หลังจากที่ร้านนำป้ายรายการอาหารมาติดและมีสมุดภาพเค้กไว้ให้ลูกค้าได้ดูแล้ว ร้านอาหารของพวกเขาก็ลดขั้นตอนการทำงานในส่วนนี้ไปได้เป็นอย่างมาก ลูกค้าที่เดินเข้าร้านมาก็สามารถสั่งอาหารได้ตามที่ป้ายเขียนบอกไว้ หรือแม้แต่เวลาที่ลูกค้ามาสั่งทำเค้กก็สามารถเลือกแบบเค้กและขนาดตามที่ต้องการได้โดยไม่ต้องคอยสอบถามกับหลี่เยว่ซินเพียงคนเดียว ทุกคนในร้านสามารถรับคำสั่งซื้อไว้ได้ทุกคน
วันนี้เป็นวันหยุด โจวเฟยเทียน โจวเฟยหยาง และหวังเจียวมิ่ง ก็เดินมาหาพวกเขาที่ร้าน
“พี่อวี้ พี่เยว่ซิน ผมไม่ได้มาที่ร้านนานขนาดไหนแล้วครับเนี่ย พวกพี่ตกแต่งร้านใหม่อีกแล้วหรือครับ” โจวเฟยเทียนร้องถามและเดินไปดูป้ายรายการอาหารอย่างตื่นเต้น
“พี่เยว่ซิน สมุดภาพเค้กสวยมากเลยค่ะ น่ากินทั้งนั้นเลย” หวังเจียวมิ่งพลิกดูสมุดภาพเค้กอย่างสนใจ
“ใช่ครับ สวยงาม น่ากิน และมีรายละเอียดบอกไว้ชัดเจนดีมากเลยครับ” โจวเฟยหยางที่ยืนดูสมุดภาพกับหวังเจียวมิ่งพูดขึ้น
“พี่เยว่ซิน พี่ให้ใครเป็นคนทำป้ายและวาดภาพให้หรือครัับ” โจวเฟยเทียนถามอย่างสนใจ
“เพื่อนของพี่มู่ชงน่ะ เขาเรียนศิลปะอยู่ที่วิทยาลัยในมณฑล” หลี่เยว่ซินตอบเขา
“พวกนายมานั่งกินขนมกันก่อน” จางเฉินอวี้ยกน้ำและขนมออกมาให้เด็กๆ
“มิ่งมิ่งที่เซี่ยงไฮ้เป็นอย่างไรบ้างจ๊ะ” หลี่เยว่ซินถามหวังเจียวมิ่ง
“ทุกคนทางบ้านสบายดีค่ะ เพียงแต่คุณย่าบ่นว่าอยากกลับบ้าน พวกเราก็เลยกลับมากันเร็วน่ะค่ะ หนูมีของมาฝากพี่สองคนด้วยนะคะ” หวังเจียวมิ่งตอบพร้อมกับยื่นของฝากให้หลี่เยว่ซิน
หวังเจียวมิ่งพูดต่อ “คุณพ่ออยากให้เราย้ายไปอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ด้วยค่ะ แต่คุณย่าท่านบอกว่าท่านคุ้นเคยกับที่นี่แล้ว หนูก็เห็นด้วยนะคะ หนูชอบความสงบของเมืองนี้มากกว่า เวลานี้ที่ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้มีคนย้ายเข้าไปอยู่เยอะขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากเลยล่ะค่ะ”
“พี่อวี้ พี่เยว่ซิน ตอนนี้ใกล้จะเปิดเทอมแล้วนะครับ พวกพี่ไปสมัครเรียนภาคค่ำกันมาหรือยังครับ” โจวเฟยหยางเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ไปมาแล้วจ้ะ พี่เลือกเรียนสาขาบัญชี ส่วนพี่อวี้เลือกเรียนสาขาการตลาดเพราะไม่ชอบอะไรที่มีตัวเลขมากๆ” เธอตอบคำถามและหันไปยิ้มกับจางเฉินอวี้ เพราะในยุคนี้การเรียนภาคค่ำจะเป็นการเรียนสายอาชีพ เป็นการสร้างให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในสาขาที่เรียนเพื่อเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพนั้นๆ
“ผมก็ไม่ชอบครับ ผมคิดว่าวิชาคณิตศาสตร์มันยากเกินไปสำหรับผม ผมชอบวาดรูปมากกว่าครับ” โจวเฟยเทียนรีบสนับสนุน
“แต่นายก็เรียนวิชาคณิตศาสตร์ได้คะแนนดีมากนะ” โจวเฟยหยางพูดพร้อมทำหน้าเซ็งใส่พี่ชายฝาแฝดของเขา
“พี่สะใภ้ของพวกนายและพี่หยุนเลือกเรียนบัญชี ส่วนพี่กับพี่เฉินเลือกเรียนการตลาดด้วยกัน” จางเฉินอวี้อธิบายเพิ่มเติม เพราะสองพี่น้องหลี่ก็จะเริ่มเรียนภาคค่ำกับพวกเขาด้วย
“พวกพี่ไปเรียนเป็นกลุ่มใหญ่น่าสนุกดีนะครับ” โจวเฟยหยางบอก
“เวลานี้พวกพี่จัดการทุกอย่างเข้าที่แล้วล่ะ ร้านของพี่ไม่ได้เปิดขายอาหารเย็น ดังนั้นจึงมีเวลาว่าง ร้านขายของชำบ้านหลี่ก็มีลูกจ้างช่วยงานในร้านแล้ว นอกจากค้าขาย พวกพี่ก็ไม่มีภาระอะไรอย่างอื่นอีก จึงคิดว่าช่วงเวลานี้เหมาะที่จะไปเรียนแล้วน่ะ” หลี่เยว่ซินอธิบายให้เด็กๆ ฟัง
“ปีหน้าพวกนายก็จะเรียนจบมัธยมปลายแล้ว พวกนายคิดว่าจะเรียนอะไรต่อ” จางเฉินอวี้หันไปถามฝาแฝดโจว
“ผมอยากเรียนเขียนแบบครับ ผมเป็นคนชอบงานวาด และก็ไม่ชอบทำงานที่กฎระเบียบเคร่งครัดมากจนเกินไป” โจวเฟยเทียนตอบคำถามก่อน
“ผมเรียนไม่เก่งเท่าเฟยเทียนครับ และผมก็ไม่อยากไปไกลบ้าน ผมเป็นห่วงคุณปู่” โจวเฟยหยางพูดต่อ
“แล้วเธออยากทำอะไรล่ะ” หลี่เยว่ซินถามเขาต่อ
“พวกพี่ทั้งสองคนก็เหมือนญาติของพวกเรา พวกเราไม่ปิดบังพวกพี่หรอกนะครับ เฟยเทียนอยากเรียนเขียนแบบและคิดว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง อาจารย์เป็นคนแนะนำเขาน่ะครับ เพราะเขาเรียนเก่งและมีความสามารถทางด้านนี้จริงๆ” โจวเฟยเทียนค่อยๆ พูดให้สองสามีภรรยาฟัง
“แต่เฟยหยางกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายและเขาไม่อยากให้คุณปู่อยู่คนเดียวน่ะครับ” โจวเฟยเทียนตอบอย่างซึมๆ
“เงินที่พวกเราใช้อยู่เวลานี้คือเงินที่ได้รับชดเชยจากการเสียชีวิตของพ่อน่ะครับ แล้วก็เงินที่คุณปู่ขายทรัพย์สินบางส่วนออกไป” โจวเฟยหยางพูดด้วยท่าทางเซื่องซึมไม่แพ้กัน
หลี่เยว่ซินมองพวกเขาอย่างรู้สึกเห็นใจ เพราะคุณลุงโจวก็อายุมากแล้วจริงๆ เด็กทั้งสองคนคงไม่ไว้ใจที่จะให้ท่านอาศัยอยู่คนเดียว ส่วนในเรื่องค่าใช้จ่ายเธอนั่งคิดว่าเธอจะช่วยพวกเขาได้อย่างไรบ้าง ทั้งหมดนั่งจมอยู่ในความเงียบสักพัก
“เฟยหยาง พี่เข้าใจว่าเธออยากให้เฟยเทียนได้เรียนต่อเพราะเห็นความสามารถของพี่ชาย แล้วตัวเธอเองล่ะเธออยากเรียนต่อไหม” หลี่เยว่ซินถาม
“ผมอยากเรียนนะครับ แต่ผมเรียนไม่เก่งเหมือนเฟยเทียน และที่สำคัญผมยังไม่รู้ว่าผมอยากเรียนอะไรต่อไปเลยครับ” โจวเฟยหยางตอบเสียงเบา
“พี่จำได้ว่าเธอบอกกับพี่ว่าเธอชอบทำอาหารไม่ใช่หรือ ทำไมเธอไม่ลองเปิดร้านอาหารดูล่ะ เมื่อเธอเปิดร้านอาหาร เธอก็จะไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายของครอบครัว เธอยังเรียนภาคค่ำได้ และเธอยังอยู่ดูแลคุณปู่ได้อีกด้วยนะ” หลี่เยว่ซินยิ้มบอกกับเขา
“ผมสามารถเปิดร้านอาหารได้หรือครับพี่เยว่ซิน” โจวเฟยหยางทำเสียงตื่นเต้น แต่สักพักเขาก็ทำหน้าสลด “แต่ผมจะขายอะไรล่ะครับ ผมทำอาหารพอกินได้เท่านั้น และผมก็ยังคิดไม่ออกว่าผมจะขายอะไร”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ พี่แนะนำเธอได้ว่าเธอควรจะเปิดร้านแบบไหน และที่สำคัญพี่ยังสามารถสอนวิธีทำอาหารให้กับเธอได้อีกด้วย” เมื่อเห็นสีหน้าของเขา หลี่เยว่ซินจึงรีบพูดอธิบายให้เขาฟัง
“ลักษณะบ้านของพวกเราเป็นเหมือนกัน ดังนั้นเธอจึงสามารถปรับปรุงบ้านให้เหมือนกับร้านของพี่ได้ อาหารที่เธอจะขายพี่ก็คิดเอาไว้ให้เธอแล้ว แต่พี่แนะนำว่าเธอกลับไปปรึกษากับคุณลุงโจวก่อนดีหรือไม่ พวกเธอยังมีเวลาอีกหนึ่งปีในการเตรียมความพร้อมนี้” หลี่เยว่ซินยิ้มให้กับพวกเด็กๆ เมื่อเห็นว่าพวกเขาตั้งใจฟังเธอเป็นอย่างมาก
“ขอบคุณนะครับพี่เยว่ซินสำหรับคำแนะนำของพี่ พวกผมจะกลับไปปรึกษากับคุณปู่ให้ดีครับ” โจวเฟยเทียนขอบคุณหลี่เยว่ซินและหันไปพูดกับน้องชายฝาแฝดหลังจากที่ได้รับรู้ถึงความหนักใจของเขา “ฉันขอบใจนายนะที่เป็นห่วงฉัน และคิดถึงครอบครัวของเรา แต่ฉันไม่อยากให้นายเก็บเรื่องกลุ้มใจไว้คนเดียวอย่างนี้ เราเป็นครอบครัวเดียวกัน เราควรแก้ปัญหาด้วยกัน”