บทที่ 30 จบการศึกษา กลับบ้านได้! (รีไรท์)
ที่ฟางจั๋วพูดออกมาในครั้งนี้ไม่ได้มีความหมายอะไรพิเศษ เขารู้ดีว่าเื่ของตัวเองกับเสิ่นทิงหงไม่มีทางเป็ไปได้ แต่ก็ไม่อยากทิ้งความรู้สึกเสียดายไว้ใน่วัยเยาว์ของตัวเองเช่นกัน
สำหรับเขา เสิ่นทิงหงคือแสงสว่างในวัยเยาว์ เป็ความรักที่ไม่อาจ
เมื่อตอนแรกที่รู้ว่าเสิ่นทิงหงได้ตกลงหมั้นหมายไปเรียบร้อย เขารู้สึกเ็ปมาก แต่ตอนนี้เขาคิดได้แล้ว คนบางคนมีบุพเพแต่ไร้วาสนา โชคชะตาถูกลิขิตมาให้เพียงพานพบเท่านั้น
เสิ่นทิงหงพยักหน้า “ขอบใจนะที่ชอบฉัน หวังว่านายจะได้เจอคู่ครองที่เหมาะสมเช่นกันนะ”
ฟางจั๋วรู้ผลลัพธ์มาั้แ่แรก เลยเตรียมใจมาแล้ว ตอนนี้จึงไม่รู้สึกเ็ปสักเท่าไหร่
“อืม ขอให้เธอมีความสุขเหมือนกันนะ”
นี่เป็คำอวยพรที่ดีที่สุดที่ฟางจั๋วจะพูดได้ ถึงจะพูดออกไปแล้ว แต่พอนึกถึงว่าผู้หญิงที่เขาแอบชอบมานาน สักวันต้องแต่งงานไปกับคนอื่น มันก็พลันอดรู้สึกขมขื่นไม่ได้
หลังจากทั้งคู่บอกลากันเรียบร้อยเสิ่นทิงหงก็ตรงกลับหอพัก
เสิ่นชิงชิงทำหน้ามุ่ยเพื่อประท้วงเธอ
แต่หลังจากเสิ่นทิงหงพูดเอาใจไปเล็กน้อย ทั้งคู่ก็เริ่มเก็บสัมภาระ
พวกเธอไม่ได้มีของสำคัญอะไร มีแค่ผ้าห่ม ที่นอน แล้วของใช้กระจุกกระจิกบางอย่างเท่านั้น
ทั้งคู่หาถุงกระสอบพลาสติกมาสองใบก็เก็บของทั้งหมดลงได้หมดเรียบร้อย
เสิ่นชิงชิงดูเป็สาวชาตรี ในมือถือถุงใส่ของข้างละใบแล้วพอเห็นเสิ่นทิงหงที่ไม่ค่อยมีแรง ก็แย่งของของเสิ่นทิงหงมาแบกขึ้นหลังให้ จากนั้นก็บอกลาหอพักที่อยู่กันมาถึงสองปี
เพิ่งเดินมาถึงหน้าประตูโรงเรียน เสิ่นชิงชิงก็มองเห็นเกวียนเทียบควายของหัวหน้าหมู่บ้าน มีหลิวเยว่กับเสิ่นต้าเฉียงสองคนนั่งอยู่ด้วย ซึ่งดูเหมือนเสิ่นชิงชิงจะเดาได้แต่แรกแล้ว “พ่อฉันคงยุ่งมากอีกตามเคย เฮ้ออ กะหล่ำน้อยเอ๋ย บนดินเหลือง ๆ ไม่มีใครรักอาาา….”
พอเห็นเธอพูดเล่นออกมา เสิ่นทิงหงก็ยิ้ม
กลุ่มของเสิ่นต้าเฉียงคอยมองอยู่ที่หน้าประตูอยู่แล้ว พอเห็นเด็กสาวทั้งสองคนเดินมาก็กุลีกุจอมาช่วยถือของทันที
พอเห็นเสิ่นชิงชิงถือของคนเดียวตั้งสามใบ หลิวเยว่กับเสิ่นต้าเฉียงก็รู้สึกเกรงใจไม่น้อย
“เ้าลูกคนนี้ ทำไมปล่อยให้ชิงชิงหิ้วของตั้งมากมายอย่างนี้หะ” หลิวเย่พูดพลางตบลงไปที่ไหล่เสิ่นทิงหงเบา ๆ
เสิ่นทิงหงยังไม่ทันได้อธิบาย เสิ่นชิงชิงก็ชิงพูดขึ้นยิ้ม ๆ
“คุณป้าคะ หนูอยากช่วยทิงหงถือเองค่ะ เธอถือไหวที่ไหนกัน”
“งั้นก็ขอบใจนะจ๊ะ วันนี้หัวหน้าหมู่บ้านมาไม่ได้ เลยวานให้ป้ากับลุงมารับพวกหนูกลับไปแทนน่ะ”
หลิวเยว่พูดอธิบายว่าทำไมเสิ่นเว่ยจวินถึงไม่มา
แน่นอนว่าเสิ่นชิงชิงรู้สึกชินกับเื่นี้มานานแล้ว
“หนูรู้แต่แรกแล้วค่ะว่าวันนี้พ่อก็มาไม่ได้อีกตามเคย ยังดีที่คุณลุงกับคุณป้ามานะคะ ไม่งั้นหนูคงได้แต่แบกของกลับเองแล้ว”
“ฮา…. เ้าเด็กนี่”
ทุกคนต่างถูกเสิ่นชิงชิงเย้าจนหัวเราะออกมา
ความจริงแล้วเธอยังสามารถนั่งรถเมล์กลับได้ แต่วันนี้เป็วันปิดภาคเรียน คนบนรถก็จะแน่นแน่ ๆ ดังนั้นพวกเสิ่นต้าเฉียงจึงอยากใช้รถเทียมควายมารับแทน
แม้ว่าเกวียนเทียมควายเคลื่อนที่ไม่ได้เร็ว แต่ก็ไม่ต้องเบียดเสียดกับใคร วันนี้มีคนที่ขนย้ายข้าวของกลับบ้านแบบพวกเขานั้นไม่น้อยแน่ ๆ อย่าให้ต้องไปเบียดดีกว่า
เสิ่นต้าเฉียงช่วยเอาของขึ้นเกวียนเสร็จเรียบร้อยก็ให้ภรรยาและเด็กสาวทั้งสองขึ้น และตัวเองก็นั่งบังคับเกวียนอยู่ด้านหน้า
ความจริงแล้วนักเรียนที่ไม่มีพ่อแม่มารับในวันนี้มีไม่น้อย บางคนมาจากพื้นที่กันดาร อาจไม่มีค่ารถกลับบ้านด้วยซ้ำ ได้กลับด้วยเกวียนอย่างเสิ่นทิงหงและเสิ่นชิงชิงถือว่าดีกว่าคนอื่นแล้ว
ถ้าต้องกลับไปนั่งรถเมล์ที่คนแน่น ๆ เสิ่นทิงหงคิดว่าตัวเองยินดีที่จะนั่งเกวียนมากกว่า
ประสบการณ์จากการนั่งรถเมล์เมื่อคราวก่อน แค่นึกถึงก็ทำให้เธอรู้สึกเวียนหัวแล้ว
เธอมายุคนี้ไม่ทันไรก็ต้องมาโรงเรียน ตอนนี้ก็ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้วที่ไม่ได้เจอหน้าพ่อแม่ตัวเอง เสิ่นทิงหงรู้สึกอยากใกล้ชิดเป็พิเศษ
หญิงสาวดึงผู้เป็แม่มาใกล้พูดคุยถามไถ่เื่ต่าง ๆ มากมาย หลิวเยว่รู้สึกว่าั้แ่ลูกสาวฟื้นขึ้นมาจากอาการาเ็ก็เปลี่ยนเป็คนที่เข้าหาง่ายขึ้น ก่อนหน้านี้แม้แต่กับพวกเขา เธอก็ยังมีบางทีที่แสดงนิสัยไม่ดีออกมา
“บ้านใกล้จะสร้างเสร็จแล้ว รอแต่ลูกกลับไปยกคานด้วยกันน่ะ พ่อกับแม่เลือกห้องที่ใหญ่ที่สุดไว้ให้ลูกแล้วด้วย ถึงตอนนั้นลูกอยากตกแต่งห้องยังไงก็ได้เลย” หลิวเยว่บอก
“ขอบคุณค่ะ พ่อแม่ดีที่สุดเลย” เสิ่นทิงหงยอ
การมีพ่อแม่คอยเอาใจใส่นั้นดีจริง ๆ ขณะเดียวกันหญิงสาวก็รู้สึกผิดเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเ้าของร่างเดิมหายไปไหน ได้สลับร่างไปใช้ชีวิตของเธอแทนแล้ว หรือว่า…
ถึงยังไงตอนนี้เธอก็ยืมร่างของคนอื่นใช้อยู่ ความรักที่เธอได้รับตอนนี้ล้วนเป็ความรักที่มอบให้แก่เ้าของร่างเดิม แม้ว่าพวกเขาจะเป็สองิญญาที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เธอก็เป็ห่วงอยู่เล็กน้อยว่าเ้าของร่างเดิมไปอยู่ไหน
….
เสิ่นชิงชิงที่อยู่ข้าง ๆ ยังอดอิจฉาไม่ได้ ถึงพ่อแม่เธอจะรักเธอไม่น้อย แต่ห้องที่ใหญ่ที่สุดในบ้านยังเป็ของพี่ชายเธอ เสิ่นเจียงปิงโดยอาศัยอยู่กับพี่สะใภ้คนโต ส่วนน้องชายเธอ เสิ่นเจียงฉีก็มีห้องเป็ของตัวเองเหมือนกัน ส่วนห้องของเธอนั้น ได้มาหลังจากเสิ่นเสี่ยวชุ่ย พี่สาวคนโตของเธอได้แต่งงานออกไป และเดิมทีห้องนี้เป็ห้องที่เธออยู่ร่วมกันกับพี่สาวสองคน
คุณลุงกับคุณป้าช่างรักเอ็นดูเสิ่นทิงหงนัก ยังไม่เคยได้ยินเลยว่ามีครอบครัวไหนที่ที่บ้านมีลูกชายอยู่สองคนแล้ว ลูกสาวยังสามารถอยู่ในห้องที่ใหญ่ที่สุดในบ้านได้
ไม่กี่คนบนเกวียนต่างพูดคุยหัวเราะกันมาตลอดทางเกือบสองชั่วโมง จึงมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน ตอนนี้เสิ่นทิงหงถึงรู้ว่าพ่อแม่ต้องใช้เวลาถึงสองชั่วโมงกว่าในการนั่งเกวียนเพื่อมารับที่โรงเรียน นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องออกมาเช้าขนาดไหนกันนะ
ที่ทางเข้าหมู่บ้านมีเด็ก ๆ วิ่งเล่นกันอยู่สองสามคน พวกเขามองตามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นเกวียนควายเข้ามา
เสิ่นชิงชิงเป็เหมือนท่านอ๋องในหมู่เด็ก ๆ ของหมู่บ้าน ถึงเธอจะเรียนมัธยมปลายจบแล้ว แต่เด็ก ๆ ในหมู่บ้านยังชอบเธอมาก ไม่นานก็ต่างล้วนวิ่งกันเข้ามารุมล้อมเธอ ร้องโหวกเหวกเสียงดังเหมือนลูกเจี๊ยบตัวน้อย ๆ กันอย่างครื้นเครง
ไม่ง่ายเลยกว่าเสิ่นชิงชิงจะหลุดออกมาจากพวกเด็ก ๆ ได้ จากนั้นก็เข้ามาพูดกับกลุ่มของเสิ่นต้าเฉียงอย่างเกรงใจ
“คุณลุง คุณป้า ขอโทษที่ทำให้เสียเวลานะคะ”
“พูดอะไรน่ะ ให้พวกเราไปส่งหนูกันก่อนเถอะ แล้วพวกเราค่อยเอาเกวียนเทียมควายไปคืนก็ได้” เสิ่นต้าเฉียงพูด
“ไม่ต้องค่ะ ไม่ต้อง หนูกลับเองได้ค่ะ” พูดเสร็จเสิ่นชิงชิงก็ะโลงจากเกวียน พลางคว้าถุงกระสอบพลาสติกสองใบของตัวเองได้ก็วิ่งจากไป
เสิ่นต้าเฉียง “…”
หลิวเยว่ “เด็กคนนี้นี่!”
เสิ่นทิงหงกลับรู้สึกชินเสียแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าคนที่หยิ่งอย่างเ้าของร่างเดิมนั้นมาเป็เพื่อนสนิทกับคนกระโดกกระเดกแบบนี้ได้ยังไง แต่จะว่าไป นิสัยอย่างเสิ่นชิงชิงก็ทำให้คนชื่นชอบได้จริง ๆ
เสิ่นต้าเฉียงบังคับเกวียนไปส่งภรรยาและลูกที่บ้านเดิมตระกูลเสิ่นก่อน เพราะบ้านใหม่ยังสร้างไม่เสร็จ พวกเขาจึงต้องอาศัยกันที่บ้านนี้ไปก่อน และมีเพียงจางซู่ฉินที่คอยชักสีหน้าใส่เท่านั้น
อู๋อวิ๋นยังดีหน่อย ถึงจะดูขัดใจ แต่เพราะตอนนี้แยกบ้านกันไปแล้ว ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเองไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ดีเหมือนก่อน เวลาเจอหน้าหลิวเยว่ยังทักทายกันประโยคสองประโยคได้ เพราะหลังจากแยกบ้าน แต่ละคนก็เปลี่ยนไปอย่างแท้จริง