“ฉันว่านะ..” อยู่ดี ๆ โนบลินก็เปรยขึ้นมา
“ห้องนี้ชักจะเล็กเกินไปแล้วล่ะ”
“หืม? นายว่าอะไรนะโนบลิน” เรซเอ่ยถามขึ้นมา
“ก็ ฉันคิดว่าห้องใต้หลังค่านี้เริ่มจะไม่สะดวกซักเท่าไหร่แล้ว”
“อืม..ฉันก็เริ่มรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน” เรซเอ่ยเห็นด้วย
“นั่นแหละ ฉันเลยคิดว่าจะลองขอคุณลอเลนซ์ว่าจะสร้างบ้านหลังเล็กอีกหลัง ทางด้านหลังตรงสวนที่มีที่ว่างอยู่” โนบลินบอกแผนที่วางไว้กับเพื่อน ๆ
“แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนมาสร้างกันล่ะโนบลิน สร้างบ้านหลังนึงถึงจะหลังเล็ก ๆ ก็คงไม่ต่ำกว่าสองสามพันเหรียญทองแน่เลย” บันบอก
“นั่นนะสินะ แต่ถ้าเป็เื่เงินฉันพอจะมีวิธีหามาได้อยู่ แต่ต้องใช้เวลาซักพัก อย่างนั้นเราลองไปคุยกับคุณลอเลนซ์กันก่อนดีไหม พวกนายจะได้มีพื้นที่ในการฝึกฝนด้วย”
เด็ก ๆ ตกลงที่จะลองคุยกับลอเลนซ์เื่การสร้างบ้านหลังเล็ก ซึ่งลอเลนซ์เองก็คิดเหมือนกันว่าเด็ก ๆ ที่เริ่มเติบโตขึ้นนั้นจะ้าใช้พื้นที่มากขึ้นด้วยแต่ติดที่ค่าใช้จ่ายในการสร้างบ้านนั้นไม่ได้น้อยเลย ทำให้เธอได้แต่เก็บไว้ในใจไม่กล้าคิดอะไรเพิ่มเติมมากมาย
ถึงแม้ระยะหลังจะได้รับเงินสนับสนุนจากสถาบันปรุงยา อีกทั้งยังมีการติดต่อเื่การสนับสนุนเงินจากโรงประมูลเพิ่มเติมด้วยก็ตาม แต่ลอเลนซ์เองก็ยังไม่กล้าที่จะใช้จ่ายเงินมากมายเพื่อการสร้างบ้านอยู่ดี
“เอ..หรือว่า แทนที่เราจะสร้างบ้านหลังเล็กเฉพาะของเรา ฉันคิดว่าเราน่าจะสร้างตึกใหญ่เพื่อให้ทุกคนได้มีพื้นที่มากขึ้นกันดีไหม” โนบลินเสนอความเห็นขึ้น
“แต่ว่า ถ้าทำอย่างนั้นมันต้องใช้เงินมากเลยนะโนบลิน” ลอเลนซ์พูดขึ้นมาอย่างเป็ห่วง
แต่นั่นก็เป็เื่ที่เธอคิดไว้มานานมากแล้วเช่นกัน เพราะตอนนี้เด็ก ๆ ในบ้านที่มีเกือบสามสิบคน แต่บ้านเด็กกำพร้าแห่งนี้มีห้องเพียงหกห้องเท่านั้น ทำให้เด็ก ๆ แต่ละคนต้องจับกลุ่มนอนด้วยกัน แม้แต่ในห้องของเธอเองก็ยังต้องแบ่งให้เด็ก ๆ อีกสี่คนนอนร่วมกันด้วย
“ถ้าอย่างนั้น ผมจะลองไปปรึกษาช่างดูก่อนนะครับ ว่าตึกพักแบบที่เรา้ามันต้องใช้เงินเท่าไหร่เผื่อว่าอาจจะพอมีทางหามาสร้างได้ครับ” โนบลินยังคงยืนยันที่จะสร้างตึกพักหลังใหม่
“ถ้าโนบลิน้าที่จะสร้างฉันก็ไม่อยากขัดหรอกนะ เพราะโนบลินเองก็ทำให้ฉันประหลาดใจมาแล้วตั้งหลายครั้ง เพราะอย่างนั้นถ้าโนบลินบอกว่ามีทางก็ควรจะมีทาง แต่ฉันขอว่าอย่าทำอะไรที่ต้องลำบากหรือต้องเสี่ยงเพื่อหาเงินมาสร้างบ้านนะ อ้อ..แล้วก็เงินที่หามาได้ต้องเป็การหามาอย่างถูกต้องนะจ๊ะ” ลอเลนซ์ย้ำอย่างเป็ห่วง
“แน่นอนครับคุณลอเลนซ์” เด็ก ๆ ต่างรับคำลอเลนซ์อย่างพร้อมเพรียง
เมื่อตกลงกันได้เด็ก ๆ และลอเลนซ์จึงช่วยกันออกแบบตึกใหม่ของบ้านเด็กกำพร้ากันและยังเรียกรวมเด็ก ๆ ในบ้านทักคนมาช่วยกันออกความเห็น จนที่สุดได้แบบของตึกพักที่ทุกคนพอใจออกมา
มันเป็ตึกใหญ่สามชั้นที่มีห้องพักจำนวนสามสิบห้อง นอกจากนั้นยังมีห้องครัว ห้องอ่านหนังสือและห้องทำงานที่โนบลินร้องขอเป็พิเศษอีกหนึ่งห้อง
นอกจากนั้นยังมีการวางแผนสร้างห้องฝึกฝนเวทมนต์อีกหนึ่งห้องเพื่อให้เด็ก ๆ ในบ้านเด็กกำพร้าได้ใช้เพื่อฝึกเวทมนต์อย่างเป็เื่เป็ราว เพราะเหล่าเด็กหญิงในบ้านนั้นต่างก็ร้องขอให้โนบลินช่วยแนะนำเื่การฝึกเวทมนต์ให้ด้วยเช่นกัน
เมื่อได้แบบเรียบร้อยเด็กชายทั้งห้าจึงได้นำเอาแบบแปลนไปปรึกษากับช่างก่อสร้างในเมืองเมื่อประมาณราคาในการสร้างตึกพักหลังนี้
“สะ..สองหมื่น สะ..สี่พัน เหรียญทองเลยเหรอครับ?” เสียงสั่นของบันดังขึ้นเมื่อได้ยินราคาค่าสร้างบ้านที่หัวหน้าช่างก่อสร้างบอกออกมา
“ก็..มันเป็ตึกหลังใหญ่ ห้องพักก็ตั้งหลายสิบห้อง ราคามันก็จะประมาณนี้แหละเ้าหนู นี่ฉันคำนวณจากราคาของวัตถุดิบระดับทั่วไปให้แล้วนะ แถมยังคิดค่าแรงแค่นิดเดียว เพราะเห็นว่าเป็บ้านเด็กกำพร้าน่ะ” หัวหน้าช่างบอกออกมา
“เอ่อ..ถ้าราคานี้ ผมสามารถผ่อนจ่ายได้ไหมครับ” โนบลินถาม ทำให้หัวหน้าช่างถึงกับทำหน้าตาแปลกใจ
“เ้าหนู ทำไมเ้าพูดเหมือนจะเป็คนจ่ายเงินเองเสียอย่างนั้นล่ะ” เขาถามพลางทำหน้าสงสัย
“เอ่อ..ผมถามเผื่อคุณลอเลนซ์น่ะครับ เผื่อว่าจะสามารถผ่อนจ่ายได้”
“อืม จริง ๆ ก็น่าจะพอได้อยู่ ดูจากแบบแปลนคงใช้เวลาสักสามเดือน ถ้าอย่างนั้นก็ผ่อนจ่ายเดือนละแปดพันเหรียญทอง ถ้าคุณลอเลนซ์ตกลงฉันก็ยินดีจะสร้างให้” เขาตอบ
“ตกลงครับ ผมจะเอาไปบอกคุณลอเลนซ์ให้ครับ คิดว่าน่าจะโอเคครับ”
โนบลินยิ้มออกมาอย่างดีใจ เพราะถ้าหากต้องหาเงินมาจ่ายมากกว่าสองหมื่นเหรียญทองในคราวเดียวคงจะลำบาก แต่ถ้าหากสามารถผ่อนจ่ายได้แบบนี้ก็ยังพอมีหวังอยู่
เด็ก ๆ เอาราคาที่คุยกับช่างก่อสร้างมาบอกกับลอเลนซ์ ทำให้เธอแทบเป็ลมล้มพับไป เงินสองหมื่นสี่พันเหรียญทองนี้ไม่ใช่จำนวนน้อยที่เธอจะหามาได้ แค่คิดว่าต้องจ่ายเงินมากขนาดนั้นก็ทำให้เธอแทบลมจับไป
“คุณลอเลนซ์ไม่ต้องเป็ห่วงนะครับ พวกเราจะช่วยกันหาเงินค่าก่อสร้างมาให้คุณลอเลนซ์ด้วยอีกแรง ถ้ารวมกับเงินสนับสนุนจากสถาบันปรุงยาและโรงประมูลแล้วน่าจะพอจ่ายได้นะครับ” โนบลินยืนยันให้ลอเลนซ์สบายใจเื่เงินค่าก่อสร้างว่าสามารถหามาจ่ายได้
“ถ้าพวกเธอมั่นใจขนาดนั้นก็เอาเถอะ ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมาฉันจะลองไปขอความช่วยเหลือจากสถาบันดูก็แล้วกัน” ลอเลนซ์ตอบตกลงตามที่เด็ก ๆ ้า ทำให้ทุกคนดีใจกันยกใหญ่
“เย่!..แบบนี้ต่อไปฉันก็ไม่ต้องทนนอนฟังเสียงกรนของเ้าพอลแล้วละสิ”
“เ้าบันเ้าบ้า ฉันไม่เคยกรนเฟ้ย...!!”
หลังจากจัดการเื่การสร้างตึกพักหลังใหม่ โนบลินก็มีเวลาในการทำงานของตัวเอง เขาเริ่มต้นจากการสร้างพลังเวทเหลวที่ใช้ไปเกือบหมดแล้วเพิ่มเติม เพื่อเป็พลังเวทสำรองของตัวเอง
โดยการใช้พืชเวทมนต์เพื่อในการย่อยผลึกเวทมนต์ที่มีและเปลี่ยนให้กลายเป็เวทเหลว หลังจากย่อยผลึกเวทมนต์ทั้งหมดแล้วโนบลินก็จะเวทมนต์สำรองออกมาจำนวนไม่น้อย
“ฟู่ว...ผลึกเวทขั้นต่ำสามพันก้อนย่อยได้พลังสำรองพอ ๆ กับพลังเวทที่นักเวทระดับสูงมีเลยนะเนี่ย” โนบลินพึมพำอย่างมีความสุข
ตอนนี้เขามีเวทสำรองมากมายพอที่จะใช้สร้างสิ่งของต่าง ๆ แล้ว ความโชคดีของโนบลินที่ถึงแม้จะไม่สามารถสะสมเวทมนต์ในร่างกายได้ แต่ความสามารถในการควบคุมเวทสมบูรณ์นั้นเป็สิ่งที่มีค่ามากกว่าจำนวนพลังเวทที่มากมายเสียอีก
นอกจากนั้นการที่ไม่ต้องใช้พลังเวทจากในร่างทำให้โนบลินเป็เพียงคนเดียวที่สามารถควบคุมพลังเวทธรรมชาติภายนอกได้ ทำให้สามารถใช้งานพลังเวทจากผลึกเวทได้อย่างเต็มที่ เพราะไม่ต้องสูญเสียพลังเวทจากขั้นตอนการแปลงพลังเวทกลับไปกลับมา
“การใช้เวทมนต์เหลวนี่มันก็สะดวกดีเหมือนกันแฮะ จริง ๆ แล้ว ถึงจะสะสมพลังเวทแบบคนอื่นไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้แย่ไปซะทีเดียวหรอกมั้ง” โนบลินบ่นพัมพำอยู่กับตัวเอง
“ว่าแต่...กว่าจะล้วงขวดเวทเหลวออกมาใช้แต่ละทีมันดูไม่ค่อยสะดวกเลยแฮะ จะทำยังไงถึงจะดึงเอาพลังเวทออกมาใช้ได้สะดวกว่านี้กันนะ”
โนบลินนั่งเท้าคางบนโต๊ะอ่านหนังสือตัวเก่ง พลางคิดถึงวิธีการที่จะดึงเอาพลังเวทเหลวจากในขวดบรรจุออกมาใช้ให้ได้ทันใจ
“ถ้าไม่ใส่ในขวดก็คงไม่ต้องเสียเวลามาเปิด ๆ ปิด ๆ เวลาจะใช้ แต่ถ้าไม่ใส่ในขวดเวลาพกไปไหนมาไหนมันก็ไม่สะดวก แล้วแบบนี้...” โนบลินคิดพลางเอานิ้วเคาะโต๊ะ
“แล้วถ้าไม่ต้องใส่ในขวดล่ะ”
โนบลินนึกภาพของสิ่งที่จะใช้บรรจุเวทเหลวที่ไม่ใช่ขวดแบบเดิม แต่เป็สิ่งของที่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก และสามารถดึงเอาพลังเวทออกมาใช้ได้อย่างทันใจ
โนบลินเรียกหนังสัตว์เวทที่ได้มาจากดอนออกมาจากในกระเป๋าหนัง เขากางมันออกและวางไว้บนโต๊ะ มันคือหนังของสัตว์เวทระดับต่ำที่ชื่อว่า [Deeron : ดีรอน] สัตว์ร้ายกินพืชที่มีรูปร่างคล้ายกวางมีเขาแหลมที่แข็งแกร่งเหมาะที่จะนำมาสร้างอาวุธและยังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย หนังของมันมีคุณภาพดีในตัวอยู่แล้ว แต่เพราะเป็เพียงสัตว์เวทระดับต่ำ ทำให้คุณสมบัติของมันนั้นยังไม่เพียงพอต่อความ้าของโนบลิน
“ต้องปรับปรุงคุณภาพซะหน่อยดีกว่า ถ้าใช้ทั้งแบบนี้คงจะไม่ไหว”
ว่าแล้วโนบลินก็เริ่มขั้นตอนการปรับปรุงคุณภาพของวัตถุดิบ ด้วยการจุ่มเอาเวทเหลวมาวาดวงแหวนเวทบนโต๊ะ ลายเส้นมากมายถูกวาดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสวยงาม โนบลินแต่งเติมลวดลายของวงเวทขึ้นเรื่อย ๆ จนสัดท้ายเกิดเป็วงเวทขนาดใหญ่หนึ่งวงที่ถูกล้อมด้วยวงเวทขนาดเล็กกว่าอีกสามวง โดยวงเวททั้งสามวงนั้นต่างมีเส้นที่เชื่อมต่อเข้ามายังวงเวทหลักตรงกลางเหมือนกัน
หลังจากนั้นโบลินนำเอาหนังของดีรอนวางลงบนวงเวทหลักทำให้วงเวททั้งสี่ส่องแสงออกมาจนเจิดจ้าไปทั่วห้อง เด็ก ๆ อีกสี่คนที่กำลังขะมักเขม้นฝึกฝนอยู่นั้นถึงกับต้องหยุดมือเพื่อหันมามองว่าเกิดอะไรขึ้น
หลายนาทีผ่านไป เมื่อแสงสว่างที่ส่องออกมาจากวงแหวนเวทดับลง โนบลินจ้องมองไปยังผลงานของเขาอย่างพอใจ
หนังดีรอนที่เป็สัตว์เวทขั้นต่ำซึ่งมีคุณภาพดีพอตัวอยู่แล้ว ตอนนี้กลับมีคุณสมบัติที่ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก
ทั้งความนุ่มลื่นเมื่อััที่เพิ่มมากขึ้นรวมไปถึงสีของหนังที่สดและสวยขึ้น นอกจากนี้ยังมีแสงเรือง ๆ ที่แผ่ออกมาจากตัวหนังหุ้มอยู่โดยรอบทำให้ดูเป็วัตถุดิบชั้นเลิศได้เลยทีเดียว
“ต่อไปก็ลงวงเวทต่อล่ะนะ”
โนบลินว่าแล้วก็ตัดหนังดีรอนออกเป็แผ่น ก่อนที่จะใช้ปากกาขนนกจุ่มเวทเหลวเพื่อวาดวงเวทลงไปบนแผ่นหนังนั้นอย่างช้า ๆ ความยากของสร้างของชิ้นนี้คือชิ้นงานนั้นมีขนาดที่เล็กทำให้มีพื้นที่ในการลงวงเวทนั้นมีน้อย
โนบลินจึงต้องใช้วงเวทพิเศษที่ช่วยย่อขนาดวงเวทหลักให้มีขนาดเล็กลงเพื่อที่จะสามารถใส่วงเวททั้งหมดที่ต้องใช้ลงไปได้
“ฟู่ว...เหนื่อยเหมือนกันแฮะ ชิ้นเล็กแบบนี้วาดวงเวทยากขึ้นเยอะเลย”
โนบลินบ่นเบา ๆ เมื่อเห็นว่าการสร้างของชิ้นเล็กแบบนี้สิ้นเปลืองพลังสมาธิเป็อย่างมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เสียเอก
กว่าที่จะทำการลงวงเวทเสร็จสิ้นก็กินเวลาไปร่วมชั่วโมง โนบลินวางปากกาขนนกลงอย่างอ่อนแรง ก่อนจะนั่งหอบหายใจแฮก ๆ
“เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย”
โนบลินพูดระหว่างที่กำลังตรวจความสมบูรณ์ของวงเวทเป็ครั้งสุดท้าย เพื่อให้วงเวทสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
เพราะข้อจำกัดของการใช้วงเวทคือความถูกต้องและสมบูรณ์ของวงเวทจะต้องแม่นยำมากที่สุด โนบลินยังคงจำวันที่เรียนรู้การใช้วงเวทในครั้งแรกได้อย่างดี เพราะความไม่สมบูรณ์ของวงเวทที่เขาเขียน
เมื่อใส่พลังเวทเข้าไปทำให้วงจรเวทเกิดะเิขึ้น โชคดีที่พลังที่ใส่เข้าไปนั้นไม่ได้มากเท่าไร ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้อย่างแน่นอน
“อืม..อย่างนี้ก็น่าจะใช้ได้แล้วนะ” โนบลินยิ้มอย่างพอใจในผลงานที่ตัวเองสร้างออกมา
เมื่อมั่นใจในความสมบูรณ์ของวงเวทแล้วโนบลินก็ใส่เวทสำรองลงไปในวงเวทเพื่อกระตุ้นการทำงานของมัน แสงสว่างเรืองปรากฏขึ้นอีกครั้งตามลายเส้นของวงเวทก่อนที่จะดับลงในเวลาต่อมา
“โอเค..ต่อไปก็ขึ้นรูปต่อ แบบนี้ก็ถือว่าสำเร็จสินะ หนังของสัตว์เวททุกขั้นน่าจะสามารถสร้างเป็อุปกรณ์มิติได้ ถ้าอย่างนี้ต้องทำกระเป๋าไปให้คุณดอนดูแล้วล่ะ”
โนบลินพูดไปยิ้มไปอย่างพอใจเมื่อนึกถึงหน้าตาใของดอนเวลาที่ได้เห็นกระเป๋าที่เขาทำ
โนบลินค่อย ๆ เย็บหนังดีรอนเข้าด้วยกันช้า ๆ จนในที่สุดก็สำเร็จออกมาเป็ชิ้นงานได้ตามที่คิดไว้ มันคือถุงมือหนังที่ปลายนิ้วทั้งห้าถูกตัดให้นิ้วมือสามารถโผล่ออกมาให้ได้เห็น โนบลินสวมมันเข้าไปแล้วทดลองใช้งานทันที
“ฝ่ามือ..เวทมิติใช้เก็บของ..”
โนบลินพึมพำขึ้นแล้วแบมือออกก่อนที่จะยกขวดเวทเหลวขึ้นมาแล้วเทลงไปบนฝ่ามือพร้อมทั้งควบคุมการทำงานของวงเวทจนแสงเรืองส่องสว่างออกมา ทันใดนั้นเวทเหลวก็ถูกดูดเข้าไปในถุงมือนั้นจนหมด
“ใช้ได้จริง ๆ แฮะ แต่เสียดายที่พื้นที่ในการลงวงเวทน้อยไป มิติเก็บของเลยเล็กไปหน่อย”
โนบลินบ่นอุบที่ไม่มีพื้นที่ให้เขียนวงเวทมากพอ ทำให้ได้มิติเก็บของที่มีขนาดกว้างยาวสูงแค่หนึ่งวา แต่ก็ถือว่ามากพอที่จะใช้งานได้
“การเก็บถือว่าผ่าน แล้วถ้าดึงออกมาใช้ล่ะ”
โนบลินว่าแล้วก็กระตุ้นการทำงานของวงเวท ทันใดนั้นเวทเหลวก็ปรากฏออกมาจากฝ่ามือของเขาและยืดยาวเป็เส้นสายตามที่ถูกโนบลินควบคุม
“ดี..แบบนี้สะดวกดีแฮะ ไม่ต้องล้วงเอาขวดออกมาใช้บ่อย ๆ จะใช้จะเก็บก็ทำได้ง่าย ๆ ต้องขอบคุณคุณดอนที่ให้หนังนี่มาซะหน่อยแล้ว” โนบลินพูดขณะที่กำมือเข้าออกอย่างพอใจ
นอกจากความสามารถในการเก็บของเหมือนกับกระเป๋าหนังงูสเนกอนแล้ว ถุงมือนี้ยังมีความสามารถในการเสริมความแข็งแกร่งและพลังโจมตีได้อีกด้วย โดยมันสามารถทำให้ผู้ใช้สามารถโจมตีได้ด้วยระดับความรุนแรงเทียบเท่านักเวทระดับสูงเลยทีเดียว
“ต่อไปถ้ามีโอกาสคงต้องไปลองพลังโจมตีของมันดูซักทีแล้วละมั้ง”
โนบลินพูดพร้อมกับกำหมัดอย่างตื่นเต้น