกมาราวถูกค่ายกลสะบัดออก


    “ค่ายกลนี่...มิใช่ทดสอบเพียงพลัง หากทดสอบถึงแก่นแท้แห่งใจ!” ผู้อาวุโสคนหนึ่งในกลุ่มผู้สังเกตการณ์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงแฝงความเคารพยำเกรงต่อค่ายกลลี้ลับนี้


    …กระนั้น ท่ามกลางเสียงโอดครวญและร่างที่ถูกขับออกจากค่ายกล ยังมีเงาของบุรุษสามคนที่ยืนนิ่งอยู่ในม่านหมอก ท่ามกลางบททดสอบซึ่งมิมีใครล่วงรู้…



    ---


    หลัวเทียนอี้ - สำนักพันดาราไร้รูป


    ม่านหมอกเบื้องหน้าของเขากลายเป็นความว่างเปล่า...


    ไม่ใช่ทิวทัศน์ ไม่ใช่เสียง หากเป็นสุญญากาศอันหนาวเย็นยิ่งกว่าความตาย ทุกก้าวที่เขาเดิน ไม่ได้เหยียบพื้น หากเหมือนจิตของเขาร่อนลอยอยู่ในจักรวาลที่ไร้จุดจบ


    เสียงหนึ่งก้องขึ้นในห้วงจิต


    “หากเจ้าหายไป ไม่มีใครระลึกถึง ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าเคยมีตัวตน... เจ้ายังกลัวหรือไม่?”


    หลัวเทียนอี้ยืนนิ่ง แววตาไร้อารมณ์ดังเช่นเดิม


    “ความกลัวคือสิ่งที่มีเฉพาะผู้คนที่ยังมีตัวตน... ข้ามิมีสิ่งนั้น”


    วาจาของเขากลับเงียบงันท่ามกลางความว่างเปล่า ทว่าโลกหมอกควันก็คล้ายจะแตกสลายช้า ๆ ราวกับยอมรับว่า “บุรุษผู้นี้...ว่างเปล่ากว่าสิ่งใด”



    ---


    จูซงเทียน - สำนักหมื่นวิญญาณ


    ภายในค่ายกลของเขาคือสุสานเวิ้งว้าง... หลุมฝังศพนับร้อยเรียงรายไปจนสุดขอบฟ้า ทุกก้าวย่างที่เขาเดิน เสียงวิญญาณกรีดร้องพลันแว่วมาในห้วงหู


    “เจ้าฆ่าข้า... เจ้าทอดทิ้งข้า...”


    ร่างของเด็กหญิงน้อย วิญญาณทหารชรา แม้แต่สตรีผู้หนึ่งที่สายตายังอาบไปด้วยหยาดน้ำตา ต่างปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา


    แต่จูซงเทียนกลับยกมือขึ้นเบา ๆ เอ่ยด้วยเสียงเรียบเฉย


    “ข้าคือผู้เชิญวิญญาณ... มิใช่เพื่อนเล่นของพวกเจ้า หากข้ายังรู้สึกเจ็บปวดต่อการตายของวิญญาณ ข้าย่อมไม่คู่ควรกับวิชาสำนักหมื่นวิญญาณ”


    พลันเสียงสะอื้นกลายเป็นเสียงแผ่วหาย หลุมศพเลือนจาง ความว่างเปล่าเข้ามาแทนที่ เขาเดินต่ออย่างสงบ เยือกเย็นจนแม้ความตายก็ยากทัดทาน



    ---


    ไป๋หยุนเซิง - สำนักดาราม่วงส่องฟ้า


    ม่านหมอกกลายเป็นภูเขาสูงตระหง่าน ฟ้าผ่าฟาดลงมาใกล้ร่างเขา เสียงแผดร้องของสัตว์อสูรคำรามลั่น ดินสะเทือนเหมือนโลกจะถล่ม


    เบื้องหน้าคือชายหนุ่มผู้หนึ่ง มีใบหน้าเหมือนเขาเอง ยิ้มเย้ยหยันเอ่ยถาม


    “เจ้าไล่ตามพลัง... เพื่อสิ่งใดกันแน่?”


    ไป๋หยุนเซิงสบตากับตนเอง ไม่หลบเลี่ยง ไม่โกรธา เพียงเอ่ยว่า


    “เพื่อมิให้ผู้คนในชีวิตข้า ต้องสั่นสะเทือน... เช่นผืนดินเบื้องล่างนี้”


    เขายกฝ่ามือขึ้น ชูถุงมือคริสตัลขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนทุบลงกับพื้น


    ตูม!! เสียงกัมปนาทสะท้านพื้นราบ พายุพลังแตกกระจาย ปฐพีที่เคยสั่นไหวพลันสงบ เงาของตนที่ยืนอยู่ตรงหน้าพลันแตกสลายหายไป



    ---


    อีกด้านหนึ่ง ภาพในจิตใจของอวี้เหวินคือคฤหาสน์โอ่อ่าแห่งหนึ่ง มีเสียงร่ำไห้ดังก้องอยู่ภายใน หญิงสาวผู้หนึ่งถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนทองคำ ดวงหน้าคล้ายเขาอย่างยิ่ง นางคือมารดาของเขา...


    “อวี้เหวิน...ลูกแม่...เจ้ามาช้าไป...”


    เสียงนั้นเหมือนคมมีดกรีดลึกลงสู่หัวใจ ร่างของอวี้เหวินวิ่งฝ่าม่านเพลิงไปหานาง แต่ยิ่งวิ่ง ภาพเบื้องหน้ากลับยิ่งห่างไกล น้ำเสียงนางค่อยๆ แผ่วเบาลง...


    เขาตะโกนจนเสียงแหบพร่า ดวงตาแดงก่ำ มือสั่นเทา คุกเข่าลงด้วยหัวใจปริแตก


    แต่แล้ว...


    เสียงหนึ่งพลันกังวานขึ้นในห้วงจิต ดังดั่งสายลมในคืนพายุ


    “เจ้าหนู...ตั้งสติหน่อย... ค่ายกลนี้ ไม่มีอะไรยาก หากเจ้ามั่นคง แน่วแน่ มีปณิธานที่กล้าแกร่ง ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเร้า เจ้าก็สามารถผ่านมันไปได้”


    ซ่งเหยียนเฟย...เสียงของบุรุษผู้อยู่ในมิติสร้อยคอ


    อวี้เหวินเบิกตากว้าง ดวงจิตที่ถูกคลื่นอารมณ์กลืนกินพลันเริ่มสงบลง


    เขาหลับตา หายใจลึก...


    “แม่...ข้าจะไม่ร้องไห้เหมือนเด็กอีกแล้ว ข้าจะไม่ยอมอ่อนแอ... ข้าจะพาแม่กลับมาให้ได้ ไม่ว่าจะต้องสังหารสักกี่คน!”


    ดวงตาของเขาเปิดขึ้นอีกครั้ง เปล่งแสงกร้าวแกร่ง มือกำแน่น ก่อนก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงราวภูผา



    ---


    หลี่หมิง - อีกฟากหนึ่งของค่ายกล


    เด็กหนุ่มชุดน้ำเงินยืนนิ่ง สีหน้าเหยียดหยามแสยะยิ้มเล็กน้อย


    “หึ ด่านนี้... ข้าต้องได้อันดับหนึ่งแน่นอน ท่านพ่อติดสินบนผู้อาวุโสคนหนึ่งของตำหนัก ทำให้รู้จุดอ่อนของค่ายกลนี้”


    เขาเพ่งมองรอบกาย คล้ายมองทะลุหมอก เขาหรี่ตา ยิ้มย่อง


    “ที่แท้ก็แค่นี้... หากทำลายจุดที่สามจากซ้าย...”


    เขาก็เริ่มลงมือทันที โดยไม่รู้เลยว่า...จิตอสูรที่แท้จริงยังไม่เผยเขี้ยวเล็บ



    ---


    ขณะเดียวกัน เซี่ยชิงหลัวก็ลืมตาขึ้นในทุ่งหิมะสีขาวโพลน ลมหนาวพัดกรรโชก ผืนฟ้าสลัว เงาร่างของผู้เป็นอาจารย์ยืนอยู่ไกลลิบ


    “เจ้ารู้หรือไม่... ความงาม ความเยือกเย็น มิใช่สิ่งป้องกันใจจากความเจ็บปวดได้เลย”


    เซี่ยชิงหลัวเดินไปอย่างเงียบงัน เส้นผมสีดำพลิ้วไหวตามแรงลม ดวงตางามล้ำเปล่งประกายเจือความเศร้า


    “ข้ารู้...แต่ข้าก็จะยืนหยัด”


    เกล็ดหิมะโปรยปรายปกคลุมเงาร่างนาง ทุกย่างก้าวคือการฝืนฝ่าอดีตที่เจ็บปวด บททดสอบมิอาจทำให้นางหวาดกลัว แต่ก็ไม่ใช่ไร้ความรู้สึก


    เหล่าอัจฉริยะทั้งห้า ยังคงยืนหยัดต่อบททดสอบของค่ายกลจิตอสูรอย่างเด็ดเดี่ยว...


    ม่านหมอกมิอาจบดบังใจที่แน่วแน่ ปณิธานที่แข็งแกร่งคือแสงเพลิงเพียงหนึ่งเดียว ท่ามกลางความมืดมิด...






    ปล.ตอนหน้าติดกำลังใจนะครับ ใครชอบฝากสนับสนุนด้วยนะครับ ขอบคุณนักอ่านทุกท่านครับผม  (⁠ ⁠╹⁠▽⁠╹⁠ ⁠)