ดวงฤทัยและดวงตาต่างวิ่งออกจากบ้านตรงไปยังลานวัดด้วยสีหน้าใและเป็ห่วงสุดขีด
เมื่อไปถึง ทั้งคู่พุ่งสายตาไปที่อัญจรีก่อนและใจแทบสลายเมื่อเห็นรอยฟกช้ำที่มีอยู่ทั่วตัวของเด็กหญิง ทั้งคู่ต่างเข้าไปกอดและปลอบประโลมเธออยู่นาน
“นังแมว! นี่แกกล้าทำลูกฉันขนาดนี้เชียวหรือ”
ดวงฤทัยผละจากลูกแล้วเดินตรงเข้าหาแมวพร้อมกับชี้หน้าด้วยอาการโกรธจนมือไม้สั่น
“ลูกแกทำฉันก่อน ฉันต้องสั่งสอนให้หลาบจำ”
“แต่นี่มันเด็กแค่ห้าขวบเองนะ” ดวงฤทัยพุ่งเข้าหา โชคดีที่ชาวบ้านช่วยกันคว้าตัวเอาไว้ก่อน
“ใจเย็น ๆ นะดวง” ชาวบ้านร้องห้ามเสียงขรม
“ทั้งหมดเป็ความผิดแก แกตามใจลูกจนเป็อันธพาล ถ้าลูกแกไม่ทำร้ายลูกฉันก่อน ฉันคงไม่ทำแบบนี้” แมวะโด่าต่อ
“ไม่ใช่นะ เมี่ยงมาทำกั้งก่อน อัญแค่ปกป้องเพื่อน” ธรรมที่ตามร่างกายมีรอยขีดข่วนและบวมช้ำไม่น้อยกว่าใครรีบะโแก้ต่าง
“อยู่กับพระแล้วหัดโกหกหรือ” แมวแหวกลับในทันที
“มันเื่จริงนะน้า เมี่ยงมาทำร้ายน้องฉันก่อน ไม่เท่านั้นยังคิดแย่งฝักฉำฉาของพวกฉันไปอีก พอพวกฉันไม่ยอมให้ก็มาใช้กำลัง” ศุภกิจออกหน้าด้วย
“พวกเขาขโมยฝักฉำฉาบ้านเราไปนะแม่ ฉันแค่ไปทวงของฉันคืน”
“อ้อ...นอกจากเป็อันธพาลแล้วยังเป็ขโมยกันอีก เลี้ยงลูกดี ๆ กันทั้งนั้น”
คราวนี้กอบและภรรยาทำหน้าตึงไปด้วย
“สงบกันหน่อย เกรงใจหลวงพ่อบ้าง” ผู้ใหญ่บ้านที่กำลังปวดหัวตุบ ๆ รีบเข้ามาห้ามทัพ
“ไหน? ใครพอจะเล่าเื่ราวทั้งหมดให้ฟังได้บ้าง”
ทั้งสองฝั่งต่างเล่าให้ผู้ใหญ่บ้านฟังในมุมของตน แต่ยิ่งเล่า สายตาเหยียดของชาวบ้านที่มองมาทางแมวก็ยิ่งมากขึ้น จนเ้าตัวเริ่มนั่งไม่ติด
“ใครกันแน่ที่เลี้ยงลูกเป็อันธพาล” แผ้วที่นั่งฟังอยู่ั้แ่ต้นเปรยขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจใคร
“นั่นสิ ต้นฉำฉาในหมู่บ้านมันขึ้นเองทั้งนั้น แล้วพวกเ้าธรรมก็ไม่ได้เข้าไปเก็บในบ้านของนังแมวเลยนะ ทำไมโมเมว่าเป็ของตัวเองเสียได้” บัวผู้เป็ลูกคู่ร้องรับขึ้นมาอย่างไม่รอช้า
แมวทำหน้าเสีย “ถึงไม่ใช่อยู่ในบ้าน แต่ต้นแถวนั้นพวกฉันไปเก็บทุกปี มันก็ต้องเป็ของฉัน”
“เพราะมีแม่แบบนี้ลูกมันเลยไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี”
“เอ๊ะ! น้าแผ้ว คิดจะมีเื่กับฉันอีกคนหรือไง”
“เอาล่ะ หยุดได้แล้ว ฟังฉันพูดอย่างเดียวพอ” คราวนี้ผู้ใหญ่บ้านใช้ไม้ตะพดทุบกับพื้นโต๊ะเสียงดังจนทุกฝ่ายสะดุ้งโหยง
“อยู่หมู่บ้านเดียวกันแทนที่จะถ้อยทีถ้อยอาศัยกลับแว้งกัดกันเหมือน...เหมือนตัวอะไรสักอย่าง” ผู้ใหญ่บ้านตำหนิกันทั่วถ้วนหน้า
“สำหรับฉันมองว่าผิดกันทั้งสองฝั่ง ฝ่ายแมวผิดมากหน่อยที่ไร้เหตุผลและลงมือทำกับเด็กจนสะบักสะบอมแบบนี้”
แมวหน้าเสีย
“ส่วนเด็ก ๆ ผิดที่อารมณ์ร้อนทำให้เกิดปัญหาขึ้น”
เด็ก ๆ ทั้งสองฝั่งต่างนั่งเงียบทำหน้าจ๋อย
“เพราะพวกเราเป็คนหมู่บ้านเดียวกัน ฉันเลยไม่อยากให้ทำรุนแรงจนตัดเป็ตัดตายไม่มองหน้ากันทั้งสองฝ่าย ถือว่าผู้ใหญ่ขอนะ”
“ให้ทั้งสองฝ่ายพูดขอโทษและเลิกแล้วต่อกันได้ไหม ส่วนค่ารักษาค่าเจ็บป่วยใด ๆ ที่เกิดขึ้น ผู้ใหญ่จะดูแลให้เองทั้งหมด”
“แค่พูดคำว่าขอโทษออกมาเท่านั้น แต่ถ้าใครไม่ยอมและดื้อดึง ผู้ใหญ่จะขอปรับคนละสองร้อยบาทฐานก่อเื่วุ่นวายขึ้นภายในหมู่บ้าน เงินค่าปรับจะเอาไปเป็กองกลางสำหรับงานบุญครั้งหน้าของหมู่บ้าน”
แม้จะไม่พอใจเล็ก ๆ ในคำตัดสินที่ค่อนข้างลำเอียงไปทางแมวซึ่งเป็ญาติห่าง ๆ ของผู้ใหญ่บ้าน แต่เมื่อนึกถึงผลงานด้านอื่นที่ค่อนข้างดีของเขา ฝั่งคู่กรณีจำต้องหลับตาข้างหนึ่งยอมรับ
และอีกเหตุผลสำคัญคือมีเื่เงินมาเกี่ยวข้องด้วย สองร้อยบาทนี่กินได้เป็เดือนเชียวนะ ไม่ใช่น้อย ๆ เลย
ตอนนี้กลางลานวัดจึงมีแต่เสียงขอโทษอย่างอืดเอื่อยจากทั้งสองฝั่ง แม้จะรู้ว่าเป็น้ำเสียงที่ไม่เต็มใจเท่าใดนักของทุกคน แต่ผู้ใหญ่บ้านก็เพียงพยักหน้าและยิ้มบาง ๆ ให้เท่านั้น
เมื่อถึงคิวอัญจรีซึ่งเป็คนสุดท้าย ดวงฤทัยรีบลุกและเดินเข้ามากลางวง “ทุกคนก็รู้ว่าฉันรักและตามใจลูกมากขนาดไหน ถ้าลูกไม่อยากทำเื่ไหน ฉันก็ไม่คิดจะฝืนใจ”
“ลูกฉันไม่อยากพูดขอโทษคนแบบนี้ ฉันก็ไม่คิดจะบังคับลูก”
“แล้วฉันก็อยากแก้แค้นคนที่ทำลูกฉันเจ็บด้วย”
เมื่อพูดจบ ดวงฤทัยก็ใช้กำปั้นชกเปรี้ยงไปที่ใบหน้าของแมวจนล้มหงายไปกับพื้นท่ามกลางสีหน้าที่ตะลึงงันของชาวบ้านทุกคน
ดวงฤทัยชี้หน้าและเอ่ยด้วยน้ำเสียงโกรธแค้น “จำเอาไว้ คราวหน้าอย่าคิดมาแตะลูกฉันแม้แต่ปลายก้อย ไม่งั้นนังดวงคนนี้เอาแกตายแน่” พูดจบดวงฤทัยก็อุ้มลูกเดินส่ายอาดออกจากลานวัดไป
ดวงตาอมยิ้มพลางควักเงินสี่ร้อยบาทออกจากกระเป๋าวางบนโต๊ะให้ผู้ใหญ่บ้าน “ค่าปรับของดวงและน้องอัญ” เธอพูดเสียงนิ่มและเดินตามหลังลูกกับหลานสาวไป
หลังจากนั้น เสียงร่ำลือเื่การรักและตามใจลูกของดวงฤทัยก็หวนกลับมาอีกครั้ง ยามเมื่ออัญจรีออกไปไหนมาไหนนอกบ้าน บรรดาชาวบ้านต่างพากันเดินเลี่ยงเพราะกลัวเผลอไปทำอะไรให้อัญจรีาเ็จนพ่อแม่และยายของเธอตามมาชกหน้า ถึงจะพากันเลี่ยงแต่เสียงกระซิบนินทาในเื่นี้กลับตามหลังเธอมาอยู่ไม่น้อย แต่อัญจรีไม่ได้รู้สึกโกรธหรืออึดอัดใจแต่อย่างใด เธอกลับรู้สึกภูมิใจเสียอีกที่ได้เกิดมาเป็ลูกสาววีรสตรีอย่างแม่
ข้างฝ่ายแมว หลังจากเหตุการณ์วันนั้น เธอก็ไม่ยอมเสวนาใด ๆ กับคนในครอบครัวของดวงฤทัยอีก แล้วก็ไม่กล้าเอ่ยปากพูดหาเื่เหมือนที่เคยทำอีกแล้ว หากเจอหน้าหรือเดินสวนกัน ก็เพียงแค่เมินหน้าหนีเหมือนคนไม่รู้จักกันเท่านั้น
เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นอีก ครอบครัวจึงอนุญาตให้อัญจรีออกนอกบ้านน้อยลง หากเพื่อน ๆ มาหาก็ให้นั่งเล่นอยู่ในบ้านแทน ซึ่งอัญจรีก็ไม่เดือดร้อนอะไรเพราะออกไปก็ไม่มีอะไรให้ทำมากอยู่แล้ว ่นี้เธอจึงมุ่งความสนใจไปที่รอยยิ้มเปื้อนหน้าของพ่อแม่และยายซึ่งมีเพิ่มขึ้นทุกวันเพราะยอดขายที่ดีของน้ำพริกตำสดนั่นเอง