"การทดสอบ!"
กู่เฟิงมองไปยังพื้นที่ใจกลางของ 'ค่ายกลัขด' ก็มองเห็นวังวนหยินหยางที่กำลังหมุนวนอย่างช้า ๆ
เขา 'คัมภีร์ควบคุม์' จึงได้รับความสามารถในการรับรู้ถึงค่ายกลที่เฉียบแหลม มองเพียงปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่านั่นคือตาค่ายกลของค่ายกลแห่งนี้
พื้นผิวของค่ายกลแห่งนี้มีการผสมผสานระหว่างสีดำและสีขาว เมื่อมองทะลุม่านพลังเข้าไป ก็สามารถมองเห็นลาง ๆ ว่าภายในค่ายกล มีไม้เท้าสีแดงเล่มหนึ่งแขวนลอยอยู่บนจุดสูงสุด
ในชั่วพริบตาที่เขามองเห็นไม้เท้าสีแดงเล่มนี้ เขาก็รู้สึกสะท้านไปถึงจิตใจราวกับถูกบางสิ่งกระแทกเข้าอย่างจัง
เืในกายของเขาพลันสูบฉีดอย่างรวดเร็ว
"นั่นคือของวิเศษระดับใดกัน ดูแข็งแกร่งมากเลยทีเดียว!"
กู่เฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก ทว่าเมื่อลองคิดดูอีกที เขาก็รู้สึกว่าในเมื่อเป็ของวิเศษที่ราชันเซียนทิ้งเอาไว้ แล้วมันจะอ่อนด้อยไปได้อย่างไร?
"ของสิ่งนี้คืออาวุธเซียนที่มีระดับสูงสุดในทวีปชิงซาน เป็ของวิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งข้าภาคภูมิใจในอดีต ภายในนั้นได้ก่อกำเนิดจิติญญาอาวุธขึ้นมา เ้าจำเป็ต้องผ่านการทดสอบเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากจิติญญาอาวุธ จึงจะสามารถของสิ่งนี้ได้" ราชันเซียนเฝินเทียนลูบเคราเบา ๆ พลางเล่าถึงที่มาอันน่าสะพรึงกลัวของไม้เท้าสีแดงเล่มนี้
อาวุธิญญาระดับอาวุธเซียน คืออาวุธิญญาที่มีพลังโจมตีแข็งแกร่งที่สุดในทวีปชิงซาน มีเพียงนักหลอมอาวุธที่บรรลุถึงขอบเขตราชันเซียนเท่านั้น จึงจะสามารถหลอมมันขึ้นมาได้
และมีเพียงตัวตนที่บรรลุถึงขอบเขตราชันเซียนเท่านั้น จึงจะสามารถปลดปล่อยอานุภาพที่แท้จริงของอาวุธเซียนออกมาได้
"ผู้าุโ ค่ายกลแห่งนี้ใช้ทดสอบสิ่งใดเป็หลักหรือขอรับ?" กู่เฟิงเอ่ยถาม
"ทดสอบพร์และศักยภาพด้านค่ายกลของเ้า มีเพียงผู้ที่มีพร์ด้านค่ายกลที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปแห่งนี้เท่านั้น จึงจะสามารถผ่านการทดสอบได้" ราชันเซียนเฝินเทียนกล่าวด้วยความรู้สึกทอดถอนใจเล็กน้อย
ในอดีต เป็เพราะเขาตั้งระดับความยากของการทดสอบไว้สูงเกินไป จึงทำให้เขารอคอยผู้สืบทอดที่เหมาะสมไม่พบเสียที
แต่ทว่า ก็เพราะเหตุผลนี้เช่นกัน จึงทำให้เขาได้รอจนพบกับกู่เฟิงผู้มีพร์ที่ดุจดั่งสัตว์ประหลาด
"ขอรับ" กู่เฟิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น ก่อนจะก้าวเดินไปยังค่ายกลทดสอบแห่งนี้
ในตอนที่เขาก้าวผ่านวังวนหยินหยางและเหยียบย่างเข้าสู่ค่ายกลทดสอบ ภายในค่ายกลัขดก็เกิดลมพัดเมฆคล้อย อัสนีบาตบ้าคลั่ง ราวกับตกอยู่ในโลกายามที่ฟ้าดินเพิ่งจะก่อกำเนิด
ราชันเซียนเฝินเทียนทอดสายตามองดูค่ายกลทดสอบด้วยความสงสัยใคร่รู้
ค่ายกลทดสอบ มีการทดสอบทั้งหมดสองด่าน
ด่านแรกคือการทดสอบศักยภาพด้านค่ายกลของผู้ฝึกตน
ด่านที่สองคือการทดสอบพร์ด้านค่ายกลของผู้ฝึกตน
กู่เฟิงก้าวเข้าสู่ค่ายกลทดสอบ ยืนอยู่บนแท่นสูงที่สร้างขึ้นจากหยกโบราณสีคราม
ภายในแท่นชิงเจี้ยแห่งนี้ มีค่ายกลสำหรับทดสอบพร์และศักยภาพของผู้ฝึกตนสลักเอาไว้
ขอเพียงบรรลุถึงมาตรฐาน ก็จะสามารถกระตุ้นให้เปล่งแสงสีคราม และก่อเกิดเป็นิมิตอันแปลกประหลาดขึ้นมาได้
ตลอดหมื่นปีที่ผ่านมา ปรมาจารย์ค่ายกลที่ก้าวขึ้นมาบนแท่นชิงเจี้ยมีนับร้อยนับพันคน ในจำนวนนั้นไม่ขาดแคลนยอดอัจฉริยะที่มีศักยภาพสูงส่ง แต่ส่วนใหญ่ล้วนทำได้เพียงกระตุ้นให้เกิดแสงสีครามจาง ๆ เท่านั้น
มีเพียงสี่คนเท่านั้นที่สามารถกระตุ้นจนก่อเกิดเป็นิมิตประหลาด และผ่านการทดสอบในด่านแรกไปได้
จากสิ่งนี้ย่อมเห็นได้ชัดว่า ระดับความยากของการทดสอบที่ราชันเซียนเฝินเทียนทิ้งเอาไว้นั้นสูงส่งเพียงใด!
กู่เฟิงสังเกตแท่นชิงเจี้ยอยู่ครู่หนึ่ง ก็คาดเดาวิธีการทดสอบของแท่นสูงนี้ออก
เขาเดินขึ้นไปบนแท่นสูง นำฝ่ามือขวาทาบลงบนรอยบุ๋มที่มีขนาดเท่ากับฝ่ามือบนแท่น
ในยามที่ฝ่ามือทาบลงบนรอยบุ๋ม ความเย็นเยียบที่ััได้ก็ทะลวงเข้าสู่ร่างกาย
ชั่วขณะต่อมา ก็มีพลังงานอันหนาวเหน็บทะลุกระดูกที่ยิ่งใหญ่ไพศาลพุ่งทะลักเข้าสู่ร่างกาย เพียงชั่วพริบตามันก็ชำระล้างร่างกายของกู่เฟิงไปหนึ่งรอบ ก่อนจะไหลกลับคืนสู่หินชิงเจี้ย
"จบแค่นี้หรือ?" กู่เฟิงกะพริบตา รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ครืน!
สิ้นเสียงคำพูดของเขา แท่นชิงเจี้ยก็ปลดปล่อยกลิ่นอายอันน่าตื่นตะลึงออกมาอย่างรุนแรง ค่ายกลทั้งค่ายสั่นไหวไปมาซ้ายขวา
แสงสีครามอันมหาศาลม้วนตัวกลับดุจดั่งน้ำตก พุ่งชนท้องฟ้า ก่อนจะกลายสภาพเป็พายุฝนโปรยปรายลงมา
ครืน ครืน!
กลิ่นอายที่หินชิงเจี้ยทะลักล้นออกมานั้นแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ไร้ซึ่งวี่แววว่าจะหยุดพัก ราชันเซียนเฝินเทียนที่อยู่นอกค่ายกลเห็นเช่นนั้นก็ถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ
ในความทรงจำของเขา ไม่เคยพบเห็นหินชิงเจี้ยเกิดความเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้มาก่อนเลย
อัจฉริยะด้านค่ายกลทั้งสี่คนที่เคยกระตุ้นจนหินชิงเจี้ยเกิดความเคลื่อนไหวประหลาดนั้น ขอบเขตของผลกระทบก็อยู่เพียงภายในรัศมีสามสิบจั้งเท่านั้น
ไหนเลยจะเหมือนกับกู่เฟิง ที่ก่อให้เกิดนิมิตฟ้าดินอันยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้
"นิมิตยิ่งใหญ่โตเกินจริงเท่าใด ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าศักยภาพยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น ข้าเก็บของวิเศษมาได้จริง ๆ สินะ!" ราชันเซียนเฝินเทียนยิ้มกว้างจนหน้าบาน ปากแทบจะฉีกไปถึงรูหูอยู่แล้ว
เขารู้สึกว่าตนเองมีความหวังที่จะได้หล่อหลอมร่างกายขึ้นมาใหม่ กลับคืนสู่จุดสูงสุด และกลับไปใช้ชีวิตอันสง่างามในฐานะผู้ความเป็ใหญ่แห่งทวีปชิงซาน มีสนมนับสามพันคนได้อีกครั้งจริง ๆ
แกรก!
"หืม?" ทันใดนั้น เสียงที่ดังขึ้นมาอย่างกะทันหันก็ทำให้รอยยิ้มของราชันเซียนเฝินเทียนพลันแข็งค้าง
เขารีบหันไปมองยังทิศทางที่มาของเสียง สายตาทะลวงผ่านค่ายกลทดสอบเข้าไป ก็มองเห็นว่าหินชิงเจี้ยที่ตนเองเป็ผู้สร้างขึ้นมากับมือ บนพื้นผิวกลับปรากฏรอยร้าวเล็ก ๆ ขึ้นมา!
รอยร้าวเหล่านี้ลุกลามไปทั่วทุกสารทิศของหินชิงเจี้ยอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายก็ะเิออกเสียงดัง เศษหินร่วงหล่นลงเต็มพื้น ซ้ำยังกระแทกจนร่างของกู่เฟิงปลิวละลิ่วกระเด็นถอยหลังไป เกือบจะกระอักเืออกมา
"ถึงกับทำให้หินชิงเจี้ยที่ข้าสร้างขึ้นมากับมือต้องะเิออก ศักยภาพของเ้าเด็กนี่จะเหนืุ์เกินไปแล้วกระมัง!!" ราชันเซียนเฝินเทียนมองกู่เฟิงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปครั้งแล้วครั้งเล่า
ในตอนที่เขาสร้างหินชิงเจี้ยขึ้นมา เขาใช้ตนเองเป็มาตรฐานในการสร้าง
หากศักยภาพด้านค่ายกลบรรลุถึงแปดในสิบส่วนของเขา ก็จะสามารถกระตุ้นให้เกิดนิมิตได้
หากบรรลุถึงระดับที่เทียบเท่ากับเขาทุกประการ ก็จะสามารถกระตุ้นให้เกิดนิมิตฟ้าดินได้
ส่วนเื่การทำให้หินชิงเจี้ยะเิ... เขาไม่เคยคิดถึงเื่นี้มาก่อนเลย
ดูท่าแล้ว ศักยภาพด้านค่ายกลของกู่เฟิงจะน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเขาเสียอีก!
"นี่ข้าผ่านการทดสอบแล้วหรือ?" กู่เฟิงหยัดยืนอย่างมั่นคง มองดูเศษหินชิงเจี้ยที่แตกกระจายเกลื่อนกลาดเต็มพื้นด้วยความงุนงงเล็กน้อย
ครืน ครืน!
ในเวลานี้เอง ค่ายกลที่เขาอยู่ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สั่นะเืเลื่อนลั่นราวกับพลิกฟ้าคว่ำดิน
เหนือศีรษะของเขามีเทพัและไป๋เฟิ่งที่กำลังส่งเสียงร้องคำรามกึกก้องไปทั่วจิ่วโจวตัวแล้วตัวเล่า
รอบกายของเขามีกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสูงราวสองลี้ผุดขึ้นมาจากพื้นดินเล่มแล้วเล่มเล่า
บนท้องฟ้าเบื้องบน ก็ยังมีหอกั์สีดำที่แขวนลอยอยู่กลางอากาศอีกหลายเล่ม ปลายหอกชี้ตรงมาที่กู่เฟิง แผ่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่หมายจะทำลายล้างสรวง์ออกมา
"ด่านนี้ทดสอบพร์ด้านค่ายกลของเ้า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายในนี้ล้วนก่อตัวขึ้นมาจากค่ายกล มีทั้งค่ายกลลวงตา ค่ายกลสังหาร และค่ายกลสะกดข่ม"
"มองทะลุปรุโปร่งถึงสิ่งที่ค่ายกลเหล่านี้จำแลงกายออกมา และคลี่คลายค่ายกลเ่าั้ให้ได้จึงจะถือว่าผ่านการทดสอบ"
"หากไม่สามารถหยั่งรู้ค่ายกลทั้งหมดได้ภายในสิบวัน ก็จะถูกค่ายกลลบล้างจนสิ้นซาก" ราชันเซียนเฝินเทียนอธิบายการทดสอบในด่านที่สองให้กู่เฟิงฟัง
ก่อนหน้ากู่เฟิง มีอัจฉริยะด้านค่ายกลสี่คนที่ก้าวเข้าสู่การทดสอบด่านที่สอง ทว่าพวกเขาเ่าั้ล้วนถูกค่ายกลลบล้างจนสิ้นซากในท้ายที่สุด
แต่ในครั้งนี้ ราชันเซียนเฝินเทียนทนรอต่อไปไม่ไหวแล้ว หากกู่เฟิงไม่สามารถผ่านด่านทดสอบไปได้ เขาก็จะลงมือช่วยชีวิตกู่เฟิงเอาไว้
เพียงแต่หากกู่เฟิงล้มเหลว เขาก็จะไม่มีวาสนาได้อาวุธเซียนไร้เทียมทานที่ราชันเซียนเฝินเทียนทิ้งเอาไว้ให้
"เข้าใจแล้วขอรับผู้าุโ" กู่เฟิงพยักหน้า สายตาสว่างวาบดุจคบเพลิงจับจ้องไปยังสิ่งที่ค่ายกลจำแลงกายออกมาเ่าั้ ภายในแววตาลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งการต่อสู้อันเข้มข้น
เขารู้ดีว่าตนเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไร
นี่คือโอกาสอันยอดเยี่ยมที่สุดในการทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของเขา เขาจะต้องคว้าโอกาสในครั้งนี้เอาไว้ให้จงได้ ผ่านการทดสอบ ได้รับอาวุธเซียน และได้รับความชื่นชมจากราชันเซียนเฝินเทียน
หากทำสำเร็จ เขาก็จะมีราชันเซียนคอยชี้แนะ อีกทั้งยังมีอาวุธเซียนคอยช่วยเหลือ อย่าว่าแต่การเดินทางไปยังเส้นทางิญญาเพื่อกวาดล้างอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของแดนัเลย
ต่อให้ต้องบุกไปยังราชวงศ์เทียนหยวนเพื่อชิงตัวหลินชิงชิงกลับมา ก็คงไม่ใช่เื่ยากเย็นอันใดนัก
"เข้ามาเลย ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าพร์ด้านค่ายกลของข้าจะแข็งแกร่งเพียงใด"
กู่เฟิงโคจรคัมภีร์ควบคุม์ ทั่วร่างแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายของค่ายกลที่เป็เอกลักษณ์เฉพาะของปรมาจารย์ค่ายกล เขาเงยหน้าขึ้นมองเทพัที่อยู่เหนือศีรษะ นิ้วมือทั้งสิบอันเรียวยาวประสานกันไปมา พยายามจัดวางค่ายกลตามโครงสร้างค่ายกลที่ปรากฏอยู่ภายในตัวเทพั
ค่ายกลที่ราชันเซียนเฝินเทียนทิ้งเอาไว้ในสถานที่แห่งนี้ การจัดวางค่ายกลนั้นไม่ใช่เื่ยาก ทว่าการหยั่งรู้กลับยากเย็นแสนเข็ญ
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังสามารถปรับเปลี่ยนระดับความยากของค่ายกลได้ตามอายุและตบะบารมีของผู้ฝึกตนอีกด้วย
กู่เฟิงอายุยังไม่ถึงยี่สิบปี ซ้ำยังเพิ่งจะเรียนรู้คัมภีร์ควบคุม์ ถือเป็เพียงผู้เริ่มต้น ระดับความยากของการทดสอบที่เขาต้องเผชิญจึงอยู่ในระดับต่ำที่สุด
เพียงแต่ว่า ต่อให้เป็ระดับความยากที่ต่ำที่สุด มันก็ยังคงเป็การทดสอบที่ยากเย็นแสนเข็ญอยู่ดี
อีกทั้ง เขายังต้องหยั่งรู้ค่ายกลทั้งหมดให้ได้ภายในเวลาสิบวันอีกด้วย
นี่ไม่ใช่เื่ง่ายเลยแม้แต่น้อย!