เกี้ยวรักท่านอ๋อง ฉบับชายาข้ามมิติ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 125 มิมีกะจิตกะใจใส่ใจนาง

            ที่แท้ความรู้สึกที่ชอบผู้ใดสักคนเป็นเช่นนี้นี่เอง

            มีความสุขก็เพราะเขา มิมีความสุขก็เพราะเขาตื่นเต้นก็เขา เศร้าโศกผิดหวังก็เขา รักและคิดถึงเขา แต่ก็ไม่ชอบเขา

            ชิมผลแห่งความรักไปแล้ว กัดเข้าไปพลันหวานถึงหัวใจทว่ากัดคำต่อไปกลับเปรี้ยวถึงกระดูก

            นางรู้สึกหลงทาง สับสน หนักใจ ถึงกับคิดว่าเหตุใดหรงซิวถึงเป็นคนเช่นนี้?

            ทั้งๆ ตอนที่เขาปฏิบัติต่อนางอย่างอ่อนโยนเขาจริงจังและจริงใจมากแท้ๆ

            ในชั่วพริบตาเขากลับเดินตามสตรีผู้อื่นไปโดยมิหันหลังกลับมาเลยไม่ได้กลับมาทั้งคืนทั้งยังมิบอกกระไรกับนางเลย

            ในใจของบุรุษ จะมีสตรีอยู่กี่คนกัน?

            อวิ๋นอี้มิมีคำตอบ

            นางคิดว่า บางทีนางอาจไม่เคยเข้าไปในใจเขาเลยจริงๆก็เป็นได้ มิเช่นนั้นเขาจะเปลี่ยนไปอย่างปุบปับได้อย่างไร?

            คิดว่าจะออกมาเดินเล่นทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นมองไปข้างหน้ากลับมาถึงโรงเตี๊ยมเกาเซิ่ง

            จ่างกุ้ยเห็นนางมาตั้งแต่ไกล จึงรีบออกมาทักทายเมื่อเห็นว่านางสีหน้าไม่ดีดูราวกับมีอารมณ์เศร้า เขาจึงพูดอย่างระมัดระวังว่า“เชิญพ่ะย่ะค่ะพระชายา”

            “อื้ม” อวิ๋นอี้พยักหน้ามิได้ยิ้มออกมา

            จ่างกุ้ยแน่ใจแล้วว่าวันนี้เจ้านายอารมณ์ไม่ดี

            ท่าทีของเขาเริ่มระมัดระวังและใส่ใจมากขึ้นเขาลองพูดถามว่า “ท่านอยากจะเข้ามานั่งหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? โรงเตี๊ยมได้จ้างพ่อครัวคนใหม่อาหารที่เขาทำอร่อยมาก ข้าให้เขาทำอาหารมาให้ลองดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

            “ได้”

            อย่างไรเสียเพลานี้นางก็มิอยากกลับจวนทั้งไม่รู้ว่าจะไปที่ใดได้

            ตอนที่ออกมา นางเอาแต่โกรธมิได้ทานอาหารใดๆเมื่อจ่างกุ้ยพูดก็ดูเหมือนว่าตัวหนอนตะกละในท้องของนางจะถูกกระตุ้นนางถึงได้รู้สึกหิวมาก

            จ่างกุ้ยต้อนรับอวิ๋นอี้ไปที่ห้องชั้นบนและให้นางสั่งอาหาร

            รายการอาหารของโรงเตี๊ยมถูกเพิ่มอีกครา อวิ๋นอี้พลิกดูอาหารใหม่ส่วนใหญ่นางยังมิเคยทาน จึงให้เขาแนะนำมาสองอย่าง

            “ปลากรอบจานนี้ทำจากปลาตะเพียนสดพ่ะย่ะค่ะทำให้มันแห้ง แล้วใส่ลงในน้ำมัน ทอดด้วยไฟกลาง…”

            อวิ๋นอี้ฟังก็ทำเอาน้ำลายไหล จึงพูดขัดจังหวะ“เอาอันนี้แหละ ยังมีกระไรอีกหรือไม่?”

            “หน่อไม้หน้าหนาวแช่เช้าจานนี้ต้องแกะเปลือกหน่อ...”

            “อืม จานนี้แหละ”

            หลังจากถูกขัดจังหวะสองคราติดต่อกันจ่างกุ้ยพลันเหมือนจะเข้าใจแล้ว จึงได้แต่ยิ้ม "พระชายาทานอาหารคนเดียวข้าน้อยจะเตรียมทัง[1] ให้นะพ่ะย่ะค่ะคิดว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?"

            “ไปจัดการเถิด”อวิ๋นอี้โบกมือไล่เขาออกไป

            ให้บอกชื่ออาหารก็บอกชื่อสิ จะบอกวิธีทำไปทำไมทำเอานางอยากทานจนเกือบลืมความโศกเศร้าในใจไปเลย

            จ่างกุ้ยผู้นี้มิรู้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ

            ห้องที่อวิ๋นอี้อยู่คือที่ที่นางมาทำงานบ่อยๆระหว่างรออาหาร นางก็นั่งหลังโต๊ะและเปิดบัญชีดู

            หากจะมีสิ่งใดที่ทำให้นางมีความสุขได้นั่นก็คือตัวเลขที่เขียนไว้อย่างหนาแน่น

            หลังจากที่ชื่อเสียงของโรงเตี๊ยมเกาเซิ่งดังออกไปตราบใดที่การบริการด้านอื่นๆ ทำได้ดี การดำเนินธุรกิจก็ไม่เป็นปัญหาซึ่งเห็นได้จากรายได้รายวันที่มั่นคง

            นางพอใจกับผลลัพธ์นี้มากจะมีผู้ใดไม่ชอบว่าหาเงินได้เยอะๆ บ้างเล่า?

            แม้ว่าอวิ๋นอี้จะเคยเป็นนักวางแผนการตลาดทว่าความรักในเงินของนางนั้นไม่น้อยไปกว่านักธุรกิจผู้ทะเยอทะยาน

            ไม่นานมานี้ ลู่จงเฉิงกล่าวถึงที่ตั้งของร้านใหม่มิรู้ว่าเพลานี้เป็นอย่างไรบ้าง?

            มีเวลาคิดว่าจะไปหาเขา

            “ก๊อก ก๊อก ก๊อก!”

            นางดูบัญชีอย่างจดจ่อ ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตู

            อวิ๋นอี้คิดว่าเป็นจ่างกุ้ยนึกว่าอาหารพร้อมแล้วจึงรีบลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะกลมแล้วพูดว่า "เข้ามา"

            ประตูถูกผลักเปิดออกทว่าผู้ที่ปรากฏต่อหน้านางกลับเป็นลู่จงเฉิงคนที่เพิ่งพูดถึง

            พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มาจริงๆ [2] ...

            อวิ๋นอี้ลุกขึ้นและพยักหน้าให้ลู่จงเฉิง"ท่านมหาเสนาบดีลู่"

            แววตาของเขาเป็นประกายขึ้นเล็กน้อยและพยักหน้า"ท่านมาแล้ว"

            นางตอบด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าค่ะเดินมาที่นี่จึงมาดู ท่านว่างวันนี้หรือเจ้าคะ?”

            เท่าที่นางรู้ ผู้ที่อยู่ข้างหน้านางนั้นจิตใจแน่วแน่

            เขาเปิดหน้าร้านสองแห่งด้วยความตั้งใจการทำเงินหรือไม่นั้นเป็นเรื่องรอง มันมิได้ส่งผลต่อจิตใจของเขาอยู่ดี

            หากมิใช่เพราะนางรีบไปให้คำแนะนำแก่เขาร้านของเขาคงจะตายมิตายแหล่เป็นแน่

            ต่อมานางทำสิ่งต่างๆ ให้ ร้านทั้งสองดำเนินกิจการได้ในฐานะเถ้าแก่ใหญ่อย่างเขา ยังคงไม่ค่อยปรากฏตัวในร้านมากนัก

            เห็นเขาในเช้าตรู่เช่นนี้ ตกใจไม่น้อยเลยจริงๆ

            “ข้าว่างมาตลอด"ลู่จงเฉิงยืนอยู่ที่ประตู เสียงของเขายังพูดไม่จบเสียงฝีเท้าและเสียงของจ่างกุ้ยพลันดังมาจากข้างหลังเขา "โอ้เถ้าแก่อยู่ด้วยหรือขอรับ? ข้านำอาหารมาให้พระชายา”

            อาหารสองอย่างและทังหนึ่งถ้วยถูกวางบนโต๊ะสีกลิ่นหอมและรสชาติล้วนดูดี ดูน่ารับประทานมาก

            หนอนตะกละในท้องอวิ๋นอี้ดูเหมือนจะกระฉับกระเฉงขึ้นนางพยายามจะไล่คนออกไปอย่างสุภาพ นางเงยหน้าขึ้นพลันเห็นสายตาของลู่จงเฉิงมองตรงไปที่ปลากรอบ

            เอ่อ

            นางถอนหายใจแล้วถามอย่างเคารพ“ท่านมหาเสนาบดีลู่มาตั้งแต่เช้าตรู่ คงจะยังมิได้ทานข้าวใช่หรือไม่เจ้าคะ? ทานด้วยกันไหมเจ้าคะ?”

            “พ่ะย่ะค่ะ”

            จากที่ทานคนเดียว กลับกลายเป็นสองคน

            จ่างกุ้ยรู้ความ จากนั้นบนโต๊ะก็เต็มไปด้วยอาหาร

            อย่างไรเสีย เถ้าแก่ใหญ่มิได้เข้ามาบ่อยเมื่อเขามาต้องถือโอกาสแสดงออกดีๆ

            อาหารเช้าของอวิ๋นอี้ทำให้นางอิ่มเอมใจ

            อาหารอร่อยมากจริงๆหากมิใช่เพราะว่าท้องตึงไปหมดแล้ว นางคงก้มหน้าทานต่อไปอีก

            จ่างกุ้ยมาเก็บโต๊ะทั้งสองเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างเกียจคร้านเล็กน้อย อวิ๋นอี้เหลือบมองลู่จงเฉิงราวกับว่าเขามิได้ตั้งใจจะออกไป

            หากเขาไม่ไป นางก็ไม่ควรไล่

            หลังจากนั่งบนเก้าอี้อยู่นานอวิ๋นอี้ก็คิดเรื่องที่ตั้งของร้านใหม่ได้ จึงถามขึ้น

            “ทุกอย่างกำลังดำเนินการในช่วงนี้อากาศดี คนงานรีบเร่งทำงาน หากวันใดท่านว่าง ข้าจะพาไปดูพ่ะย่ะค่ะ”เขาพูดด้วยสีหน้านิ่ง

            อวิ๋นอี้ต้องตกลงแน่นอนอยู่แล้วจากนั้นจึงถามรายละเอียดบางอย่าง เมื่อเห็นว่ามิมีกระไรจะพูดแล้วในที่สุดลู่จงเฉิงก็ลุกเดินออกไป

            ขอบคุณพระเจ้า

            ทันทีที่เขาจากไป ห้องพลันว่างเปล่าเหมือนกับหัวใจที่ว่างเปล่าของนาง

            อวิ๋นอี้มิอยากนึกถึงหรงซิวจึงฝังตนเองอยู่กับงานที่ยุ่ง

            บัญชีของโรงเตี๊ยมกำลังรอให้นางตรวจสอบและทบทวนในตอนที่ยุ่งๆ เวลาจะผ่านไปเร็ว

            ในช่วงโพล้เพล้ ท้องของนางร้องโครกคราก

            อวิ๋นอี้เงยหน้าขึ้น ก็ตกใจที่เวลาเย็นเช่นนี้แล้ว

            นางลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว พลันรีบวิ่งออกไปข้างนอกหากนางไม่รีบกลับหรงซิวน่าจะเป็นห่วงแล้ว เขาเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย จะต้องว่านางแน่

            เมื่อคิดเช่นนี้นางก็ยิ่งตื่นตระหนกทว่าผู้ใดจะรู้ว่านางถูกมุมโต๊ะสกัดไว้ เกือบจะล้มลงจึงรีบใช้มือพยุงให้ร่างมั่นคง

            อวิ๋นอี้มึนเล็กน้อย แต่หลังจากที่รู้ตัว ใบหน้าของนางก็เย็นเยียบเสียดสีตนเอง

            เพลานี้เขาสนใจนางที่ใดกัน?

            หากเป็นเมื่อก่อน กลางวันไม่กลับบ้านตอนบ่ายก็ยังไม่กลับ เขามาตามตั้งนานแล้ว

            ทว่าทันทีที่หว่านฉือปรากฏตัวตอนนี้เย็นเสียเช่นนี้แล้ว แต่เขากลับเพิกเฉย

            บางทีเขาอาจจะยังไม่กลับจวนเสียด้วยซ้ำมิรู้ด้วยซ้ำว่านางมิได้อยู่ที่นั่น?

            ความรู้สึกอิจฉาริษยาและความเศร้าเกิดขึ้นอีกคราทำให้ใจของนางเจ็บปวด

            เชิงอรรรถ

            [1] ทัง 汤 แปลว่าซุป

            [2] พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา 说曹操曹操到 หมายถึง เพิ่งจะพูดถึงใครไปหยกๆก็ได้เจอทันที

    คล้ายกับเรื่องเกี้ยวรักท่านอ๋อง ฉบับชายาข้ามมิติ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน