“มาข้าช่วย” เ้าหยางหลงลุกขึ้นไปยกถาดใส่สำรับจากมือนางที่มี ‘ข้าวต้มหมู’ หอมกรุ่นชามใหญ่ มันน่าทานจนเขาอดลอบกลืนน้ำลายลงคอไม่ได้ อึ่ก!
เจียวหนิงอันมองเห็นบุรุษคมคายในชุดสีน้ำเงินรางๆก็อมยิ้ม พลันนึกไปถึงภาพที่เ้าหยางหลงล้มลงเปื้อนโคลนกลางทุ่งนาเมื่อวันก่อนทำให้นางแอบหัวเราะตามหลังจนถึงโต๊ะไม้กลมด้านหน้า
“หัวเราะสิ่งใดรึ?” คนฝึกวรยุทธ์หูดีกว่าคนธรรมดาถามขึ้นมาเมื่อนั่งลงบนเก้าอี้
“เปล่า..แค่ดีใจที่จะได้เจอกับบิดา”
“เลยหัวเราะ?” ทำหน้างง
“เป็เช่นนั้น” นั่งลงตรงกันข้ามโดยที่ไม่มีการกระทบกระทั่งกับของรอบกายเลยสักนิด เป็ภาพที่เ้าหยางหลงเห็นมาจนชินแล้ว
ทั้งคู่ต่างรับสำรับกันอย่างไม่เร่งรีบเพื่อรอคนนำทางที่นัดกันไว้ว่าจะมาที่นี่ในอีกสองเค่อ สัมภาระต่างๆถูกเตรียมไว้พร้อมสรรพบนหลังม้าแล้วั้แ่เมื่อวานด้วยฝีมือของฟงอีองครักษ์คนสนิทที่จะร่วมควบม้าเคียงข้างองค์ชายเ้าหยางหลงไปด้วย สาเหตุที่เ้าหยางหลงไม่ใช้รถม้าเป็เพราะว่า้าย่นระยะเวลาให้สั้นลงกว่าเดิมตามที่เจียวหนิงอัน้า เหตุที่ต้องเร่งรีบเดินทางเพราะมันคือวันที่ท่านพ่อได้สัญญาเอาไว้ว่าท่านจะกลับมาอยู่ที่กระท่อมปลายนาในวันเกิดอายุครบยี่สิบเจ็ดปี นี่เป็ครั้งแรกที่นางจะได้พบหน้ากับท่าน..ที่อยู่เพียงในความทรงจำมาตลอดจนถึงตอนนี้
เมื่อทราบว่าอีกไม่กี่วันจะถึงวันเกิดอายุครบยี่สิบเจ็ดปีของนางก็ทำให้เ้าหยางหลงแอบคิดคำนวณในใจแล้วพบว่า ‘นางอายุมากกว่าตนถึงสิบเอ็ดเกือบสิบสองปี’ ถ้าเป็สตรีคนอื่นตัวเขาก็คงจะเรียกว่าท่านน้าแล้วกระมัง...แต่นี่คือหนิงอัน ‘สตรีที่เขาควรละเว้น’
กุบกับๆๆ กุบกับๆ เสียงควบม้าดังขึ้นไม่ไกลเรียกสายตาให้คนมองเห็นและมองไม่เห็นหันไปมองได้เป็อย่างดี
“พร้อมกันหรือยังแม่นางเจียว” ท่านลุงผู้นำทางคือคนที่มาช่วยเกี่ยวข้าวเมื่อสองวันก่อนนั่นเอง ‘ท่านลุงฉี’
“เ้าค่ะท่านลุง” เจียวหนิงอันลุกขึ้นยืน รอเ้าหยางหลงนำสำรับไปเก็บไว้ด้านหลังเพียงครู่ ก็กลับมาปิดประตูกระท่อมโดยมีทหารทั้งหญิงและชายคอยเฝ้าไว้อยู่แล้วอย่างไร้ความกังวล
“มาเถิดหนิงอัน” เ้าหยางหลงแตะข้อศอกของนางให้เดินตรงไปยังม้าตัวใหญ่ที่องครักษ์ฟงอีจูงมารอท่า
ในใจสตรีนึกหวาดหวั่นเพราะตนเองนั้นขี่ม้าไม่เป็แต่จะให้นั่งรถม้าเดินทางไป ท่านลุงฉีกลับบอกว่ามันใช้เวลานับสิบวันกว่าจะเดินทางไปถึง มิสู้ควบไปเองยังจะดีกว่า นางจึงไร้คำคัดค้านและเมื่อเดินเข้าไปใกล้ม้าตัวนั้น....นางก็รู้สึกว่าร่างกายตนเองลอยขึ้นสูง ฟุ่บ!!!
“ว๊าย!!” สตรีตัวน้อยถูช้อนอุ้มขึ้นควบม้าที่มีผ้าหนาๆรองบนหลัง สองมือบางรีบจับแผงคอม้าอย่างรวดเร็วเพราะกลัวว่าตนจะตกลงมา
ฟุ่บ!! เสียงคนขึ้นม้าซ้อนด้านหลังของนางพร้อมกับยื่นมือมาจับสายบังเหียน แผ่นหลังสตรีแนบชิดอกอุ่นราวกับเกราะคุ้มกันชั้นดี
เจียวหนิงอันรู้สึกตัวพลันร้องค้านเสียงดังลั่น “เ้าลงไปนะหยางหลง ม้ามีถึงสองตัวใยเ้าไม่ไปนั่งตัวนั้นเล่า!!” ก้มตัวไปข้างหน้าอย่างไม่อยากจะถูกตัวบุรุษรุ่นเยาว์กว่า
“ไม่ไป นั่นมันม้าของฟงอี” พูดเสียงราบเรียบ
“แต่ว่า..”
“รึหนิงอันขี่ม้าเป็?”
“_” เป็ที่ไหน...แต่ไร้คำพูด
“ถ้าเป็ จะขี่เองก็ได้นะ” เ้าหยางหลงปล่อยสายบังเหียนทำท่าจะลงจากม้า เขารู้ว่านางไม่มีทางควบม้าเป็เพียงแต่เขากำลังลองใจนางว่านางจะทำเช่นไร
หมับ!! มือบางรีบจับแขนของบุรุษเอาไว้..เสียงตอบของนางดังอ้อมแอ้มๆ “ขี่ไม่เป็”
“ข้าก็คิดอยู่” มือแกร่งดึงรั้งคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าให้ขยับเข้ามาพิงอกตนเองดีๆ “เกาะแขนข้าไว้แน่นๆด้วยเล่า” กระซิบชิดใบหูเล็กแดงก่ำพร้อมหันมองลุงฉี “เดินทางเถิดขอรับเสียเวลามามากแล้ว”
“อืม เช่นนั้นก็ไปกันเถิด” ลุงฉีเริ่มควบม้าออกเดินนำไป ตามติดด้วยเ้าหยางหลงที่มีสตรีปิดตานั่งอยู่ด้านหน้าและฟงอีควบม้าแบกถุงเสื้อผ้ากับของใช้อยู่ด้านหลัง รอบๆ บริเวณยังคงได้ยินเสียงเงามากมายพริ้วกายคอยติดตามอารักษ์ขาไม่ห่าง
เพียงแค่ครึ่งวันเท่านั้น เจียวหนิงอันที่นั่งในท่าเดิมมาตลอดทางถึงได้รู้ว่าตนเองนั้นคิดผิด อาการปวดเมื่อยเนื้อตัวทั้งที่นั่งพิงอกเ้าหยางหลงมาตลอดทำให้นางผล็อยหลับไปทั้งอย่างนั้น
คนตัวใหญ่แต่อ่อนวัยกว่าได้แต่ส่ายหน้าและสงสารเพราะอย่างไรนางก็เป็เพียงสตรีไร้วรยุทธ์หาใช่สตรีที่หาญกล้าไปเสียทุกเื่เฉกเช่นเ้าเฟิ่งเซียนแฝดผู้น้องของตน สามบุรุษต่างวัยควบม้ามาไกลมองเห็นโรงเตี๊ยมอยู่รำไรในระยะหนึ่งลี้ เ้าหยางหลงจึงสั่งให้ทุกคนพัก
“หนิงอัน” เขย่าแขนเรียกสตรีตาบอดผู้บอบบางในท่าหลับคอเอียง “หนิงอันตื่นก่อน”
“อืม..ม” คนงัวเงียส่งเสียงน่ารักในลำคอตรงหน้าอกแกร่งก่อนจะเริ่มรู้สึกตัว
“หนิงอัน” ☺️☺️ ‘น่ารักจริงๆ’
“ถึงแล้วใช่หรือไม่” นางแหงนหน้ามองถามคำถามด้วยปากสีชมพูจิ้มลิ้ม ดวงตาปกปิดด้วยผ้าบางดูน่าค้นหา แววตาใต้ผ้าบางคล้าย ๆ สั่นไหวแต่เห็นได้ไม่ชัดเจน
ใจบุรุษเต้นแรงอย่างไม่ทราบสาเหตุ…เต้นแรงอย่างไม่เคยเป็กับผู้ใดมาก่อน มือแกร่งโอบรัดแ่เบาตรงเอวบางของสตรีตรงหน้า ลูบวนขึ้นลง มองกลีบปากเล็กจิ้มลิ้มคล้ายๆ เชิญชวนให้เข้าหา ชั่วขณะหนึ่งในสำนึกสั่งการว่า ‘เขาชมชอบนาง’ มันชัดเจนขึ้นอย่างน่าใแรงดึงดูดมหาศาลทำให้เขาเผลอก้มหน้าลงต่ำ..ต่ำลงเรื่อยๆ และมอบจุมพิศแ่เบาบนริมฝีปากบางล่อตานั้น จุ๊บ!
“อ้ะ!!” เจียวหนิงอันสะดุ้งรีบถอนใบหน้าออกห่างและหันหน้ากลับไปมองข้างทางทำท่าเงอะงะ นางหันซ้ายหันขวาราวกับว่าตนเองมองเห็นผู้คนโดยรอบทั้งๆ ที่มีผ้าปิดตาอยู่
กิริยาน่ารักทำให้ฝ่ายบุรุษอดไม่ได้ “หึหึ” ปล่อยเสียงหัวเราะในลำคอเหนือศรีษะเล็ก “ริมฝีปากเ้านุ่มนิ่มยิ่งนักหนิงอัน” กอดรัดเอวแน่งน้อย…อย่างสำราญ
“ปล่อยข้านะ!! เ้าล่วงเกินข้า พาข้าลงไปด้านล่างเดี๋ยวนี้เลย” น้ำเสียงแง่งอนปนเขินอาย ใจนางอยากจะทุบตีบุรุษด้านหลังให้ทรุดลงไปกองกับพื้นเสียเดี๋ยวนั้นถ้าไม่ติดว่านางตัวเล็กและไร้กำลังวังชาอีกทั้งยังอยู่ในคราบสตรีตาบอดอีกด้วย มองอย่างไรก็เสียเปรียบ เื่บนหลังม้าเมื่อครู่เจียวหนิงอันรู้..ว่าใครๆ ก็ต้องเห็น ‘อับอายยิ่งนัก’
“ล่วงเกินแล้วอย่างไร..ข้าพร้อมรับผิดชอบเ้าอยู่แล้ว” ฟุ่บ!!! ะโลงจากม้า อ้าแขนรอสตรีตัวน้อยอยู่ด้านล่างที่ทำท่าไม่คล้ายคนตาบอดเลยสักนิด นางยื่นมือไปให้เขาจับอย่างลืมตัวก่อนจะปล่อยให้เขาอุ้มลงมายืนบนพื้นจับจูงกันไปยังด้านหน้าโรงเตี๊ยม “ฮ่องเต้เพ่ยหานหรงเคยกล่าวกับข้าว่าหากพบเจอสตรีที่ทำให้ใจเต้นแรงก็แสดงว่านางคือคนที่ใช่” หันมองสตรีด้านข้าง “อย่างที่พระองค์ว่า..หากไม่พานางมาอยู่ใกล้ตัวและนางเสีย วันหน้าหากข้าเสียนางไปก็ไม่พ้นต้องเสียใจไปตลอดชีวิต...ซึ่งข้าก็คิดว่ามันถูกแล้ว” เดินไปนั่งยังโต๊ะที่ฟงอีเตรียมไว้ “หนิงอันคิดเห็นอย่างไร” ยิ้มหวานแม้จะรู้ว่านางไม่เห็น
“แต่มิใช่กับสตรีตาบอดและอายุมากกว่าเช่นข้า” พยายามคุมเสียงตนเองมิให้สั่น
“ข้าบอกแล้วว่าทุกอย่างหาใช่เื่ใหญ่ ท่านแม่กล่าวว่าคู่ครองจะเป็ใครไม่สำคัญขอเพียงแค่ข้ารักชอบนางเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว” รินชาใส่ถ้วยให้กับตนเองและยื่นมันให้กับสตรีตาบอดที่เขาเริ่มรักชอบนางมากขึ้นเรื่อยๆ
“เ้าช่างเป็บุรุษใจง่ายนัก เพียงแค่มาอยู่ใกล้ข้าไม่ถึงเดือนกลับพูดเหมือนตกหลุมรักข้า..หรือนี่เป็เพียงเื่โกหกหลอกลวง”