“ไม่พูดอะไรงั้นรึ? ค่อยดีขึ้นหน่อย กลับไปรักษาตัวซะ แล้วกลับมาหาข้าเมื่อพร้อมแล้ว”
หัวเฉินไม่ตอบกับอะไร เพียงหันหน้าเดินจากไปเงียบๆเท่านั้น ฉินฟางเซียนมองเห็นหัวเฉินที่เป็แบบนั้นก็กล่าว
"เซียวเย่ เ้าทำกับมันแบบนี้ เพื่อทำให้ไอ้บ้าหัวเฉินมันเชื่องหรอกหรือ ข้าชื่นชอบความคิดนี้นะ…"
ฉินฟางเซียนหัวเราะคิกคักเบาๆ มองหัวเฉินเดินจากไกลออกไป
"เอาล่ะ เื่ของหัวเฉินก็จบแล้ว แล้วเ้าล่ะ ฉินฟางเซียน มีธุระอะไรกับข้าหรือไม่?"
“หึ! ทำไม ข้าไม่มีแล้วข้ามาหาเ้าไม่ได้หรอไง ร-เรา! เป็สหายกันเ้าจำไม่ได้หรือ”
ฉินฟางเซียนกล่าวเบี้ยงประเด็นไปเรื่อยๆ
"นางอาจไม่มีแต่เรามี.."
เสียงดังออกมาแต่ไกล เมื่อหันไปมองทิศทางของเสียง ก็พบเข้ากับองษ์ชายหก ที่เหมือนจะอยู่ตรงนั้นมาสักพักหนึ่งแล้ว
“องษ์ชายหกท่านมาทำอะไรที่นี้งั้นหรือ?”
ฉินฟางเซียนเห็นเช่นนั้นก็อดที่จะแปลกใจไม่ได้ ทำไมคนที่เป็ถึงองษ์ชายกับต้องมาที่นี้ด้วยตนเอง
“ฮ่ะฮ่ะ….อย่างแรกต้องขออภัย ที่เราเข้ามาไม่บอกกล่าว อย่างที่สองที่เรามาในครั้งนี้ เพราะว่าเรามีธุระอยากจะหารือกับน้องชายเซียวเย่สักเล็กน้อย”
เซียวเย่ยืนจ้องมองไปที่องษ์ชายหก ที่คงไว้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ที่ดูแล้วไม่เย่อหยิ่งแม้แต่น้อย เมื่อลองคิดย้อนไปถึงข่าวเกี่ยวกับองษ์ชายหก ที่เคยได้ยินจากสมาคมลอบสังหาร มันไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่นัก
เมื่อคิดว่าเช่นนั้นยิ่งรู้สึกสงสัย ถ้าองษ์ชายหกนิสัยเป็อย่างข่าวลือจริง จะถ่อมาหาตนถึงที่นี่ทำไมกัน แล้วที่มาหาครั้งนี้เ้าตัวบอกว่ามีเื่จะปรึกษา แต่เด็กอายุ12ปีจะช่วยอะไรให้กับองษ์ชายหกได้อย่างงั้นหรือ? ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกสงสัย กล่าวลองเชิงออกไป
"ท่านคงจะเข้าใจผิดแล้ว ข้าเซียวเย่ผู้ต่ำต้อยจะไปช่วยอะไรองษ์ชายหกผู้ยิ่งใหญ่ได้กัน"
องษ์ชายหกเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ยิ้มน้อยๆ กล่าวออกมาตรงๆ
"ช่วยได้อยู่แล้ว…ทั้งตัวน้องชายเซียวเย่เองและเหล่าคนที่น้องชายเซียวเย่สร้างขึ้นมา"
เซียวเย่ได้ยินเช่นนั้น ก็เข้าใจได้ในทันที
“มาสิ มาหารือกัน…ฉินฟางเซียนเ้ากลับไปก่อนเถอะ…”
“อ-เอ่อ….”
ฉินฟางเซียนยังไม่ทันได้ตอบ เซียวเย่กับองษ์ชายหกก็เดินจากกันไปไกลเสียแล้ว ได้แต่สงสัยในใจ
'คนที่สร้างขึ้นมา? พูดถึงเื่อะไรกัน '
เซียวเย่พาองษ์ชายหกเดินเข้ามาที่ห้องรับแขก เมื่อมาถึงต่างฝ่ายก็ต่างนั่งเก้าอี้ตรงกันข้ามกัน
"ขออภัยด้วยที่นี่ไม่มีชาให้ท่านหรอกนะ"
"ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร.."
"เอาหล่ะ ไม่จำเป็ต้องอ้อมค้อมท่านพูดมาเถอะ…"
“'งั้นหรือ เมื่อประมุขสมาคมลอบสังหารพูดเช่นนี้ ข้าก็คงต้องขอพูดตรงๆแล้ว..”
เซียวเย่เมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ไม่ได้ใอะไรมากนัก กล่าวออกไป
"ราชวงศ์ก็รู้?"
“ตอนนี้ยัง…แต่อีกไม่นานหรอก ที่ข้าทราบไวถึงเพียงนี้เพราะข้าออกสืบด้วยตนเองเสียมากกว่า ตอนแรกก็แค่สงสัยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่สงสัยก็คือสงสัย ยิ่งเห็นน้องชายใช้วิชาเหมือนของสมาคมนั่น ข้าก็ยิ่งมั่นใจ ถ้าเดาไม่ผิดน้องชายเซียวเย่คงเป็คนคิดค้นวิชาพวกนั้นขึ้นมาและคงสร้างสมาคมนี้ขึ้นมาสินะ นับถือ นับถือ”
องษ์ชายหก โค้งคำนับเล็กน้อย เซียวเย่คงนิ่งเฉย มององษ์ชายหกอยู่สักพักก่อนจะกล่าวออกมา
"องษ์ชายหก ข้าว่าท่านอาจเข้าใจผิดไป ต่อให้ตอนนี้เหล่าราชวงศ์ฉินของพวกท่านจะรู้หรือไม่ก็ตาม มันก็ไม่ได้มีความหมายสำหรับข้าแม้แต่น้อย พวกราชวงศ์ตระกูลฉินของท่านมันก็เป็แค่บันไดให้ข้าเหยียบข้ามไปเท่านั้น…."
องษ์ชายหกเมื่อได้ยินคำพูดของเซียวเย่เช่นนั้น ก็รู้สึกใอยู่ภายในใจ แต่ใบหน้ายังคงไว้ด้วยใบหน้าสงบนิ่ง เมื่อเซียวเย่เห็นองษ์ชายหกไม่กล่าวอะไรออกมา ก็กล่าวต่อ
“ดูจากข่าวลือนิสัยของท่าน ท่านคงจงใจสร้างมันขึ้นมาเองอย่างงั้นสินะ ที่ท่านจงใจทำแบบนี้ ก็คงเป็เพื่อปกป้องชีวิตของท่านเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง…ดูแล้วว ท่านคงอยากจะมาขอความช่วยเหลือจากข้าอย่างนั้นสินะ ช่วยอะไรอย่างงั้นหรือ หรือช่วยให้ท่านได้ขึ้นครองราชบัลลังก์ ถ้าเป็เื่พวกนั้นข้าคงต้องปฎิเสธ เพราะข้าจะช่วยทำไมในเมื่อข้าคิดจะทำลายมันอยู่แล้ว”
องษ์ชายหกได้ยินเช่นนั้นก็ไม่อาจสงบนิ่งได้อีกต่อไป ลุกขึ้นยืนด้วยความโมโห ตวาดออกมา
“นี่เ้า! คิดจะฏงั้นหรือ!!! เ้าคิดว่าขุมหลังของเ้าแข็งแกร่งมากงั้นหรือ ราชวงศ์ฉินของเราถึงกับมีผู้ฝึกยุทธ ขอบเขตปราณ์ด้วยซ้ำ และยังมีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตัั์อีกนับไม่ถ้วน อะไรทำให้เ้ามั่นใจว่าจะทำลายมันได้ลงกัน อย่าฝันหวานให้มันมากนัก!!”
“ก็รอดูต่อไปก็แล้วกัน อธิบายต่อก็มีแต่จะเมื่อยปาก…ท่านอย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่า ท่านพยายามคิดจะควบคุมข้าเพื่อตนเอง สิ่งนี้ข้ารังเกียจที่สุด เ้าถือดีอะไรถึงคิดจะให้ข้าติดตามเ้า เพระเ้าเป็ราชวงศ์งั้นหรือ?”
องษ์ชายหกได้ยินเซียวเย่กล่าวเช่นนั้นก็ถึงกลับพูดอะไรไม่ออก
"เ้าไม่กลัวข้าจะไปบอกคนในราชวงศ์งั้นหรือ?"
“บอกหรือไม่ท่านก็คงตายอยู่ดีไม่ใช่รึ…”
องษ์ชายหกนั่งลงกับเก้าอี้อีกครั้งหันหน้ามองเซียวเย่ กล่าวออกมาตรงๆ
“เ้าคิดจะปกครองแผ่นดินนี้อย่างงั้นสินะ…ขอโทษที่ทำให้เ้าต้องผิดหวัง แต่แผ่นดินที่ราชวงศ์ฉินปกครองมันก็เป็เพียงแค่ฉากหน้าเท่านั้น สุดท้ายก็ต้องถูกผู้แข็งแกร่งกว่าควบคุมอยู่อีก แผ่นดินที่เราอยู่มันก็เป็เพียงแหล่งทรัพยากรให้กับแผ่นดินอื่นเท่านั้น เพื่อหยุดไม่ให้เกิดา ราชวงศ์ฉินจำเป็ต้องทำเช่นนั้น”
เซียวเย่ได้ฟังก็รู้สึกตลก กล่าวออกมายิ้มๆ
"เมื่อถึงเวลานั้นจะเกิดก็ให้เกิดไปเสียสิ ราชวงศ์ของพวกเ้ามันเน่าเฟะไปตั้งนานแล้ว ต่อให้พยายามสร้างแสดงความเที่ยงธรรมแค่ไหนแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถปิดทับส่วนที่กระทำลับหลังได้หมดหรอก สุดท้ายเพื่อความอยู่รอดของตนเอง เพื่ออำนาจ ถึงได้ยอมเป็เบี้ยให้แผ่นดินอื่น มิใช่หรือ?"
"เซียวเย่ข้าเข้าใจที่เ้า้าจะสื่อ แต่ว่าถ้าเกิดาเ้าคิดว่า จะมีผู้คนมากน้อยเพียงใดกันที่ต้องตายลงด้วยความไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ทำไมเ้าถึง้าทำให้เกิดาด้วย!!"
"หึ! ต่อให้ข้าไม่ทำอะไร าในแผ่นดินมันก็ต้องเกิดอยู่ดี ข้าเชื่อแบบนั้น ผู้อ่อนแอจะถูกผู้แข็งแกร่งกลืนกินเสมอ ทางเดียวที่จะอยู่อย่างสงบสุขก็คือต้องแข็งแกร่งเท่านั้น"
เซียวเย่รู้ว่าคุยด้วยกันต่อไปก็คงจะไม่เกิดประโยชน์ กล่าวตัดบทสนทนา
“ท่านคงหมดธุระแล้วกระมัง?”
องษ์ชายหกถอนหายใจออกมา กล่าวเสียงเรียบ
“เซียวเย่…ต่อไปนี้เรียกข้าว่า ฉินอิน เถอะข้าอยากเป็สหายเ้าจริงๆนะ”
"กับคนที่คิดจะควบคุมข้าอย่างนั้นน่ะรึ….เ้าไม่คู่ควร!"
ฉินอินเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ทำได้เพียง ปรับเปลี่ยนความคิดตนเองใหม่ ตอนแรกคิดว่าอย่างไรก็ยังเป็เพียงแค่เด็ก แต่พึ่งจะเข้าใจในตอนนี้เองว่า ตนเองคิดผิดอย่างมหันต์ ตัวเองดูถูกเด็กตรงหน้าคนนี้มากเกินไป เด็กคนนี้ไม่เคยเห็นองษ์ชายหกผู้นี้อยู่ในสายตาด้วยซ้ำ ตัดสินใจโค้งคำนับเล็กน้อย ก่อนจะขอกล่าวขอโทษและจากลาออกไปจากตำหนัก
“ตอนนี้สำนักพิทักษ์ธรรมปิดอยู่ คนนอกมิอาจเข้า คนในมิอาจออก ข่าวที่เกิดขึ้นในสำนักคงต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะแพร่กระจายออกไปทั่วแผ่นดิน ตอนนี้ข้าจะต้องเตรียมความพร้อมกับทุกๆเื่ให้ได้มากที่สุด…”
"โอ้…ช่างมีความคิดเป็ผู้ใหญ่เสียจริง ตัวแค่นี้ก็คิดควบคุมอำนาจเสียแล้ว"
อยู่ๆก็ปรากฎเสียงปริศนาขึ้นมา เซียวเย่หันกลับไปมองก็พบเข้ากับ ชายชราที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เรียบร้อย
"วันนี้ที่พักของข้า มากมายด้วยแขกเสียจริง"
เซียวเย่เห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้แปลกใจอะไร จะหวาดกลัวไปมันก็เท่านั้น
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า เ้าหนู เ้าคงเจอกับเ้าิญญาหอคอยแล้วสินะ เ้าถึงได้มีจี้สร้อยคอนั้นคล้องอยู่ได้…"
“ท่านรู้?….ศิษย์มีนามว่า เซียวเย่ ขอบังอาจทราบนามผู้าุโด้วย”
ชายชราคนนั้นลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินเข้ามาหาเซียวเย่ช้าๆ
“เรียกข้าว่า กงซุนอี้ ก็ได้…เหตุผลที่ข้ามาพบเ้านั้น ข้าจะไม่อ้อมค้อม ข้า้าให้เ้ามาเป็ศิษย์ของข้าผู้นี้”
เซียวเย่ยังคงนิ่งเฉยกล่าวเสียงเรียบ
“ศิษย์มีอะไรให้ผู้าุโผู้ยิ่งใหญ่สนใจอย่างงั้นหรือขอรับ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า อย่าถ่อมตัวเลยไปเด็กน้อย แค่เ้าพิชิตชั้นที่แปดได้ก็ถือว่าเก่งกว่ามาตรฐานของเด็กในแผ่นดินนี้แล้ว แล้วยังเื่ที่คุยเมื่อกี้นี้กันอีก ข้ายิ่งชอบเ้าเข้าไปใหญ่ ข้าไม่อาจรู้ได้ว่าเ้ามีวิธีการยังไง แต่เ้าก็คงต้องคิดจะปกป้องแผ่นดินนี้อยู่ดีใช่ไหมหล่ะ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ต่อไปนี้เ้าจะเป็ ศิษย์ของข้า กงซุนอี้ ผู้นี้ เมื่อเ้าคิดจะกระทำการใหญ่ อาจารย์ผู้ชราจะเป็กำลังให้กับเ้าเอง!!!!”
เซียวเย่รู้สึกได้ถึงความไม่ธรรมดาและความจริงใจของชายชราคนนี้ได้ เมื่อเ้าตัวคิดที่จะเป็กำลังให้กับตนอีกด้วย มีอาจารย์แบบนี้ไม่มีเสียมีแต่จะได้ ตัดสินใจคุกเข่า ค้อมมือทำความเคารพ
“เซียวเย่คารวะท่านอาจารย์”
กงซุนอี้หัวเราะชอบใจยกใหญ่ก่อนเข้าไปพยุงเซียวเย่ขึ้นมา
“จากที่ข้าสังเกตุวิชาที่เ้าใช้ เ้าคงสร้างขึ้นมาเองสินะ ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ข้ามีวิชาส่วนตัวอยู่บ้าง ข้าจะมอบให้มันเป็แนวทางของเ้าก็แล้วกัน แต่วิชาลับรอเ้าถึงขอบเขตัั์เ้าค่อยมารับไปอีกที”
กงซุนอี้มอบแหวนมิติ และทรัพยากรต่างๆที่จำเป็ให้เซียวเย่ เอาไว้
“ท่านอาจารย์ ศิษย์อยากติดต่อกับคนภายนอก ศิษย์ทำได้หรือไม่”
“อืมมม…ก็ได้อยู่ ข้าจะจัดการให้เอง เมื่อคนของเ้าเข้ามาใกล้สำนักก็บอกข้าอีกทีก็แล้วกัน”