5
เจียงสวินอี้คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มเผยความดูแคลนเล็กน้อย เดิมทีสีหน้าแบบนี้เป็เอกลักษณ์ของเขาเลยทีเดียวหากอยู่บนดวงหน้าหล่อเหลาเป็เลิศในอดีต เกรงว่านักพรตหญิงที่เพิ่งต่อว่ากันไปหมาดๆ บนเขาลูกนี้คงหันมาสวามิภักดิ์เขาเสียเกินครึ่ง
แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้รูปลักษณ์อันสูงส่งของเขาดูเหนือจินตนาการไปหน่อยรสนิยมความงามของคนธรรมดาไม่มีทางเข้าถึง ผู้อื่นจึงคิดกันว่าพิลึกพิลั่นสุดขีดแทน
เมื่อครู่มีบางคนตั้งท่าจะพุ่งออกมาดุด่าแต่กลับชักเท้ากลับอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อเห็นสองสานุศิษย์ก่อนหน้านี้นอนกองกับพื้น
ยามนี้เจียงสวินอี้รู้ตัวดีและพอจะนึกสภาพตนเองในปัจจุบันออก จึงได้แต่อดทนอดกลั้น ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่ลบเครื่องแปลงโฉมบนหน้าออก...หากใบหน้าที่แท้จริงของตู้เหิงผู้นี้น่าเกลียดกว่ายามที่เขาปลอมตัวเป็พี่ชายเล่าจะให้ทำอย่างไร
เขารู้สึกหมองเศร้าค้อมศีรษะถอนหายใจแล้วรำพึงรำพันเสียยืดยาว
“หนึ่งปีผ่านพานพบหนึ่งวสันต์ร้อยปีผันหามีผู้รั้งอยู่ถึง[1]ยอดเขานี้กาลก่อนย้อนคะนึง ไม่ไร้ซึ่งสามทวยเทพผู้ทรงชัยแต่วันนี้ผู้น้อยตู้ขอเรียนถาม วีรบุรุษระบือนามไปอยู่ไหน”
กล่าวจบก็ส่ายหน้าพลิกมือเก็บถุงกลืนหมื่นิญญาใส่อกเสื้อ
ของชิ้นนี้มีทั้งพลังหยินและพลังชั่วร้ายเป็สมบัติที่ภาคีิญญาซ่อนสืบทอดกันรุ่นสู่รุ่นจะให้ผู้อื่นยื่นมือมาสอดได้อย่างไร เจียงม่อโหลวะเิพลัง ตวาดว่า “วางเสีย!” ก่อนพุ่งพรวดถึงตรงหน้าเจียงสวินอี้ด้วยพลังแห่งพายุอสนีบาต
เวลานี้เองเซวียนหลีที่อารมณ์ฉุนเฉียวเป็ทุนเดิมก็สะบัดฝ่ามือโจมตี พร้อมแค่นเสียงเย็นว่า “คนบ้าจากที่ใดกัน พูดจาโอหังนัก!”
ทั้งสองล้วนเป็ยอดฝีมือในปัจจุบันหนึ่งดาบหนึ่งฝ่ามือพลังิญญาอันน่าข่มขวัญยังมาไม่ถึงก็ทำเอาต้นไม้ใบหญ้าเศษหินรอบกายเจียงสวินอี้บินว่อนไปทั่วร่วงกราวใส่กลุ่มนักพรตข้าง ๆ ปิดตายแทบทุกทางถอยหนี
เจียงสวินอี้สะกิดปลายเท้าเบา ๆมองค้อนเจียงม่อโหลวตาเขียวท่ามกลางความฉุกละหุก ลอบด่าว่าเ้าโง่นี่ถ้าเสี่ยงาเ็ภายในเพื่อฝืนยกระดับบำเพ็ญเพียรก็แล้วไปเถอะแต่นี่ดันเสี่ยงชีวิตร่วมมือกับประมุขมารเพื่อต่อกรกับศิษย์พี่ตัวเองเนี่ยนะ
ขืนให้ไปทำมาค้าขาย มีหวังกางเกงก็ยังต้องเอาไปจำนำแล้ว
เขาไม่สนแล้วว่าสิ่งที่ตนบ่นขรมหนนี้สมเหตุสมผลหรือไม่ร่างพลันเอนวูบ ทะยานผ่าอากาศ เล็งปลายนิ้วไปที่หว่างคิ้วเจียงม่อโหลว
บริเวณหว่างคิ้วคือจุดอ่อนของเจียงม่อโหลวเ้าตัวพลันตระหนก เอียงหลบโดยจิตใต้สำนึก ข้างกายจึงพลันปรากฏช่องว่าง
เจียงสวินอี้พลิกตัวอย่างรวดเร็วแล้วใช้แผ่นหลังรับฝ่ามือของเซวียนหลีทั้งร่างลอยลิ่วดังใบไม้ เขายืมแรงนี้ม้วนตัวผ่านช่องว่างนั้นออกไปสะบัดแขนเสื้อและลงสู่พื้นอย่างมั่นคง
ระหว่างพวกเขาทั้งสามประมือกันเสียงร้องตกอกใของกลุ่มคนที่มุงดูโดยรอบเริ่มดังขึ้นเซ็งแซ่ มีบางคนะโว่า
“เขาไม่ใช่คุณชายใหญ่ตู้!การโจมตีที่เขาใช้คือดัชนีคล้อยตะวันของพรรคน้ะวันชัด ๆ !”
บางคนกล่าวค้าน
“เพ้ย! เ้าตาบอดรึท่าร่างที่เ้าบ้านั่นใช้คือเคล็ดหลิวลู่ลมของตระกูลตู้ชัด ๆ !”
อีกคนรีบเอ่ยว่า
“อย่าทะเลาะกัน ๆ พวกเ้าดูสิ! เขากับเ้าสำนักเจียงประมือกันหลายครั้งเหมือนจะใช้ฝ่ามือเขาซวีหมี[2]ของวัดเยว่หัวใช่หรือไม่”
เจียงสวินอี้งัดสารพัดวิชายุทธ์มาใช้ในพริบตาทุกคนที่มองมาล้วนหูตาพร่ามัวแยกแยะได้ไม่ชัดเจนแล้วทางหนึ่งปัดป้องกระบี่ของเจียงม่อโหลวที่พุ่งใส่ ขณะเดียวกันยังเจียดเวลาไปดูแคลนเหล่าขามุงด้วยหางตาราวกับสื่อเป็นัยอย่างเหนือกว่าว่า ‘เ้าพวกสามัญชนช่างโง่เง่าเต่าตุ่น’
เขาคือใคร?
เขาคือเจียงสวินอี้!เป็นักอ่านของนิยายเล่มนี้เชียวนะ!
ถึงจะอ่านไม่จบ ก็อ่านด้วยมุมมองพระเ้าอยู่ดีเขาน่ะสนใจทุกกระบวนท่าในหนังสือเอามาก ๆ มาตลอด ตอนอ่านจึงศึกษาเสียละเอียดยิบพอทะลุมิติเข้ามาในนิยายเล่มนี้ เลยได้บำเพ็ญเพียรสร้างรากฐานมาั้แ่เยาว์วัยวรยุทธ์ทุกพรรคทุกสำนักล้วนอยู่ในกำมือแต่ละนาทีเปลี่ยนมาใช้กระบวนท่าไปมาเจ็ดแปดสำนัก
พวกเ้าจะมาแยกออกได้อย่างไร!
เ้าพวกโง่เอ๊ย
เจียงสวินอี้เอานิ้วปัดกระบี่ของเจียงม่อโหลวออกแขนถึงกับชาหนึบไปครึ่งท่อน ความสามารถของเจียงม่อโหลวไม่ด้อยไปกว่าตัวเขาเลยถ้าไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้เจียงม่อโหลวได้รับาเ็ส่วนตนก็รู้จักกระบวนท่าของอีกฝ่ายมาก่อนเกรงว่าคงรับมือไม่ได้ง่ายดายถึงเพียงนี้แน่
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเซวียนหลีที่ไม่รู้ไปกินรังแตนจากไหนมากัดไม่ปล่อยอย่างกับหมาบ้า แรกลงมือ เขากะจะ ‘จบเื่แล้วม้วนเสื่อจากไปไม่โอ้อวดวิชาและชื่อเสียง’ แต่คิดไม่ถึงว่าเ้าพวกนี้ดันร่วมมือกันเสียฉิบครั้งนี้ทำตัวเป็ผู้กล้านิรนามไม่สำเร็จ ทั้งยังเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอีกต่างหาก
เจียงสวินอี้ความคิดแล่นพล่านครั้นเห็นเซวียนหลีใช้ฝ่ามือฟาดเข้ามาอีก ก็ลอบสบถด่าในใจและนึกโมโหกำหมัดขวาเหวี่ยงเข้าปะทะตรง ๆทว่าในเสี้ยวนาทีนั้นหมัดกลับแหวกสายลมต่อยได้เพียงอากาศ
เจียงสวินอี้หันกลับไปมองอย่างตกตะลึงแล้วเห็นว่าฝ่ามือนั้นของเซวียนหลีกำลังพุ่งใส่อวิ๋นเซียที่นั่งโคจรพลังปราณอยู่บนพื้น!
ที่แท้แล้วแม้ฉากหน้าประมุขมารเซวียนหลีจะต่อสู้กับเจียงสวินอี้อยู่แต่ภายในนั้นเคียดแค้นอวิ๋นเซียจากเื่ที่ได้ยินเมื่อครู่จนกัดฟันกรอดใจประมุขมารคิดจะสังหารอวิ๋นเซียให้สิ้นเื่สิ้นราว เมื่อครั้งนี้สบโอกาสย่อมไม่มีทางปล่อยไป
เจียงสวินอี้ไม่รู้ว่าอวิ๋นเซียาเ็ได้อย่างไรโคจรลมปราณอะไรอยู่ เขาพลันร้อนใจเมื่อเห็นว่าเ้านั่นไม่หลบหลีกอย่างกับไม่รักชีวิต
เขาไม่รู้ว่าตนร้อนใจเพราะช่วยเหลือพระเอกมานานหลายปีจนกลายเป็ปฏิกิริยาตอบสนองโดยจิตใต้สำนึกไปแล้วหรือเปล่าพอได้สติอีกทีก็เผลอพุ่งไปคว้าร่างอวิ๋นเซียกลิ้งหลบฝ่ามือทลายศิลาผ่าบรรพตของเซวียนหลีเสียแล้ว
ทว่าสุดท้ายกลับถูกกระแสลมจากฝ่ามือพัดหวือกลิ้งถลาไม่หยุดจนร่วงตกหน้าผา
ทุกคนย่อมรู้ว่ายอดฝีมือสองคนไม่ตายเพียงเพราะตกเขาหรอกด้วยเหตุนี้ เซวียนหลีจึงกัดไม่ปล่อย โถมทะยานซัดไปอีกฝ่ามือ
เจียงสวินอี้จะร้องว่า ‘บัดซบ’ สักคำยังพูดไม่ทันทำได้แค่ฝืนรวบรวมกำลังต้านคาดไม่ถึงว่าอวิ๋นเซียที่ถูกเขาหิ้วติดมาจะเลิกแกล้งตายกะทันหันพลันพลิกร่างใช้แผ่นหลังรับฝ่ามือนี้แทน
แล้วทั้งสองก็ถูกแรงโน้มถ่วงทวีความเร็ว พาให้ร่วงหล่นสู่ห้วงบรรยากาศที่มีหมู่เมฆโอบล้อม
บนหน้าผามีเสียงกรีดร้อง ด่าทอและหัวเราะลั่นดังขรม
ครั้นเห็นหุบเขาขังมารอยู่ใกล้แค่เอื้อมเจียงสวินอี้จึงตอบสนองด้วยการปลดกระบี่ทลายมนตราข้างเอวอวิ๋นเซียขณะกำลังจะขี่กระบี่ นึกอีกทีกลับตัดสินใจชักออกจากฝัก ทันใดนั้นแสงสีม่วงก็สว่างจ้าคลื่นิญญาไหลบ่าปราณกระบี่แข็งกล้าไร้เทียมทานผ่าผนึกบนหุบเขาขังมารออกเป็รอยแยกเล็ก ๆ
เจียงสวินอี้คว้าตัวอวิ๋นเซียที่หมดสติจากพิษาแไว้แน่นดึงเขาพุ่งเข้าไปในรอยแยกนั้น
แล้วข่ายอาคมก็ปิดสนิทด้วยตัวมันเองอีกครั้ง
หลายพันปีที่ผ่านมาใครต่อใครต่างบอกเป็เสียงเดียวว่า หุบเขาขังมารนั้นอันตรายยิ่งยวดเข้าได้ออกไม่ได้ แต่ในสายตาของเจียงสวินอี้ ใต้หล้านี้ไม่มีที่ใดกักขังเขาได้หรอกในทางกลับกัน บนหน้าผานั้นมีทั้งศัตรูทั้งมิตรสถานการณ์ซับซ้อนวุ่นวายน่ารำคาญเหลือจะกล่าว เขาจึงอยากดอดมาหลบชั่วคราว
ส่วนอวิ๋นเซีย หมอนี่คือพระเอกเชียวนะอีกฝ่ายเกี่ยวพันกับการกลับบ้านอันเป็เื่ใหญ่ของเขาจึงต้องพกติดตัวไว้คอยจับสังเกตเสียหน่อย
สองตาอวิ๋นเซียปิดสนิท เจียงสวินอี้จึงจับชีพจรดูพอเห็นว่าแม้จะาเ็ไม่เบา แต่ก็ไม่ร้ายแรงถึงชีวิต จึงเลิกสนใจ แล้ววิ่งไปล้างหน้าริมลำธารแทน
พอล้างคราบเืและฝุ่นดินบนใบหน้าจนสะอาดขึ้นมาหน่อยเงาสะท้อนบนผิวน้ำก็ปรากฏใบหน้าอ่อนโยนหล่อเหลา ซึ่งน่าจะเป็รูปลักษณ์ของตู้หลีพี่ชายคนโตของเ้าของร่างเจียงสวินอี้ััได้ว่าใบหน้าของตนสวมหน้ากากไว้อีกชั้นจริงเสียด้วย
คิดไม่ถึงว่าตู้หลีผู้นี้จะหน้าตาไม่เลวเลยจริง ๆแต่แปลงโฉมเป็หมอนี่แล้วแท้ ๆ ไฉนก่อนหน้านี้ตู้เหิงจึงทำให้หน้าสกปรกเละเทะนักนะช่างดู...ราวกับมีเจตนาปกปิดอะไรบางอย่าง
เจียงสวินอี้ขมวดคิ้วเบือนศีรษะกลับไปมองอวิ๋นเซียที่ยังไม่ฟื้นแวบหนึ่ง ก่อนจะเริ่มถอดหน้ากากบนใบหน้าอย่างระมัดระวัง
เขาเคยได้ยินว่าเฉิงตันมารดาของตู้หลีเป็ยอดฝีมือในการแปลงโฉมที่หาตัวจับยากเช่นนั้นหน้ากากนี้คงเป็ผลงานของนางกระมัง ฝีมือช่างเหนือล้ำจริง ๆถ้าหากเจียงสวินอี้ไม่ใช่ผู้สวมไว้เอง ย่อมไม่มีทางรู้แน่
เสียแรงเสียเวลาอยู่นานกว่าจะถอดหน้ากากได้โดยไม่บุบสลาย
เจียงสวินอี้ก้มหน้าส่องผิวน้ำ แล้วพลันตะลึงลาน
คนในเงาสะท้อนคิ้วเรียว ตาสวย ดูหล่อเหลาเย่อหยิ่ง เฉลียวฉลาด องคาพยพทั้งห้าบนผิวหน้าราวหยกงามประณีต เลอโฉมหาใดเปรียบทั้งยังไม่ขาดกลิ่นอายความองอาจ...นี่คือใบหน้าเขาเองชัด ๆ !
ตู้เหิงถึงกับหน้าตาเหมือนเจียงสวินอี้ราวกับพิมพ์เดียวกันเนี่ยนะแล้วทำไมก่อนหน้านี้ไม่ยักเคยได้ยิน เพราะเหตุนี้หรือเขาถึงได้มาเกิดใหม่ในร่างนี้
ทั้งหมดเป็แผนร้ายหรือว่าเื่บังเอิญกันแน่
เจียงสวินอี้คิดอย่างไรก็คิดไม่ตก เขาสวมหน้ากากกลับเข้าไปอีกครั้งอย่างไม่สบอารมณ์หน้าตากลายเป็ตู้หลีแล้วก็ยังรู้สึกไม่พอใจ เลยควักดินบนพื้นมาป้ายหน้าอีกปื้นแปลงโฉมกลับไปเป็ตัวประหลาดเหมือนเก่า
ยามลืมตาตื่น อวิ๋นเซียรู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัวหลังงุนงงสับสนอยู่ไม่นาน ถึงค่อยจำได้ว่าก่อนหน้านี้ตนได้รับาเ็จากฝ่ามือของเซวียนหลี
เขาหลับตาลงััได้ว่าอาการาเ็ยังไม่ได้รับการเยียวยา ครั้นพินิจรอบด้านหนหนึ่งก็พบว่าตนนอนอยู่บนก้อนหินเย็นเฉียบ พอมองซ้ายขวาอีกคำรบอวิ๋นเซียเห็นเ้าโง่หน้าตามอมแมมผู้นั้นกำลังคาบหญ้าหลับปุ๋ยพิงหินอยู่อีกด้าน
บริเวณที่มันผู้นั้นนอนอยู่ทั้งแห้งสนิทและอบอุ่นนอกจากนี้ยังมีแสงตะวันนวลอ่อน ใบหน้าอีกฝ่ายยังคงเลอะเทอะมอมแมมจนมองสีหน้าไม่ออกแต่ท่านั่งกลับทำให้ััความพึงใจในยามนี้ของเ้าตัวได้
ท่าทางเช่นนี้ ดูค่อนข้างคล้าย...
ใจของอวิ๋นเซียพลันเจ็บแปลบ จึงรีบหยุดความคิดค่อย ๆ กุมหน้าอกลุกเดินไปข้าง ๆ เจียงสวินอี้ แล้วเตะหน้าแข้งไปผัวะหนึ่ง
เจียงสวินอี้ลืมตา “...”
ตัวเขาย่อมได้ยินเสียงฝีเท้าของอวิ๋นเซียที่ใกล้เข้ามาเพียงแต่คิดว่าอีกฝ่ายอาจซักถามเื่ที่สงสัยโน่นนี่เขาที่คร้านจะใส่ใจจึงหลับตาแสร้งไม่รู้สึกตัว คิดไม่ถึงว่าจะถูกเตะป้าบเข้าให้
เจียงสวินอี้รู้จักอวิ๋นเซียมาั้แ่เด็กมีชื่อเสียงโด่งดังเคียงคู่กันมาตลอด มิตรภาพแน่นแฟ้น มีน้ำใจไมตรีต่อกันดีก่อนที่เขาจะทรยศอีกฝ่ายนอกจากดาบสุดท้ายที่แทงแล้ว ยามประจันหน้ากัน อวิ๋นเซียไม่เคยแม้แต่จะพูดจาร้ายกาจกับเจียงสวินอี้สักครั้งทำเอาเจียงสวินอี้ถึงกับหลงลืมไปแล้วว่าคาแร็กเตอร์ของพระเอกคนนี้คือ...หน้าตาอ่อนโยนราวกับหยกแต่นิสัยจริง ๆ แสบสัน ปลิ้นปล้อน ไร้น้ำใจ ชอบทำตัวร้ายกาจสุด ๆ
อวิ๋นเซียเอ่ยอย่างไม่แยแส
“คุณชายใหญ่ตู้ยังไม่ตายจากโรคิญญาสูญอีกหรือ เมื่อก่อนผู้น้อยแซ่อวิ๋นเคยได้ยินว่าท่านป่วยเป็โรคนี้เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แต่เมื่อครู่บนเขายังพูดจาเป็ผู้เป็คนอยู่เลยนี่ประเดี๋ยวเดียวเอง กลับไปป่วยอีกแล้วรึ”
ตัวเองจะตายแหล่มิตายแหล่ยังมีอารมณ์มาหาเื่ชาวบ้านอีก! ถ้าเปลี่ยนเป็คนอื่น เจียงสวินอี้มีหวังทำให้อีกฝ่ายรู้ซึ้งว่าอะไรคือ‘ปากพาซวย’ ด้วยมือตนเองไปแล้ว
แต่กับอวิ๋นเซีย...ไม่ได้เขายังต้องปกปิดตัวตนและจับตามองพระเอกอยู่
ทั้งสองจ้องหน้ากันพักหนึ่งอวิ๋นเซียลอบตั้งท่าระแวดระวัง ทว่าจู่ ๆ เจียงสวินอี้กลับหัวเราะคิกคักยกมือป้องปากะโ
“จ่ายเงิน! จ่ายเงิน!”
อวิ๋นเซีย “...เ้าว่าอะไรนะ?”
เจียงสวินอี้เอ่ยย้ำ “เมื่อครู่ข้าช่วยชีวิตเ้าเ้าต้องจ่ายเงินให้ข้าถึงจะถูก ตอนข้าช่วยชีวิตอาหูท่านลุงหวังยังให้เหรียญทองแดงข้าตั้งแยะ! จ่ายมาเลยนะ ข้าจะกลับบ้าน!”
[1]กลอนนี้มีความหมายให้หวงแหนวันเวลาอันมีค่าที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
[2]เขาซวีหมีหรือเขาพระสุเมรุ