ครบกำหนด 24 ชั่วโมงแห่งการชี้ชะตา...
พรีมก้าวเข้ามาในห้องประชุมด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าแรงกดดันที่แผ่ออกมากลับเข้มข้นจนพนักงานระดับสูงหลายคนถึงกับนั่งไม่ติด บนโต๊ะทำงานของเธอมีกองแฟ้มรายงานการประเมินตนเองวางสูงเป็ตั้ง ั์ตาคู่สวย มองมันด้วยความสมเพช
"ฉันให้เวลาพวกคุณยี่สิบสี่ชั่วโมงในการ พิสูจน์คุณค่าของตัวเอง..." พรีมเอ่ยขึ้นขณะปลายนิ้วเรียวกรีดผ่านแฟ้มเ่าั้เบาๆ
"แต่สิ่งที่ฉันได้รับกลับมา คือเศษกระดาษที่เต็มไปด้วยคำแก้ตัว และตัวเลขที่พยายามซ่อนความล้มเหลวไว้"
เธอหยิบแฟ้มหนึ่งขึ้นมาแล้วโยนลงถังขยะข้างโต๊ะต่อหน้าต่อตาเ้าของแผนกนั้น
"งบประมาณโฆษณาตั้งห้าล้านบาทในไตรมาสที่แล้ว แต่ยอดผู้เข้าใช้บริการกลับโตไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์... นี่ไม่ใช่การทำงานผิดพลาดนะคะ แต่มันคือการ โจรกรรม เงินของบริษัทผ่านความไร้ความสามารถของพวกคุณ!"
พรีมกอดอกพิงหลังกับเก้าอี้ แววตาของเธอในยามนี้ไม่มีความลังเลเหลืออยู่
"ภายในเย็นวันนี้ ฝ่ายบุคคลจะส่งรายชื่อคนที่ถูกเชิญออกจากบริษัท... ใครที่มีชื่อในลิสต์นั้น ฉันแนะนำให้พวกคุณเก็บของออกไปเงียบๆ แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ ทางบริษัทมีค่าชดเชยที่สมน้ำสมเนื้อให้แน่นอน"
เธอกวาดสายตามองหน้าจอโปรเจกเตอร์ที่ฉายกราฟจำนวนผู้ใช้บริการที่ดิ่งลงเหว
"ห้างของเราในตอนนี้มีสถานะไม่ต่างจาก โบราณสถาน ที่ยังมีลมหายใจค่ะ" พรีมเอ่ยเสียงเรียบพลางโยนแฟ้มแผนงานฉบับเก่าลงกลางโต๊ะประชุม
"ภาพลักษณ์คือความล้าสมัยที่ไม่มีจุดขาย และถ้าพวกคุณยังดื้อรั้นจะขายแค่ สินค้า เราจะตายไปพร้อมกับห้างนี้... แต่ถ้าเราเปลี่ยนมาขาย ประสบการณ์ เราจะรอด และจะรอดอย่างผู้ชนะด้วย!"
เธอกดรีโมตเปลี่ยนสไลด์ไปสู่ผังกลยุทธ์ใหม่ที่ดูแปลกตาและล้ำสมัย
"เป้าหมายเดียวของเราในตอนนี้คือการกุมหัวใจกลุ่มที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต และโซเชียลมีเดีย หรือ Gen Z ให้ได้ภายในชั่วข้ามคืน ฉันจะเปลี่ยนห้างร้างนี้ให้กลายเป็โซเชียลแลนมาร์ค ที่มีอิทธิพลทางสังคมสูงสุด"
พรีมเริ่มแจกแจงแผนงาน การตลาดเชิงประสบการณ์เธอเสนอให้เปลี่ยนพื้นที่โถงกลางที่ว่างเปล่าให้กลายเป็ ป็อปอัพ สเปซ ระดับไฮเอนด์ที่เปลี่ยนธีมทุกสัปดาห์ และการนำเทคโนโลยี AR มาใช้เพื่อให้ลูกค้าได้ร่วมสนุกและแชร์ลงโซเชียลมีเดียทันที
"จำไว้นะคะ... คนรุ่นใหม่ไม่ได้จ่ายเงินเพื่อซื้อของ แต่เขาจ่ายเงินเพื่อซื้อ 'คอนเทนต์' ที่จะไปประดับอยู่บนหน้าโปรไฟล์ของเขา" พรีมเน้นย้ำน้ำเสียงหนักแน่น
ท่ามกลางอาการอึ้งของที่ประชุม พรีมรู้ดีว่านี่คือการวางหมากตัวแรกเพื่อกอบกู้เกียรติยศของรินลดาคืนมา พรีมกวาดสายตามองพนักงานที่นั่งฟังอย่างตั้งใจ แววตาของเธอเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น ขณะที่มือเรียวขยับแจกแจงเอกสารแผนปฏิบัติการไปยังแต่ละฝ่ายอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
"ฝ่ายอาคาร... ฉัน้าให้เปลี่ยนพื้นที่ว่างชั้น 3 ให้เป็ พื้นที่ที่สามารถถ่ายรูปสวยลงในโซเชียลได้ทุกมุม ขอแผนการปรับปรุงสถานที่ ภายใน 7 วัน" พรีมสั่งการเสียงเฉียบ
"ส่วนฝ่ายจัดซื้อ... ไปรวบรวมรายชื่อ ดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ และแบรนด์ที่มีการเล่าเื่เจ๋งๆ มาให้ฉันค่ะ เลิกมองหาแค่แบรนด์ใหญ่ๆ ในห้างอื่น ฉัน้าแบรนด์ที่เกิดจากออนไลน์แต่มีฐานแฟนคลับหนาแน่น เราจะดึงตัวตนดิจิทัลของเขามาไว้บนพื้นที่จริงที่นี่"
“ส่วนแผนกการตลาดไปวางแผนการตลาดที่พวกคุณคิดได้ทั้งหมดมาเสนอให้ฉัน…. พวกคุณสามารถเข้ามาเสนอแผนให้ฉันได้ตลอดเวลา” พรีมสั่งอย่างจริงจัง เธอหยุดเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะสำทับ
"จำไว้ว่าเราไม่ได้ขายแค่สินค้าแต่เรากำลังขายแรงบันดาลใจด้วย ใครที่ยังติดอยู่กับวิธีคิดแบบเก่า เตรียมตัวพิจารณาตัวเองได้เลย เพราะ The Empower Mall ยุคใหม่ไม่มีที่ว่างให้กับความน่าเบื่อ!"
พนักงานหลายคนเริ่มขยับตัวด้วยความกระตือรือร้นผสมความยำเกรง เพราะััได้ถึงสัญชาตญาณการบริหารตลาดที่เหนือชั้นของรินลดาคนใหม่
————
ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ The Empower Mall ก็กลายเป็จุดเช็กอินอันดับหนึ่ง พลิกฟื้นจากห้างที่จ่อเค้าความล้มเหลวสู่แลนด์มาร์กสุดฮิตที่ทุกคนต้องมา
พรีมทอดสายตามองกราฟจำนวนผู้ใช้บริการแบบเรียลไทม์บนหน้าจอแอปพลิเคชัน ตัวเลขที่พุ่งทะยานเป็ประวัติการณ์สะท้อนให้เห็นว่าแหนที่เธอวางไว้นั้นทรงพลังเพียงใด
ภาพฝูงชนที่หลั่งไหลเข้ามาััประสบการณ์ใหม่คือเครื่องยืนยันว่า บัดนี้ธุรกิจที่เคยถูกปรามาสได้กลายเป็ขุมทรัพย์มหาศาลของตระกูลสิริทรัพย์อนันต์อย่างเต็มภาคภูมิ
"พวก Gen Z นี่แหละคือคำตอบ" พรีมยิ้มมุมปาก พลางเช็กเทรนด์โซเชียลที่กำลังพูดถึงห้างของเธอ
"ตอนนี้ใครๆ ก็ต้องรู้จักเรา ในโลกของรีเทล... นาทีนี้ไม่มีใครร้อนแรงไปกว่า The Empower Mall อีกแล้ว"
อคินที่ยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ตรงหน้าประตูตัดสินใจก้าวเข้ามาหา
"คุณเปลี่ยนห้างที่เคยเงียบเหงาให้กลายเป็แลนด์มาร์กที่ทุกคนต้องมาได้ในพริบตา... ภายในไม่กี่สัปดาห์ The Empower Mall ทะยานขึ้นเป็จุดเช็กอินอันดับหนึ่งอย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน ผมประทับใจในตัวคุณจริงๆ นะครับ... ริน”
พรีมละสายตาจาก Real-time Dashboard บนหน้าจอ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่มที่ยืนพิงกรอบประตูในท่าทางที่ดูภูมิฐานแต่แฝงไปด้วยความฉลาดแกมโกง
"คุณมาได้ยังไงคะคุณอคิน? ฉันจำได้ว่าไม่ได้ลงคิวนัดคุณไว้นะ"
พรีมเลิกคิ้วถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าในใจกลับยอมรับว่าการปรากฏตัวของเขานั้นช่างพอดีกับจังหวะชัยชนะของเธอเสียจริง
อคินหัวเราะในลำคอเบาๆ พลางก้าวเข้ามาในห้องทำงานที่ยังคุกรุ่นด้วยบรรยากาศของความสำเร็จ
"สำหรับพันธมิตรที่รู้ใจอย่างผม... ประตูของคุณน่าจะเปิดต้อนรับเสมอไม่ใช่เหรอครับริน?" เขายิ้มอย่างผู้คุมเกม
อคินปรายตาไปที่ตัวเลขกำไรที่พุ่งทะยานบนหน้าจอ
"ผมแค่ทนรอแสดงความยินดีกับคุณไม่ไหว และที่สำคัญ... ผมมีของขวัญติดมือมาด้วย" อคินวางแฟลชไดรฟ์หรือซองเอกสารลงบนโต๊ะเบาๆ
"ข้อมูลเชิงลึกเื่หนี้ก้อนสุดท้ายที่ธันวากำลังจะทำหลุดมือ เผื่อว่าคุณอยากจะปิดเกมเข้าซื้อที่ดินผืนนั้นให้เร็วกว่าแผนเดิม"
พรีมยกยิ้ม พลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลาย "คุณนี่รู้ใจฉันจนน่ากลัวจริงๆ นะคะคุณอคิน... เชิญนั่งค่ะ เราอาจมีเื่ต้องคุยกันยาว"
พรีมเท้าคางมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความทะเยอทะยาน "ฉัน้าโชว์รูมของธันวาจริงๆ ค่ะ เพราะมันตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ... และนั่นคือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายในการขยายเฟสสองของฉัน"
อคินเลิกคิ้วมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความทึ่ง เขาขยับตัวเข้าหาเธอเล็กน้อยจนััได้ถึงกระแสความตึงเครียดที่น่าดึงดูดระหว่างกัน
"หึหึ.. ที่ดินโชว์รูมของธันวางั้นเหรอ?" เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ
"คุณนี่มัน นักล่า ในคราบนักการตลาดชัดๆ ที่ดินผืนนั้นคือจุดเชื่อมต่อระบบขนส่งที่สมบูรณ์ที่สุด ถ้าคุณได้มันมา The Empower Mall จะกลายเป็ั์ใหญ่ที่ผูกขาดตลาดแถบนี้ไปโดยปริยาย"
"ถูกต้องค่ะ" พรีมพยักหน้าอย่างมั่นใจ
"ฉันไม่สนหรอกว่าธุรกิจรถยนต์ของเขาจะเป็ยังไง แต่ที่ตั้งโชว์รูมของเขาคือหัวใจของโปรเจกต์นี้ ฉันจะเริ่มจากการโดดเดี่ยวพื้นที่รอบข้าง บีบทางเข้าออกให้ลำบากที่สุด... บีบจนกว่ามูลค่าสินทรัพย์ในมือเขาจะดิ่งลงจนถึงจุดที่ฉันพอใจ" เธอเล่าแผนการให้อคินฟังอย่างเป็ธรรมชาติ
อคินมองผู้หญิงตรงหน้าที่กำลังวางแผนอย่างเืเย็น ความพึงพอใจฉายชัดในแววตา เขาชอบที่เธอไม่เสียเวลาหยิบยกเื่ดราม่าความรักมาเป็อุปสรรค แต่กลับโฟกัสไปที่การกลืนกินส่วนแบ่งตลาดอย่างเบ็ดเสร็จ
"ผมจะซัพพอร์ตด้านเงินทุนและข้อกฎหมายให้เองครับริน" อคินเอ่ยด้วยเสียงทุ้ม
"ผมเองก็นึกอยากเห็นเหมือนกันว่า... ในวันที่ที่ดินผืนนั้นกลายเป็เกาะร้างที่ไม่มีใครกล้าซื้อนอกจากเรา อดีตคนรักของคุณจะมีสีหน้ายังไง"
พรีมจ้องมองแผนผังเมืองด้วยแววตามั่นใจ "เขาจะได้รู้ว่า... การเป็ศัตรูกับนักการตลาดที่กุมอำนาจในมือ คือฝันร้ายที่สุดในชีวิต"
เธอหยิบสไตลัสขึ้นมาลากเส้นสีแดงกากบาททับตำแหน่งโชว์รูมของธันวาบนหน้าจอดิจิทัลอย่างไม่ลังเล
"ขั้นตอนถัดไปคือการสร้างจุดอับค่ะ" พรีมเอ่ยเสียงเรียบ
"ฉันจะประสานงานกับทางเขตเพื่อขอปรับปรุงพื้นผิวถนนหน้าโชว์รูมเขา ให้ประจวบเหมาะกับ่ที่ห้างเราจัด Grand Sale ครั้งใหญ่พอดี... รถขนส่งรถยนต์ของเขาจะเข้าพื้นที่ไม่ได้ ส่วนลูกค้าที่ตั้งใจจะไปโชว์รูม ก็จะถูกบีบให้เบี่ยงจราจรจนต้องเลี้ยวเข้าที่จอดรถของ The Empower Mall แทน... ทุกคนจะถูกล่อเข้ามาในอาณาจักรของฉัน โดยที่เขาทำอะไรไม่ได้เลย"
อคินขยับยิ้มอย่างพอใจ "คุณกำลังจะทำให้โชว์รูมพันล้านของเขากลายเป็แค่ตู้กระจกที่คนได้แต่มองแต่เอื้อมไม่ถึงสินะริน"
"ไม่ใช่แค่เอื้อมไม่ถึงค่ะ... แต่เขาจะต้องแบกรับต้นทุนของรถทุกคันที่จอดนิ่งค้างสต็อกด้วย" พรีมสบตาอคินอย่างท้าทาย
"เมื่อเขาเริ่มหายใจไม่ออกเพราะภาระหนี้ นั่นคือจังหวะที่ฉันจะส่งทีมกฎหมายเข้าไปยื่นข้อเสนอที่เขาไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ... เป็ข้อเสนอที่เขาต้องกราบขอบคุณที่ฉันยอมช่วยซื้อไว้ด้วยซ้ำ" พรีมเสริมอย่างมั่นใจ
อคินหัวเราะในลำคอด้วยความทึ่ง ”ผมชอบความอำมหิตที่มาพร้อมกับสมองแบบนี้จริงๆ"
เขาโน้มตัวลงมาหาเธอจนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่นิ้ว สายตาคมไม่ได้สนใจแผนผังธุรกิจบนจออีกต่อไป แต่มันกลับตรึงอยู่ที่ดวงตาคู่สวยของพรีมอย่างเปิดเผย
"การมองข้ามสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดอย่างคุณ คือความผิดพลาดที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตของธันวา" อคินเอ่ยเสียงทุ้ม
"แต่ในฐานะนักลงทุนที่มีสายตาแหลมคมที่สุดคนหนึ่ง... ผมไม่เคยปล่อยให้เพชรหลุดมือไป โดยเฉพาะเพชรที่ลับคมมาจนกรีดใจคนได้แบบคุณ"
มือหนาขยับขึ้นมาไล้ปอยผมของพรีมเบาๆ ััที่แ่เบาแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจของเขาทำให้นักการตลาดสาวรู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าบางอย่างที่แล่นผ่านผิวัั
"ในเมื่อเราเป็พันธมิตรกันแล้ว...” อคินสบตาเธออย่างท้าทาย แววตาของเขาไม่ได้ซ่อนความปรารถนาอีกต่อไป
"เย็นนี้ผมจองร้านอาหารที่มองเห็นวิวที่ดีที่สุดในเมืองไว้... สนใจไปร่วมฉลองชัยชนะกับผมไหมครับ?"
พรีมไม่ได้ถอยหนี เธอเลือกที่จะสบตาเขากลับอย่างไม่เกรงกลัว "นี่คือการยื่นข้อเสนอธุรกิจ... หรือการโน้มน้าวใจในฐานะอะไรดีคะ..คุณอคิน?"
"นี่คือการลงทุนด้วยหัวใจครับริน..." อคินเอ่ยเสียงต่ำพร่า
"และนักลงทุนอย่างผม... พร้อมจะจ่ายทุกราคา เพื่อให้ได้ 'สิทธิ์ขาด' ในตัวคุณเพียงคนเดียว"
พรีมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางหมุนปากกาในมือช้าๆ สายตาสวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอคินอย่างท้าทาย เธอไม่มีท่าทีเขินอายอย่างสาวน้อยในนิยายประโลมโลก แต่กลับดูเหมือนนักบริหารที่กำลังประเมินมูลค่าของ สินทรัพย์ชิ้นใหม่ที่ดูน่าดึงดูดใจเป็พิเศษ
"ตกลงค่ะคุณอคิน... ฉันรับข้อเสนอของคุณ" พรีมยิ้มละมุนแต่ไปไม่ถึงดวงตา
"ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า การร่วมทุนระหว่างเราครั้งนี้จะส่งเสริมกันจนถึงขีดสุด หรือจะเป็แค่การลงทุนที่เสียเวลาเปล่า"
อคินหัวเราะในลำคอเบาๆ "ผมรับรองว่าคืนนี้ผลตอบแทนจะสูงจนคุณต้องประทับใจแน่นอนครับริน"
"งั้นเจอกันตอนสองทุ่มนะคะ" พรีมสำทับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"หวังว่าร้านที่คุณเลือกจะมีมูลค่าที่คู่ควรกับเวลาของฉัน" ก่อนจะก้มลงตวัดปากกาเซ็นเอกสารต่อโดยไม่เสียจังหวะ
อคินเดินออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมจางๆพรีมวางปากกาในมือลง เธอหมุนเก้าอี้กลับไปมองทิวทัศน์ของเมืองผ่านกระจกบานใหญ่ ภาพสะท้อนของ "รินลดา" ในกระจกดูไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แววตาคู่นี้ไม่มีความโศกเศร้าจากการถูกทรยศเหลืออยู่ แต่มันกลับเปล่งประกายด้วยความทะเยอทะยานของผู้ชนะ
"การลงทุนหัวใจงั้นเหรอ..." พรีมพึมพำกับตัวเอง ยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก "หวังว่าคุณจะเป็พอร์ตการลงทุนที่กำไรสูงที่สุดของฉันนะคุณอคิน"
เธอหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเปิดดูตารางงานของตัวเอง ก่อนจะพิมพ์ข้อความสั้นๆ ส่งหาเลขาส่วนตัว:
'แจ้งทีมประสานงานเื่ปรับปรุงพื้นผิวถนนหน้าโชว์รูมธันวา ให้เริ่มดำเนินการทันทีในคืนนี้... ฉันไม่อยากเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว'