“บ้าน่า” เนริซสบถออกมาอย่างใ นางมองแก่นพลังชีวิตของอสุรกายไร้ผิวหลายตัวหายไปอย่างรวดเร็ว
“ดูเหมือนว่าเ้าจะมีดีเพียงคำขู่สินะ” แม้จะััถึงพลังเวทไม่ได้ แต่ััอันน่าขนลุกที่ััได้กลับค่อยๆ หายไปอย่างรวดเร็ว
เอ็ดวีกอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังใ พุ่งทะยานไปยังเนริซ เพียงพริบตาหอกสายฟ้าก็เกือบจะพุ่งทะลวงหัวของศัตรูได้แล้ว
แต่เนริซเองก็เตรียมตัวเอาแล้วั้แ่ตอนที่เอ็ดวีกปรากฏตัวออกมา ม่านพลังสีแดงปรากฏออกมาอย่างรวดเร็ว
เปรี้ยง! เสียงกัมปนาทะเืเลื่อนลั่นเมื่อหอกอัสนีในมือของเอ็ดวีกปะทะกับม่านพลังิญญาของเนริซ ร่างของทั้งสองพุ่งทะยานสลับตำแหน่งกันกลางอากาศจนเห็นเพียงเส้นสายสีน้ำเงินครามและสีแดงฉานตัดผ่านท้องฟ้า
วิชาหอกอัสนีตระกูลเอเมอร์ ทะลวงขุนเขา
สายฟ้ามากมายส่งเสียงคำรามออกมาจากข้อมือ ร่างของเขาหมุนวนประดุจพายุหมุนอสนีบาต อัสนีที่ปลายหอกควบแน่นพลังงานสายฟ้าจนกลายเป็จุดแสงที่เล็กเท่าเข็มแต่ทรงพลังมหาศาล เขาพุ่งดิ่งลงมาจากท้องฟ้าด้วยความเร็วที่เหนือขีดจำกัด แรงกดดันของมานาฉีกกระชากอากาศรอบด้านจนเกิดเสียงหวีดหวิว
วิชาเนตรต้องสาป กำแพงเวทแทรกิญญา
เนริซเบิกตาขึ้นกว้าง รอยเวทสีเืหมุนวนในดวงตาของนางทันที กำแพงโปร่งแสงสีแดงคล้ำนับสิบชั้นปรากฏขึ้นขวางหน้า แต่นี่ไม่ใช่กำแพงเวทธรรมดา เพราะมันแฝงไปด้วยพลังิญญาที่คอยกัดกร่อนดวงิญญาของผู้ที่ัั
ตูม! ตูม! ตูม! ปลายหอกอัสนีแทงทะลุกำแพงเวททีละชั้นอย่างง่ายดายราวกับแทงผ่านแผ่นกระดาษ พลังทะลวงของตระกูลเอเมอร์นั้นเลื่องลือว่าไม่มีสิ่งใดขวางกั้นได้ เนริซกัดฟันกรอดเมื่อเห็นว่ากำแพงชั้นสุดท้ายกำลังจะพังทลาย นางรีบประสานอินด้วยมือข้างเดียว
เนตรต้องสาป ทิ่มแทงจิติญญา
เข็มแสงสีแดงนับพันพุ่งออกจากดวงตาของเนริซ พุ่งเข้าใส่เอ็ดวีกในระยะประชิดเพื่อบังคับให้เขาถอนหอกกลับ ทว่าเอ็ดวีกกลับไม่หลบเลี่ยง เขาปล่อยให้เข็มเ่าั้ปะทะกับเกราะมานาสายฟ้าจนเกิดเสียงเปรี๊ยะปะ พลางแทงหอกเข้าใส่หัวใจของเนริซอย่างสุดแรง
เนตรต้องสาป สะกดดวงิญญา
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตาย เนริซะเิพลังิญญาทั้งหมดออกมาผ่านดวงตาคู่เดิม คลื่นพลังงานสีดำสนิทแผ่ออกเป็วงกว้าง ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของเอ็ดวีกชะงักงันไปเพียง 0.1 วินาที ร่างกายของเขาหนักอึ้งราวกับิญญาถูกตรึงไว้กับโซ่ตรวน
เพียงชั่วพริบตานั้นเอง หอกอัสนีพลาดเป้าจากหัวใจไปถากเข้าที่หัวไหล่ของเนริซจนเนื้อขาดวิ่น เืสีคล้ำสาดกระเซ็น แต่อำนาจการสะกดดวงิญญาก็ทำให้เอ็ดวีกเสียจังหวะการโจมตีต่อเนื่อง
วิชาเวทโลหิต สลายร่างพลิกผัน
“สมกับเป็เ้าเมืองเทรัส... อีกเพียงนิดเดียวก็เกือบสังหารข้าได้แล้ว” เนริซแสยะยิ้มทั้งที่ใบหน้าซีดเผือด นางอาศัยแรงกระแทกจากหอกพุ่งถอยร่นไปด้านหลัง ร่างของนางเริ่มเลือนรางกลายเป็หมอกโลหิต
“อย่าคิดว่าจะหนีพ้น!” เอ็ดวีกคำราม ออร่าสายฟ้าะเิออกอย่างรุนแรง
วิชาหอกอัสนีตระกูลเอเมอร์ ทะลวงท้องนภา
กระบวนท่าสังหารที่รุนแรงที่สุดถูกใช้ออกมา หอกสายฟ้าถูกปาออกไปอย่างรุนแรง ด้วยความเร็วของการปาหอก เนริซไม่อาจหลบได้อย่างแน่นอน สายฟ้าขนาดใหญ่กลืนกินร่างกายของเนริซ และ ยังทำใหู้เาด้านหลังกลายเป็รูโหว่ขนาดใหญ่ แต่ใบหน้าของเอ็ดวีกกลับไม่ได้ฉายแววดีใจเลยแม้แต่น้อย
นั้นก็เพราะว่า เสียงของเนริซยังคงไม่หายไป
“ครั้งหน้า... ข้าจะไม่ได้มาเพียงลำพัง เอ็ดวีก เอเมอร์ จงรักษาเมืองของเ้าไว้ให้ดีในตอนที่ยังทำได้!”
สิ้นคำประกาศ ร่างในหมอกโลหิตของเนริซก็สลายหายไปกับความว่างเปล่า เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายคาวเืและร่องรอยของสายฟ้าที่ยังคงสั่นไหวอยู่ในอากาศ เอ็ดวีกจ้องมองไปยังทิศทางที่ศัตรูหายไปด้วยแววตาเคร่งขรึม
“พลังิญญาระดับนี้... ภาคีไตรเนตรกำลังเริ่มเคลื่อนไหวใหญ่แล้วจริงๆ” เขารีบหันหลังกลับ พุ่งทะยานมุ่งหน้าสู่เมืองเทรัสเพื่อเตรียมรับมือกับพายุที่กำลังจะมาถึง พลางนึกไปถึงก่อนหน้านี้
ในขณะที่เขากำลังทำงานเอกสารมากมายภายในห้อง ได้มีนกน้อยที่ดูธรรมดาตัวหนึ่งบินมาเกาะที่ต้นไม้ แต่มันย่อมไม่ใช่นกธรรมดา เพราะว่าภายในปราสาทของกองอัศวินพิทักษ์ย่อมมีอาณาเขตเวทมนตรา ที่คอยป้องกันเอาไว้ นกน้อยที่ดูเหมือนจะธรรมดากลับกลายเป็สิ่งไม่ธรรมดา
แต่ก่อนที่เอ็ดวีกจะโจมตีออกไป ร่างกายของนกน้อยกลับสลายกลายเป็ละอองเวท
ละอองเวทเ่าั้ รวมตัวกันกลายเป็อักษรมากมายเรียงต่อกันกลางอากาศ
‘ซุ่มโจมตี คนทรยศ เนตรต้องสาป’
เพียงสามคำที่ปรากฏขึ้นมาทำให้ภายในใจของเอ็ดวีกหนักอึ้ง สัญชาตญาณร้องเตือนว่าคำเตือนนี้อาจจะเป็เื่จริง
เขารีบหยิบลูกแก้วสื่อสารติดต่อไปยังคาเตอร์ แต่ก็พบว่าเขาไม่อาจติดต่อได้เหมือนกับสัญญาณการติดต่อโดนปิดกั้นเอาไว้ เพียงเท่านั้นร่างของเขาก็กลายเป็สายฟ้าพุ่งออกจากหน้าต่างออกไปอย่างรวดเร็ว
หากว่าไม่มีข้อความนั้น ในตอนนี้คาเตอร์ ลูกน้องของเขาอาจจะตายไปแล้วก็ได้
‘ใครกันที่ยื่นมือมาช่วยเหลือ’
…….
เมื่อได้รับการช่วยเหลือ ไอริสก็สามารถพาคาเตอร์เข้าเมืองมาได้อย่างรวดเร็ว แถมยังสามารถใช้ภูตบินกลางเมืองได้โดยไม่มีใครห้าม เพราะเ้าเมืองอย่างเอ็ดวีกได้ออกคำสั่งเอาไว้แล้ว
ท่ามกลางแสงอรุณรุ่งที่สาดส่องเหนือท้องฟ้าเมืองเทรัส ร่างมหึมาของ หงส์ดาราศาสตรา แหวกม่านเมฆพุ่งทะยานผ่านเมือง ลงมาด้วยความเร็วที่เริ่มแ่ลง เรียกสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง หวาดกลัวจากชาวเมืองเบื้องล่าง เพราะโดยปกติแล้วการใช้สัตว์ขี่ภายในเมืองเป็เื่ต้องห้าม
“ตรงไปทางนั่น กิลด์สายธารมรกต” เอโลเวนชี้ทาง
เป้าหมายของมันคืออาคารหินอ่อนสีขาวสะอาดตาที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางย่านชนชั้นสูง อาคารรูปทรงคล้ายหยดน้ำที่สลักเสลาด้วยอักขระมนตราโบราณที่ส่องแสงสีฟ้าครามเย็นตา ที่หน้าประตูทางเข้ามีป้ายศิลาขนาดใหญ่สลักตัวอักษรทองคำที่ดูอ่อนช้อยทว่าทรงพลัง
‘กิลด์สายธารมรกต’ ที่นี่คือศูนย์กลางการรักษาที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองเทรัส แหล่งรวมนักเวทสายวารีและพฤกษาชั้นยอดผู้เชี่ยวชาญการต่อสู้กับความตาย
“ถึงแล้ว” ไอริสควบคุมให้หงส์ดาราศาสตราลงจอดอย่างนุ่มนวลที่สุด เหงื่อไหลเต็มใบหน้าของทั้งนางเพราะต้องใช้พลังเวทในการอัญเชิญภูตตลอดเวลา ภาระในการใช้งานมานาของภูตที่บินตลอดเวลาย่อมย้อนกลับมานาง
เมื่อลงจอดได้ ร่างของหงส์ดาราศาสตราก็แทบจะหายไปทันที เพราะไอริสเองก็ไม่เหลือพลังเวทอีกต่อไป นับว่าโชคดีที่อูซินและเอโลเวนเตรียมตัวเอาไว้ก่อน สามารถใช้พลังเวทชะลอการตกพื้นของคาเตอร์ไม่ให้นางกระแทกพื้น
“เกิดอะไรขึ้น!” ประตูกิลด์เปิดออกพร้อมกับร่างของเหล่านักเวทในชุดคลุมสีฟ้าขาวนับสิบคนที่พุ่งออกมา ท่วงท่าของพวกเขาเต็มไปด้วยความเร่งรีบและเป็ระเบียบ นำโดยหญิงชราผู้มีดวงตาที่เต็มไปด้วยความเมตตาทว่าเฉียบคม าุโ ลูนา ผู้นำกิลด์สายน้ำแห่งชีวิต
นางมองสำรวจแผลฉกรรจ์ที่หน้าอกของคาเตอร์เพียงปราดเดียว ก็ะเิพลังมานาสายน้ำมหาศาลออกมาจากร่างกาย คลื่นพลังงานสีฟ้าครามที่หน่วงหนักดุจวารีใต้พิภพพุ่งเข้าโอบล้อมร่างของคาเตอร์ไว้ชั่วคราว ยื้อลมหายใจที่แ่เบาไม่ให้มอดดับลง
“แผลสาหัสมาก... เส้นชีพจรฉีกขาดเกือบทั้งหมด!” ลูนาอุทานด้วยความเครียด มองอาการของหัวหน้าหน่วยอัศวินที่คอยดูแลเมืองในสภาพที่นางไม่คิดว่าจะได้เห็น
“ทำได้ดีมากที่ยื้อนางจนมาถึงที่นี่ได้" ลูน่า หันไปกล่าวชมเอโลเวนก่อนจะหันไปสั่งการคนในกิลด์ของนาง
“มาร์! เตรียมห้องผ่าตัดเวทมนตร์ เราต้องใช้แท่นเยียวยาแห่งภูตวารี” สิ้นเสียงการสั่งการ แพทย์ทั้งหลายต่างแยกย้าย เปลสนามเวทมนตร์ที่สร้างจากกระแสน้ำพุ่งมารองรับร่างของคาเตอร์ พาลำเลียงเข้าไปภายในกิลด์อย่างรวดเร็ว
ไอริสที่พลังมานาหมดเองก็สลบไปอีกครั้ง จนแพทย์อีกสองคนต้องเข้ามาช่วยเหลือ พาเข้าไปยังภายในกิลด์เช่นเดียวกัน
“ถึงมือาุโลูนาแล้ว... ต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของคาเตอร์เอง” เอโลเวนกล่าว
“หวังว่านางจะรอดมาได้” อูซินมองไปยังเมาเมา
“หากเป็ไปตามเื่ราว นางเสียชีวิตั้แ่ภายในป่า ผู้ที่รอดกลับออกมาได้ก็คือ ทายาทมหาตระกูลที่โดนสลับตัวและ เซเวียร์” เมาเมาบอก
“ได้แต่ฝากความหวังไว้ที่แพทย์ของกิลด์ธารามรกตแล้ว” อูซินบอก
“แล้วเราจะทำยังไงกันต่อ” เอโลเวนถาม
“ก็ต้องวางแผนต่อไป..” อูซินหันไปมองที่เมาเมาแหล่งความรู้ประจำตัวของตนเอง
“ตามความทรงจำสิ่งที่จะเกิดขึ้นไปก็ต้องเป็การลักพาตัวชาวเมือง ฝั่งปรสิตะเิเวลา และ โจมตีเมืองจากภายในจากนั้นก็อัญเชิญฝูงการ์กอยล์ทมิฬและสัตว์อสูรค้างคาวั์โจมตีที่ใจกลางของเมือง” เมาเมาบอก
“สัตว์อสูรค้างคาวั์? อสูรจากเทือกเขาเอลเดียงั้นเหรอ ไม่แปลกใจเลยหากอนาคตที่คุณบอกมาเมืองเทรัสจะโดนโจมตีจนย่อยยับ” เอโลเวนบอก
“มันแข็งแก่งมากเลยงั้นเหรอ” อูซินถาม แต่ผู้ที่ตอบก็คือเมาเมา
“แข็งแกร่งมาก หากเทียบกันแล้วเทือกเขาเอลเดียก็แทบไม่ต่างจากเทือกเขาหมื่นอสูร เพียงแต่เทือกเขาเอลไม่ได้แบ่งเขตเป็หนึ่งถึงเจ็ดที่พวกสัตว์อสูรระดับสิบจะอยู่ในเขตที่เจ็ด เพราะเทือกเขาเอลเดียจะแบ่งออกเป็สิบเขตปกครอง แต่ละเขตจะมีเผ่าพันธุ์ที่มีจักรพรรดิอสูรศักดิ์สิทธิ์ปกครอง (สัตว์อสูรระดับสิบ) ” เมาเมาบอก
“และ สัตว์อสูรค้างคาวั์ก็เป็หนึ่งในสิบเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของเทือกเขาเอลเดีย พวกมันปกครองผาสูงที่เรียกว่า ยอดผาสิบค้างคาว ภายในว่ากันว่าเป็ถ้ำเขาวงกตที่เข้าไปแล้ว จะหลงจนตายอยู่ภายในนั้น” เอโลเวนกล่าวเสริม
“งั้นก็ง่ายแล้วสิ ฐานทัพของ ภาคีไตรเนตรที่ใช้ในการจับตัวคนไปก็ต้องเป็ผาสิบค้างคาวแน่ๆ” อูซินบอก
“ก็มีความเป็ไปได้ หากว่าภาคีไตรเนตรโจมตีเมืองพร้อมกับสัตว์อสูรค้างคาวั์ ตอนนี้พวกมันอาจซ่อนตัวอยู่ในส่วนหนึ่งของถ้ำค้างคาวก็ได้” เอโลเวนบอก
“นั่นสินะ ต่อไปก็คงต้องอาศัยฐานะนักผจญภัย ลองไปที่เทือกเขาดูสักหน่อยแล้ว” อูซินบอก
เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่อาจทำอะไรได้แล้ว อูซินและเอโลเวนจึงตัดสินใจแยกย้ายกันไป เอโลเวนกลับไปยังร้านขายยาของตนเอง ส่วนอูซินกลับไปยังมาร์รากไม้ของมาร์ติน
หลังจากรอได้ไม่นาน เรย์ ก็เดินเข้ามาภายในมาพร้อมกับมาร์ติน
“รอดกันมาได้สินะ ไม่เลวเลย” อูซินกล่าว
“ฝั่งพวกเราไม่น่าห่วงเท่าไหร่ เพราะมีเพียงอสุรกายไร้ผิวไม่กี่ตัว แถมความแข็งแกร่งยังไม่มากเท่าไหร่ ยิงดอกเดียวก็ตายแล้ว” เรย์บอก
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกเท่าไหร่นะครับ เป็เพราะไสยเวทของคุณเรย์ต่างหากที่สามารถสังหารพวกมันได้ง่าย หากเป็คนอื่นก็ยังไม่อาจทำได้แบบนั้นหรอกครับ” มาร์ตินบอก จากที่สังเกตจากระยะไกล ต่อให้เป็มือธนูคนอื่นย่อมไม่อาจทำแบบนั้นได้ ยิ่งมีระดับพลังเวทเพียงระดับห้าขั้นต้นยิ่งไม่อาจทำได้
“ใช้งานไสยเวทได้คล่องแล้วสินะ” อูซินถาม
“ใช่ เหมือนที่เ้าว่าไว้ ยิ่งใช้งานบ่อย..ยิ่งใช้ได้ไหลลื่นยิ่งขึ้น” เรย์มองมือของตนเอง พลังที่ได้มาครั้งนี้ต่อให้ยังไม่ใช้วิชาประจำตระกูลแวนแจนซ์ เพียงอาศัยพลังแฝงของคุณสมบัติต่างก็มีความแข็งแกร่งอันหลากหลาย ทั้งความเร็ว พลังตัด การเสริมกำลัง การกัดกร่อนกายภาพและิญญา รวมถึงการดูดกลืนพลังเวทบางส่วนของศัตรู ยิ่งหากว่าใช้กระบวนท่าประจำตระกูลก็คงแสดงความแข็งแกร่งได้ยิ่งขึ้นไปอีก
ในจังหวะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกัน รอยสักของทุกคนก็เรืองแสงขึ้นมาเป็สัญญาณของการเรียกประชุมอีกครั้ง
“ดูเหมือนว่า ดร.อาร์คัสจะเรียกประชุมแล้ว” มาร์ตินบอก
“งั้นก็ขอเหมือนเดิม” อูซินบอก
มาร์ตินเดินเข้าไปภายในบาร์ และ เริ่มผสมเครื่องดื่ม
“จะว่าไปแล้วหากคนอื่นๆ ้าเข้าไปภายในห้วงจิตจะทำยังไงกัน?” เรย์ถามอย่างสงสัยเพราะสมาชิกอันเดอร์รูฟในเมืองเทรัสมีทั้งหมดเก้าคน แต่กลับมีเพียงพวกเขาสามคนที่ต้องมาดื่มเครื่องดื่มเพื่อเปิดการใช้งาน
“คนอื่นๆ จะซื้อค็อกเทลสำเร็จรูปที่ผ่านการผสมไปแล้ว ยกเว้นแต่เพียงเบลินด้า เพราะรายนั้นเองก็สามารถผสมน้ำยาที่ให้ผลแบบเดียวกับ" The Emerald Pulse" (ชีพจรมรกต) ” มาร์ตินผสมค็อกเทลเสร็จพอดีและยื่นให้กับทั้งสอง
ครั้งนี้เรย์ดื่มมันอย่างรวดเร็วและหลับตาลง เพียงไม่นานทั้งอูซิน มาร์ติน และ เรย์ ก็เข้ามาภายในห้วงจิตแห่งอันเดอร์รูฟ
“ดูเหมือนว่าจะสำเร็จไปได้ด้วยดีสินะ” เสียงชราของดร.อาร์คัสดึงขึ้นทันทีที่ทั้งสามปรากฏตัว
“ใช่... ไม่แปลกใจเลยทำไม ทุกคนถึงได้เคารพเ้ามากขนาดนี้ การวางแผนของเ้าถือว่าสุดยอดมาก ถึงกับสามารถส่งเ้าเมืองไปช่วยพวกเราเอาไว้ได้” อูซินกล่าวชม