บทที่ 6 Trust no one.
ไนซ์ลูกรัก ถ้าลูกได้อ่านจดหมายนี้ หมายความว่าพ่อ “ไป” แล้ว
ดูแลแม่และพี่นัทด้วย ไนซ์เป็ผู้ชายคนเดียวในครอบครัวเราแล้ว
ไนซ์ต้องเคารพเชื่อฟังปู่ออด ความรอบรู้ของไนซ์จะช่วยให้ลูกอยู่ที่นี่
ได้อย่างมั่นคงแน่นอน
ร่างกายพ่อเริ่มผิดปกติ พ่อข่มความประหายไว้ได้อีกไม่นาน
พ่อจะไม่ยอมทำร้ายพวกเรา พ่อจะไม่ยอมเป็พวกมัน
ให้ไนซ์หมั่นสังเกตคนรอบตัว อาการของพ่อตอนนี้คือ ประสาทัั
ไวผิดปกติ จมูกได้กลิ่นเืเนื้อจากที่ไกล หูได้ยินเสียงหัวใจ
คนเต้นแม้ไม่ได้เข้าไปใกล้ สายตาของพ่อมองไม่เห็นอะไรเป็สีแดงที่เคยรู้จัก
ทั้งโลก...ไม่มีอะไรเป็สีแดงเลย
เืที่พ่อกรีดเป็แผลเพื่อเรียกสติตัวเอง พ่อมองเห็นมันเป็สีน้ำตาลคล้ำ
พ่อพยายามเขียนได้แค่นี้แล้ว อย่าบอกแม่กับพี่นัท
ลาก่อนลูกรัก Trust no one.
ไนซ์อ่านกระดาษที่เปื้อนไปด้วยเืแผ่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มือเขาสั่นระริก ลายมือที่โย้เย้จนอ่านแทบไม่ออก ไม่เหมือนลายมือพ่อที่เขาคุ้นเคย แต่ลักษณะการขมวดหัวตัวอักษรบางตัว ก็ยังทำให้เชื่อได้ว่าเป็ลายมือของหนึ่ง
น้ำตาหยดใส่เลนส์แว่นตา จนเห็นตัวหนังสือที่โย้เย้อยู่แล้วบิดเบี้ยวยิ่งกว่าเดิม จดหมายที่เป็กระดาษใบเดียวแผ่นนี้ ไม่มีซอง มันถูกพับง่ายๆ ออดยื่นให้เขามาพร้อมกับแว่นตาของหนึ่ง
“พ่อเอ็งบอกให้เก็บเป็แว่นสำรอง มันอาจมองไม่ชัดเท่ากับแว่นที่เอ็งใส่เพราะค่าสายตาต่างกัน แต่มันก็พอแก้ขัดได้”
หนึ่งบอกลาภรรยาและลูกทั้งสองของเขาหลังจากมาอยู่ที่หนองนกเอี้ยงเพียงสามวัน เขาบอกว่าจะออกไปหาแบตเตอรี่และแผงโซล่าเซลกับคนของออด อาจไปหลายวันหน่อย เขากำชับให้สามแม่ลูกอยู่ร่วมกับนุช เด่น และปุ๊ก ที่บ้านของสอง
ห้ามไปอยู่ที่บ้านสวนของเขา เพราะที่นั่นห่างไกลกลุ่มคน และมีช้างป่าาเ็อยู่ในสวน
ไนซ์นึกถึงภาพพ่อที่กอดแม่ จูบหน้าผากแล้วบอกลาแม่ ดึงตัวพี่นัทเข้ามากอดลูบหัวเบาๆ
ไม่บ่อยที่พ่อจะกอดพี่นัท พ่อมักทำเป็เล่นตัวเมื่อลูกสาวเข้ามาคลอเคลีย ถึงจะแอบยิ้ม ก็จะเแกล้งทำเป็ผลักใส แต่วันนั้นต่างออกไป..
ส่วนกับเขา วันนั้น พ่อยิ้ม แล้วตบหัวเขาแรงๆ บอกว่า เราผู้ชายไม่กอดกัน
เขาสังเกตเห็น ดวงตาพ่อแดงก่ำคล้ายคนอดนอน ก่อนพ่อจะจากไป โดยไม่เอาอะไรติดตัวไปเลย ไม่ว่าอาวุธหรือเครื่องมือเครื่องใช้ พ่อบอกว่า...
“น้าออดเตรียมไว้ให้หมดแล้ว”
“ไอ้ตัวภาษาปะกิด คำสุดท้ายนั่น มันแปลว่าอะไรวะไอ้หนู ตอนพ่อเอ็งยื่นให้ปู่ มันให้ปู่อ่านด้วย ตอนนั้น ปู่ก็ไม่กล้าถามอะไรมันหรอก”
“มัน.. มันเป็นามแฝงของพ่อครับ” ไนซ์ตอบด้วยใบหน้าที่ซีดขาว
“โอ เอ็น อี อ่านว่า วัน แปลว่า หนึ่ง”
Trust no one. คำนั้น จริงๆแล้ว แปลว่า อย่าไว้ใจใคร แต่พอเขาตอบออดไปอย่างนั้นเพื่อไม่ให้ออดรู้ความหมายที่แท้จริง เขาก็รู้สึกเย็นวาบ หรือว่า One คำนั้นคือ หนึ่ง แทนตัวชื่อพ่อเขาจริงๆ
หนึ่งเดินโซเซจากหนองน้ำ เดินข้ามผ่านถนนลาดยางที่เงียบเหงาไร้การสัญจร แม้จะเป็ยามสาย อุณหภูมิก็ยังต่ำกว่าสิบองศาเซลเซียส ฟ้าสีหม่นเทา สีสันของโลก ไม่เหมือนกับโลกที่เขาเคยรู้จัก
เขาเดินผ่านบ้านหลังน้อย ที่เขาพาคนมาสร้างไว้เพื่อเป็ที่พักตอนเข้ามาดูแลสวน ความคลุ้มคลั่งกระหายเริ่มเกาะกินทั้งจิตใจ เขากัดฟันกรอดๆ น้ำลายสอที่มุมปาก ในที่สุดก็ย้อยหยดลงที่หน้าอกโดยที่เขาไม่สนใจมัน
หนึ่งตาเบิกโพลง เขาได้กลิ่นเืเนื้อโชยมา ความโหยหิว ไม่เหลือที่ให้ความนึกคิดอื่นอีก เขาพุ่งพรวดราวสัตว์ป่าพร้อมเสียงร้องก้อง
วิ่งลึกมาในสวนของเขาราวสองร้อยเมตร หนึ่งโดดตัวลอย โจนหาเป้าหมายที่เขาเห็นเป็อาหาร
ช้างป่าโทนเจ็บหนักตัวหนึ่ง นอนคุดคู้ ต้นยางพาราและกอไผ่บริเวณรอบๆ ล้มพังยับเป็วงกว้าง ด้วยความเกรี้ยวกราดของมัน
หูของมันดีเป็เลิศ แรงะเืน้อยนิดบนพื้นดินจากการวิ่งตะบึงเข้ามาของมนุษย์คนหนึ่ง เพียงพอทำให้มันตื่นตัว นับประสาอะไรที่ยังแหกปากร้องก้องตลอดทางที่วิ่งมา ตาที่ดูตี่เล็กเมื่อเทียบกับขนาดตัวที่ใหญ่โตของมัน ฉายแววบ้าคลั่งพอกันกับอีกฝ่าย
มันพิการ จากาแที่กระดูกโคนขาหน้าด้านซ้าย มันโดนะุลูกโดด จากปืนลูกซองของออด ที่เข้ามาเก็บหน่อไม้และเกิดปะทะกันครั้งก่อน ทั้งยังมีแผลฉกรรจ์ที่โคนงวง และซอกขาหน้าอีกอย่างละที่
น้ำหนักตัวอันมหาศาลของมัน ทำให้ขาที่เหลือทั้งสามของมันไม่สามารถพยุงตัวอยู่ได้ กระนั้น ความดุร้ายของมันกลับเพิ่มตามอาการาเ็ ช้างเป็สัตว์ที่สายตาไม่ดีนัก แต่ประสาทรับกลิ่นของมันอยู่ในขั้นยอดเยี่ยม
ร่างของมนุษย์ตัวจ้อยที่โจนเข้าหามันอย่างไม่รู้จักกลัวตาย ถูกงวงของมันเหวี่ยงสะบัดฟาดสวนดังสนั่นทั้งที่มันยังยืนขี้นไม่ได้เต็มตัว
ผลั้วะ!!...
ตุ้บ!!..
หนึ่งถูกฟาดกระเด็นเบี่ยงไปด้านข้างของเ้าช้างลำบากตัวนั้น กลิ้งคลุกฝุ่นแล้วนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง
เ้าช้างที่งาสองข้างบิดเบี้ยวไม่เท่ากันตัวนั้น หันกายอย่างยากลำบาก พร้อมแผดเสียงสนั่น เดินโขยกเข้าหา
ครึ่กก!!!
ได้เพียงก้าวเดียวมันก็ทรุดฮวบหน้าทิ่ม งาข้างหนึ่งปักดิน ขาหน้าทั้งคู่คุดคู้ ตัวสั่นระริก
ขณะมันพยายามยันกายขึ้นอีกครั้ง ร่างที่อยู่ห่างปลายงวงของมันแค่ราวหนึ่งฟุตก็ค่อยๆยันกายลุกขึ้นเช่นกัน
ดวงตาหนึ่งแดงก่ำราวกับสีเืที่กำลังไหลพรั่งพรูออกจากปากและจมูก
ความเ็ปของกระดูกซี่โครงที่หัก เรียกสติของหนึ่งกลับมา จากที่เลือนลางเหมือนเฝ้าดูร่างกายของตนเคลื่อนไหวอย่างคลุ้มคลั่งโดยควบคุมไม่ได้ กลับมาเป็เ้าของร่างตัวเองอีกครั้ง
ทว่าความกระหายเื ก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย
หนึ่งขยับเดินโซเซออกไปทางด้านข้างของตน เ้าพลายงาบิด หมุนตัวตามอย่างยากลำบาก
เขาเดินไปสี่ห้าก้าวแล้วก็หยุดรอให้มันหมุนตัวหันหน้าตามเขา แล้วเขาก็เดินต่อและหยุดอีกครั้ง
เมื่อมันขยับหันหัวตาม เขาก็เริ่มเดินอีกครั้ง เป็การเดินวนรอบตัวมัน อดทนอย่างเนิ่นนาน
หูของเขาใด้ยินเสียงหัวใจของมันเต้นเร็วถี่ แต่เบาลงทุกที
“ผมตั้งใจจะทำไบโอดีเซล ที่มีคุณภาพสูงกว่าน้ำมันปาล์มที่ปู่ใช้อยู่”ไนซ์พูดกับออดขณะที่ใช้ผ้าเช็ดเลนส์แว่นตาอย่างทะนุถนอม
“ผมรู้ว่าปู่ยังไม่เชื่อว่าผมทำได้ แต่ผมกับพ่อเคยทำมาแล้ว ที่ท่าจันทร์ เราหาน้ำมันปาล์มได้น้อย เราเลยตัดสินใจกลั่นน้ำมันไพโรไลซีส น้ำมันที่กลั่นจากขยะพลาสติก”
“ที่นี่ ปู่มีสวนปาล์ม มีน้ำมันปาล์มอยู่เยอะ แต่ผมบอกตรงๆ ว่ามันมีขีดจำกัด หากเป็อย่างที่ผมเข้าใจ ตอนนี้ปาล์มของปู่ น่าจะไม่ให้ผลแล้ว เพราะแสงแดดน้อย ปาล์มจะใบเล็กลง”
ออดพยักหน้า หรี่ตามองหน้าไนซ์อย่างทึ่งๆ
“หลังจากนั้นเราจะเริ่มทำน้ำมันไพโรไลซีส กลั่นจากขยะพลาสติก ยางรถยนต์ หรือแม้แต่ต้นยางพาราที่ตายแล้ว แต่ตอนนี้ ผมอยากขอร้องปู่”
“เอ็ง้าอะไรก็บอกปู่มา ปู่รับปากพ่อเอ็งไว้แล้วว่าจะดูแลครอบครัวเอ็ง”
“ผมอยากอยู่ที่นี่โดยไม่ต้องระแวงว่าใครจะเกิดคลุ้มคลั่ง ไล่ทำร้ายกันขึ้นมา ผมมีวิธีตรวจก่อนโรคกำเริบ ปู่สนใจมั้ยครับ”
ฝนกับนัท กำลังสับต้นมันสำปะหลังพันธุ์ปุยฝ้าย เพื่อนำไปปลูกบริเวณหลังบ้านของปุ๊ก บ้านของสองกับปุ๊ก เดิมเป็ร้านขายของชำ
เมื่อเกิดเหตุการณ์วันสิ้นโลก จึงมีอาหารเก็บตุนสำรองไว้จำนวนหนึ่ง แต่แม้ว่าจะหาอาหารจากทางอื่นมาเสริม รวมถึงมีเสบียงของนุชกับเด่น ที่ย้ายมาอยู่ด้วย ปริมาณอาหารก็ยังลดลงเรื่อยๆ
มันสำปะหลังพันธุ์ปุยฝ้าย ที่ได้ต้นพันธุ์มากจากท่าจันทร์ สองปลูกขยายไว้ในสวนหลังบ้านจำนวนหนึ่ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่แสงแดดส่องมาไม่ถึงพื้นดิน มันก็เป็พืชไม่กี่ชนิด ที่ยังรอดตายอยู่ได้
ไนซ์วางปืนพิงกับถังเก็บน้ำที่หลังบ้านของปุ๊ก ตอนนี้ รูเกอร์ 10/22 กลายเป็อาวุธคู่มือเขาไปเสียแล้ว ทุกคนต้องมีอาวุธอยู่ใกล้มือเสมอ เพราะไม่รู้ว่าจะมีคนบ้าคลั่งไล่กัดตนเองเมื่อใด
“ปู่ออดบอกมั้ย ว่าพ่อจะกลับเมื่อไหร่” นัทถามพร้อมจ้องหน้าไนซ์
ไนซ์หลบตาพี่สาว
“เอาแน่นอนไม่ได้หรอก แต่อย่าห่วงเลย ตอนอยู่ท่าจันทร์พวกตัวสั่นยั้วเยี้ยไปหมด พ่อก็ออกไปหาอาหารมาให้เราได้ตลอดทั้งปี”
ฝนปักลำต้นของมันสำปะหลังลงดิน หูก็คอยฟังลูกทั้งสองคุยกัน
ฝนรู้สึกว่าไนซ์เปลี่ยนไปมาก เธอเลี้ยงเขามาเองกับมือ แม้ความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยยังรับรู้ได้ นับประสาอะไรที่เธอรู้สึกว่า ไนซ์เปลี่ยนไปเป็คนละคนในชั่วข้ามคืน สายตาที่เคยหวาดกลัวทุกอย่างในโลก กลับกลายเป็เ็า
เขาดูกล้าหาญขึ้น เป็ผู้ใหญ่มากเกินตัว คิดและวางแผนเื่ต่างๆอย่างรัดกุม จนออดยังต้องรับฟังที่เขาพูด เป็เื่แปลก ที่เขาไม่ยอมสบตากับแม่และพี่สาว แต่กลับคอยดูแลเอาใจใส่ทั้งสองมากขึ้น
ไนซ์แทบไม่ยิ้มเลย ยกเว้นเวลาคุยกับแม่และนัท แต่ไม่ใช่ยิ้มแบบร่าเริงเหมือนก่อน เป็รอยยิ้มเหมือนพยายามทำให้ทั้งสองสบายใจ
บางทีฝนคิดว่าไนซ์ยิ้มได้เศร้ากว่าร้องไห้