แสงทินกรยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างที่ชำรุดของเรือนพักบ่าวไพร่ ทอดลำแสงสีทองตัดผ่านละอองฝุ่นที่ลอยล่องบนพื้น มู่ฝานนั่งขัดสมาธิอยู่กึ่งกลางลำแสงนั้น แผ่นหลังตั้งตรง ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอคล้ายคนหลับสนิท ทว่าภายในร่างกายกลับราวกับมีพายุคลั่งกำลังโหมกระพือ
พลังปราณขั้นก่อกำเนิดนั้นแตกต่างจากขั้นรวบรวมปราณอย่างสิ้นเชิง
หากขั้นรวบรวมปราณเปรียบเสมือนลำธารสายเล็กที่ไหลเอื่อย ขั้นก่อกำเนิดก็คือมวลน้ำมหาศาลที่ถูกกักเก็บจนปริ่มเขื่อนก่อนจะทะลักทลายออกมารวดเดียว ไอปราณสีเงินยวงอาบแสงดาวหมุนวนอยู่ในจุดตันเถียนอย่างหนาแน่นเป็พิเศษ มันกว้างขวางและทรงพลังกว่าเมื่อวานขนานใหญ่
นี่คืออานุภาพแห่งขอบเขต 'ก่อกำเนิด'
มู่ฝานค่อยๆ ลืมตาขึ้น แสงเรืองรองสีเงินจางๆ วูบผ่านั์ตาก่อนจะดับแสงลง เขากำหมัดแน่นแล้วคลายออก ทำซ้ำสลับกันเป็จังหวะ ััได้ถึงมวลกล้ามเนื้อที่อัดแน่นและแข็งแกร่งขึ้นกว่าเก่า ราวกับมีชั้นเกราะล่องหนซ้อนทับอยู่ใต้ิั
[ระบบแจ้งเตือน]ขอบเขตก่อกำเนิด ระดับต้น: หลอมรวมสมบูรณ์สิบส่วนความสามารถพิเศษที่ปลดล็อก: ดาราปราณ — สามารถดูดซับพลังงานจักรวาลจากดวงดาวได้ตลอดวันคืน แม้ในยามกลางวัน (ประสิทธิภาพสามในสิบส่วนของยามค่ำคืน)
มู่ฝานพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ หลังจากอ่านความนัยในหอคัมภีร์์เสร็จสิ้นเขาก็ปิดหน้าต่างระบบลง ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน ก้าวเท้าเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงประตูเรือนก่อนจะผลักมันออกไป
มวลอากาศยามเช้าพุ่งเข้ากระทบใบหน้า ให้ความรู้สึกเย็นสบายและสดชื่น กลิ่นหญ้าเปียกชุ่มน้ำค้างลอยมาปะปนกับกลิ่นหอมของอาหารจากห้องครัวหลังคฤหาสน์ที่เริ่มก่อไฟหุงหาอาหาร
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าอันรีบร้อนก็ดังกระชั้นชิดขึ้นมาจากทางทิศซ้าย
“คุณชาย! คุณชาย! คุณชาย!”
เสี่ยวชุ่ยวิ่งหน้าตั้งเข้ามาด้วยดวงตากลมโต ใบหน้าเอิบอิ่มไปด้วยความตื่นเต้นที่ยากจะเก็บกั้น ในมือสองข้างแบกตะกร้าสานใบโตจนร่างเล็กๆ ของนางแทบจะถลาล้มไปข้างหน้า
“เ้าจะรีบร้อนไปไย เดินดีๆ ไม่เป็หรืออย่างไร” มู่ฝานเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“คุณหนูรองสั่งให้ข้านำของมาส่งให้คุณชาย”
เสี่ยวชุ่ยวางตะกร้าสานลงกับพื้นอย่างระมัดระวัง แล้วจึงเลิกผ้าคลุมออก ด้านในจัดวางชุดอาหารเช้าชุดใหญ่เอาไว้อย่างประณีต มีทั้งข้าวต้มร้อนๆ หน้าปลาเค็ม ขนมจีบลูกโตสี่ลูก ไข่เยี่ยวม้าหั่นแว่น และที่ขาดไม่ได้คือไก่ต้มพะโล้ครึ่งตัวที่นอนนิ่งอยู่ก้นตะกร้า
มู่ฝานมองตะกร้าอาหาร แล้วหันไปมองเสี่ยวชุ่ย “คุณหนูรอง... ซูหลิงเอ๋อร์ส่งมางั้นหรือ”
“ใช่แล้วคุณชาย! แล้วก็มีคุณหนูใหญ่ด้วย ทั้งสองคนช่วยกันกำชับกับทางห้องครัวด้วยตัวเอง เช้านี้พ่อครัวใหญ่จึงรีบมาจัดการให้โดยไม่ปริปากบ่นสักคำเลย” เสี่ยวชุ่ยฉีกยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
มู่ฝานรับตะกร้าไปวางบนโต๊ะข้างประตู เขาหยิบขนมจีบขึ้นมากัดคำโต รสชาติของเนื้อหมูและกุ้งที่นุ่มละมุนลิ้นผสมผสานกับความหอมหวลอบอวลไปทั่วทั้งปากชวนให้เจริญอาหารยิ่งนัก
‘ซูเหยียนหราน...’
ชายหนุ่มนึกถึงรอยน้ำตาของหญิงสาวเมื่อรุ่งสางก่อนหน้านี้ นางพยายามฝืนยิ้มทั้งที่หัวใจบอบช้ำ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ลืมที่จะเอาใจใส่และดูแลผู้อื่น
ดูแลแนวหลังให้มั่นคง
เขาเอ่ยคำนั้นออกไปเพราะมันคือความจริง หาใช่เพียงคำปลอบโยนไร้แก่นสาร
“เสี่ยวชุ่ย” มู่ฝานเอ่ยถามขณะเคี้ยวอาหาร “คุณหนูใหญ่ อาการของนางดีขึ้นบ้างหรือไม่หลังจากผ่านพ้นเมื่อคืนมา”
“ดีขึ้นมากเลย ผิวพรรณและสีหน้าของคุณหนูดูสดใสขึ้นมาก บ่าวสังเกตเห็นว่านางยิ้มแย้มมากขึ้น ั้แ่เช้าตรู่ก็มานั่งช่วยคุณหนูรองตระเตรียมสิ่งของและจัดตะกร้าอาหารนี้เองกับมือทีเดียว”
มู่ฝานพยักหน้ารับ ไอปราณสีเงินภายในร่างหมุนวนอย่างสงบนิ่งและมั่นคง ความรู้สึกที่ว่ามีชีวิตของคนรอบข้างที่ต้องคอยปกป้องดูแลนั้น นับเป็เื่แปลกใหม่สำหรับเขา ทว่ามันก็ไม่ได้หนักหนาเกินกว่าจะแบกรับ
เหลือเวลาอีกเพียงสองวันเท่านั้น
สองวันก่อนที่งานประลองยุทธ์จะเริ่มต้นขึ้น เขาจำเป็ต้องใช้ทุก่เวลาให้คุ้มค่าที่สุด
ณ ห้องนอนชั้นในของปีกตะวันออกเฉียงเหนือ
ซูเจิ้นหนานนั่งอยู่หน้าโต๊ะหินอ่อนขัดมันเงา นิ้วมือของเขาเคาะลงบนผิวโต๊ะเป็จังหวะสม่ำเสมอ คล้ายกับเสียงของกลไกนับถอยหลังที่ชวนให้รู้สึกอึดอัด
ฝั่งตรงข้ามของเขา มีชายร่างเล็กในชุดพ่อค้าเร่ร่อนนั่งค้อมตัวอยู่อย่างนอบน้อม แม้ป้ายประจำตัวของตระกูลหวังจะถูกซุกซ่อนอยู่ใต้เสื้อตัวในอย่างมิดชิด แต่ซูเจิ้นหนานย่อมรู้ดีว่ามันวางอยู่ตรงไหน
“หวังเลี่ยสั่งความอันใดมา” ซูเจิ้นหนานเอ่ยถามเสียงเ็า
“ท่านประมุขแจ้งมาว่า...” ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้น แวบหนึ่งที่สบตาจะเห็นได้ว่าดวงตาของเขามืดสนิทและแข็งกร้าวราวกับก้อนกรวด “ไอ้ขยะมู่ฝานต้องหายสาบสูญไปก่อนงานประลอง อย่าปล่อยให้มันมีโอกาสได้ก้าวเท้าขึ้นสู่เวทีเด็ดขาด”
ซูเจิ้นหนานนิ่งงันไปครู่หนึ่ง นิ้วที่เคาะโต๊ะพลันหยุดชะงัก “หากมันหายตัวไปก่อน ตระกูลซูย่อมไม่มีตัวแทนลงแข่งขัน”
“นั่นแหละคือสิ่งที่ท่านประมุข้า” พ่อค้าเร่เผยรอยยิ้มเล่ห์ร้าย “ตระกูลที่ไม่ส่งตัวแทนเข้าประลองจะถูกปรับให้สละสิทธิ์ในพื้นที่ทำการค้าแถบตะวันตกทันที เงื่อนไขที่ระบุในเทียบเชิญนั้นชัดเจนยิ่งนัก ท่านประมุขหวังจะยึดครองกิจการทั้งหมดของตระกูลซูได้โดยไม่ต้องเปลือง...”
“แรงและเืเนื้อ” ซูเจิ้นหนานต่อประโยคให้ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
ชายผู้นั้นพยักหน้ารับคำ “ท่านย่อมได้รับผลตอบแทนส่วนแบ่งตามที่ได้ตกลงกันไว้ คฤหาสน์ฝั่งตะวันออกและสวนสมุนไพรทิศเหนือจะเป็ของท่าน”
ซูเจิ้นหนานยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “ไม่ต้องมาพร่ำบอกเื่ผลประโยชน์ ข้าย่อมจำได้แม่นยำ ข้าเพียงอยากรู้ว่าหวังเลี่ยจะส่งยอดฝีมือคนใดมาจัดการกับเด็กนั่น”
“ท่านประมุขส่งยอดฝีมือจากกลุ่ม 'สามมือดำ' มาสองคน” พ่อค้าเร่ตอบ “พวกเขาทั้งคู่มีระดับการบำเพ็ญเพียรอยู่ในขั้นก่อกำเนิดระดับกลาง และมีประสบการณ์ลอบสังหารสะสมมานานนับสิบปี”
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบสงัด
ซูเจิ้นหนานนิ่งคิดทบทวน ก่อนจะเอ่ยปากเตือนเสียงเบา “ขั้นก่อกำเนิดระดับต้น...” เขานึกถึงแรงกดดันปราณที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวมู่ฝานเมื่อวานนี้ ยามที่เด็กหนุ่มชกสวนอุปทูตจางจนปลิวกระเด็น “...พวกเ้าอย่าได้ประมาท บางทีแค่นั้นอาจไม่เพียงพอ”
ชายในคราบพ่อค้าหัวเราะหยันอย่างดูแคลน “สามมือดำเคยลอบสังหารยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิดระดับสูงมาแล้ว เื่แค่นี้ท่านไม่จำเป็ต้องวิตก”
“ข้าก็หวังให้เป็เช่นนั้น” ซูเจิ้นหนานพยักหน้ารับสั้นๆ “ไปบอกท่านประมุขหวังว่า ข้าจะเปิดประตูหลังคฤหาสน์ให้ในยามสี่ของคืนนี้ พวกเขามีเวลา...”
เขาหยุดพูดกลางคัน
ไม่มีสิ่งใดผิดปกติภายในห้อง ทว่าสัญชาตญาณของซูเจิ้นหนานที่ผ่านการเข่นฆ่าและเอาชีวิตรอดมาหลายสิบปีกลับกรีดร้องเตือนภัยเงียบๆ ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ควรอยู่ ณ ที่แห่งนี้ กำลังจับตาดูพวกเขาอยู่
สายตาของเขาจับจ้องและกวาดมองไปรอบห้องอย่างเชื่องช้า ทั้งฝาผนัง หน้าต่าง เพดาน หรือแม้กระทั่งมุมมืด
ทว่ากลับว่างเปล่า
‘คงเป็ข้าที่คิดมากไปเอง...’ ซูเจิ้นหนานคิดในใจ
“พวกเขามีเวลาจนถึงฟ้ารุ่ง” ซูเจิ้นหนานเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามเดิม “หลังจากจัดการเสร็จสิ้นให้ล่าถอยออกไปทางทิศใต้ ส่วนเื่ร่องรอยข้าจะเป็คนจัดการกลบฝังเอง”
บนหลังคาอาคารปีกตะวันออกเฉียงเหนือ
มู่ฝานนั่งขัดสมาธิราบไปกับแผ่นกระเบื้องมุงหลังคาสีเทาเข้ม ร่ายกายของเขานิ่งสงบราวกับหลอมรวมเป็ส่วนหนึ่งของสิ่งปลูกสร้าง แสงแดดยามสายแผดเผาลงมาบนศีรษะโดยตรงทว่าเขากลับไม่ได้ใส่ใจ
ประสาทััอันเฉียบคมของขั้นก่อกำเนิดแผ่ขยายออกไปรอบตัวในรัศมีห้าสิบก้าว
ทุกสรรพเสียงแจ่มชัดราวกับไปนั่งฟังอยู่ข้างกาย
เขาได้ยินบทสนทนาภายในห้องเบื้องล่างั้แ่ประโยคแรกจนถึงประโยคสุดท้าย
‘สามมือดำ สองคน ขั้นก่อกำเนิดระดับกลางงั้นหรือ...’
มุมปากของมู่ฝานหยักลึกเป็รอยยิ้มหยัน คล้ายกับเพิ่งได้ยินเื่ตลกอันแสนน่าเบื่อ เขาเปิดเปลือกตาขึ้น เหม่อมองไปยังท้องนภาสีครามอันกว้างใหญ่ที่ไร้ซึ่งเมฆหมอก
‘ยามสี่... ยังมีเวลาเหลืออีกเกือบหกชั่วยาม’
ชายหนุ่มพลิกกายลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทะยานร่างลงจากหลังคามาสู่ลานหลังเรือนพักบ่าวไพร่โดยไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า จากนั้นจึงเดินนวยนาดกลับเข้าเรือนของตนด้วยท่าทีผ่อนคลาย ราวกับเป็เพียงการออกไปเดินเล่นกินลมชมวิว
ติ๊ง!
[ภารกิจใหม่: ขจัดเงามืดคนทรยศ]รายละเอียด: ซูเจิ้นหนานคือหนอนบ่อนไส้ภายในตระกูลซู จงจับกุมตัวและนำหลักฐานการสมคบคิดฏมาเปิดเผยต่อหน้าซูเจิ้นไห่ (หากสังหารทิ้ง จะนับว่าภารกิจสำเร็จเพียงครึ่งเดียว)รางวัลภารกิจ: แผนที่ระบุตำแหน่งของโอสถวิเศษ ซึ่งมีสรรพคุณในการรักษาและฟื้นฟูจุดตันเถียนที่เสียหาย
มู่ฝานหยุดชะงักสายตาจับจ้องที่ข้อความ ความสนใจของเขาถูกดึงดูดด้วยประโยคสุดท้ายทันที
‘รักษาตันเถียนที่เสียหาย... นั่นหมายความว่ามันสามารถรักษาตันเถียนของซูเหยียนหรานได้!’
เขาปิดหน้าต่างระบบลง ความคิดในสมองจัดเรียงตัวกันอย่างเป็ระเบียบ เป้าหมายในครั้งนี้ชัดเจนยิ่งนัก คือต้องจับเป็ห้ามจับตาย และต้องเสาะหาหลักฐานมัดตัวมาแฉต่อหน้าซูเจิ้นไห่ให้จงได้
ทว่าก่อนอื่น เขาจำเป็ต้องผ่านพ้นวิกฤตในคืนนี้ไปให้ได้เสียก่อน
แสงตะวันเคลื่อนคล้อยเข้าสู่่บ่าย ซูหลิงเอ๋อร์วิ่งกระหืดกระหอบมาตามหามู่ฝานถึงเรือนพัก
“พี่เขย! พี่เขย!” นางะโเรียกเสียงดังมาแต่ไกล ในมือหอบหิ้วไม้กวาดด้ามยาวพลางเหวี่ยงกระแทกเข้ากับประตูเรือนดัง ปัง! “ออกมาประเดี๋ยวนี้! ข้าอยากจะเห็นกับตาว่าท่านจะแข็งแกร่งสักแค่ไหนกันเชียว!”
มู่ฝานเปิดประตูออกมาพลางเลิกคิ้วมองก้านไม้กวาดในมือของเด็กสาว “เ้าคิดจะทำอะไรกับสิ่งนั้น”
“ประลองกับท่านอย่างไรเล่า!” ซูหลิงเอ๋อร์ยกไม้กวาดชี้ฟ้าด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม “ตอนนี้ข้าอยู่ขั้นรวบรวมปราณระดับห้าแล้วนะ! ไม่ใช่เด็กๆ อีกต่อไป!”
มู่ฝานปรายตามองเด็กสาววัยสิบหกปีที่มีท่าทีขึงขัง ก่อนจะเดินไปนั่งลงบนขอบชานหน้าเรือนอย่างไม่ทุกข์ร้อน “ข้าไม่ประลองกับเ้า”
“เหตุใดกัน! หรือว่าท่านขี้ขลาดตาขาว!”
“เพราะหากเ้าาเ็ขึ้นมาข้าคงสู้หน้าใครไม่ได้ และข้าก็ไม่อยากลงมือกับเ้าให้เจ็บตัว” มู่ฝานตอบพลางหยิบขนมโก๋ที่เสี่ยวชุ่ยนำมาวางไว้ขึ้นมากัด “นั่งลงก่อนเถิด เ้ามีธุระอันใดกันแน่”
ซูหลิงเอ๋อร์ฮึดฮัดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมนั่งลงข้างๆ นางกระแทกขวับด้ามไม้กวาดลงกับพื้นดัง โครม พลางกอดอกด้วยความหงุดหงิด
“ข้าแค่อยากรู้ว่าท่านมีฝีมือจริงแท้แค่ไหน ไม่ใช่แค่โชคดีเพราะศัตรูประมาทเลินเล่อ”
มู่ฝานกลืนขนมลงคอ เหม่อมองออกไปที่ลานกว้าง “ข้ามีฝีมือจริง”
“จริงอย่างไรล่ะ แสดงให้ข้าดูเป็ขวัญตาหน่อยได้หรือไม่! แค่อย่างเดียวก็ยังดี!”
มู่ฝานนิ่งเงียบไปอึดใจ ก่อนจะยื่นมือขวาออกไปเบื้องหน้า ฝ่ามือกางออกหงายขึ้นสู่ท้องฟ้า
ละอองแสงดาวสีเงินพวยพุ่งมารวมตัวกันเหนือฝ่ามือของเขา ควบแน่นและก่อตัวขึ้นเป็รูปนกกระสาขาวขนาดเท่ากำปั้น มันขยับปีกกระพือบินวนรอบตัวของคนทั้งสองหนึ่งรอบ ก่อนจะสลายร่างกลายเป็ละอองแสงจางหายไป
กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นและจบลงภายในเวลาไม่ถึงสิบอึดใจ
ซูหลิงเอ๋อร์อ้าปากค้างด้วยความตะลึงลาน นางนิ่งอึ้งอยู่นานกว่าจะหาเสียงของตัวเองเจอ “...ท่านทำเื่อัศจรรย์เช่นนี้ได้อย่างไรกัน”
“ความลับ” มู่ฝานหยิบขนมชิ้นต่อไปเข้าปาก
“ท่านนี่ขี้เหนียววิชานัก!”
“สำรวมวาจาหน่อย ข้ามีศักดิ์เป็พี่เขยของเ้านะ”
ซูหลิงเอ๋อร์ยักไหล่อย่างไม่แยแส ทว่าดวงตากลมโตคู่นั้นกลับทอประกายบางอย่างที่มู่ฝานสังเกตเห็น มันไม่ใช่เพียงความตื่นตาตื่นใจ แต่เป็ความเลื่อมใสศรัทธาที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย
“ท่านจะคว้าชัยชนะในการประลองยุทธ์ได้จริงๆ ใช่หรือไม่” เด็กสาวเอ่ยถาม แม้น้ำเสียงจะแสร้งทำเป็ไม่ใส่ใจ แต่มือทั้งสองข้างกลับกำด้ามไม้กวาดแน่นจนข้อขาว
“อืม” เขาตอบสั้นๆ
“แล้วท่านพ่อกับพี่เหยียนหราน... พวกเขาจะปลอดภัยใช่ไหม หวังเลี่ยไม่ใช่คนดีเลยสักนิด ท่านรู้หรือไม่ มันเคยบีบคั้นจนตระกูลอื่นต้องล่มสลายไปถึงสามตระกูลแล้ว ข้าเกรงว่า...”
“เ้ารู้สึกกลัวงั้นหรือ” มู่ฝานเอ่ยถามโดยไม่หันไปมอง
ซูหลิงเอ๋อร์ชะงักคำพูด “ข้าไม่ได้กลัวเสียหน่อย”
“เ้าน่ะกลัว” มู่ฝานย้ำคำ น้ำเสียงของเขาไม่ได้ตำหนิ เป็เพียงการยอมรับความจริง “มนุษย์เราย่อมเกิดความกลัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่มีอำนาจเหนือกว่าตน มันไม่ใช่ความอ่อนแอหรอก”
เด็กสาวเงียบเสียงลง นิ้วมือค่อยๆ คลายออกจากด้ามไม้กวาด “แต่ข้าเกลียดความรู้สึกไร้กำลังเช่นนี้เหลือเกิน”
“เช่นนั้นก็จงฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นเสีย เ้าอยู่ในระดับห้า ยังมีหนทางให้ก้าวเดินอีกไกล” มู่ฝานลุกขึ้นยืนพลางก้มมองซูหลิงเอ๋อร์ “หากเ้าอยากฝึกปรือวิชา ข้าย่อมชี้แนะให้ได้ ทว่าต้องตั้งใจจริง ไม่ใช่มาเที่ยวแกว่งไม้กวาดเล่นเช่นนี้”
ซูหลิงเอ๋อร์เบิกตากว้างลุกพรวดขึ้นทันที “ฝึกเลย! เริ่มตอนนี้เลยได้หรือไม่”
“ไว้พรุ่งนี้เถิด” มู่ฝานเดินกลับเข้าเรือนพัก “คืนนี้ข้ามีเื่สำคัญต้องจัดการ”
Inค่ำคืนดึกสงัด
เมืองเมฆาคล้อยจมดิ่งสู่ความหลับใหลมานานโข แสงโคมตามถนนสายหลักริบหรี่เต็มทน ตรอกซอกซอยรวมถึงลานเรือนชั้นในของคฤหาสน์ตระกูลซูต่างมืดมิดสนิทตา
มู่ฝานเอนกายอยู่บนเตียงไม้กระด้าง ดวงตาปิดสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ทว่าสติสัมปชัญญะของเขากลับตื่นตัวอยู่เต็มสิบส่วน
ครืด...
เสียงเสียดสีแ่เบาของบานประตูหลังคฤหาสน์ที่ถูกลอบเปิดออกอย่างระมัดระวังดังขึ้น
มู่ฝานรับรู้ได้ในทันที
ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าสองคู่ที่แ่เบาราวกับภูตพราย ไร้ซึ่งน้ำหนัก พวกมันทะยานผ่านยอดกำแพงลงสู่ลานเรือนด้านในอย่างเงียบเชียบ นับเป็มืออาชีพอย่างแท้จริง
มู่ฝานนับจังหวะในใจ
‘หนึ่ง... สอง... สาม...’
ไอพลังชีวิตสองสายแจ่มชัดในประสาทััของเขา พวกมันเคลื่อนที่ผ่านสวนบุปผชาติ หลีกเลี่ยงตำแหน่งของเวรยามได้อย่างแม่นยำราวกับคำนวณไว้ล่วงหน้า
‘พวกมันรู้ภูมิประเทศของคฤหาสน์นี้เป็อย่างดี’
มู่ฝานหยัดกายลุกขึ้นเงียบๆ ยืนตระหง่านอยู่กึ่งกลางห้องอันมืดมิด โดยไม่จุดตะเกียงหรือผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาเพียงยืนนิ่งเพื่อรอคอย
ก้าวแรกที่มุ่งตรงมายังเรือนพักบ่าวไพร่ เขาย่อมได้ยิน
ก้าวที่สอง... ก้าวที่สาม... ทว่าเสียงฝีเท้ากลับหยุดชะงักลงห่างจากประตูเรือนไปแปดฉื่อ
แล้วทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด
ความเงียบงันเช่นนี้อันตรายยิ่งกว่าเสียงฝีเท้า เพราะมันหมายความว่าศัตรูได้หยุดเพื่อประเมินสถานการณ์แล้ว
ฉับ!
อาวุธลับเหล็กบางสองชิ้นพุ่งเจาะผ่านช่องระบายอากาศบนผนังเข้ามาอย่างรวดเร็วและไร้เสียง เป้าหมายคือตำแหน่งศีรษะของผู้นอนบนเตียง
ทว่าเตียงหลังนั้นกลับว่างเปล่า
เคร้ง!
ใบมีดสั้นสองเล่มปักลึกเข้าเนื้อไม้หัวเตียงจนมิดด้าม ปราณสังหารสีดำทมิฬคุกรุ่นอยู่ตามรอยแยก
มู่ฝานชำเลืองมองรอยมีดด้วยสายตาเรียบนิ่ง ก่อนจะสาวเท้าไปเปิดประตูเรือนออกอย่างช้าๆ
เบื้องนอกมืดมิด ลมราตรีพัดกิ่งไม้เสียดสีกันจนเกิดเสียงซ่าวๆ ทว่ากลับไร้รอยเท้าหรือเงาร่างของมนุษย์ปรากฏให้เห็น
พวกมันสามารถพรางกายล่องหนได้
“ยามสี่ คืนเดือนมืด ยอดฝีมือจากกลุ่มสามมือดำแห่งตระกูลหวัง” มู่ฝานเปรยขึ้นแ่เบาราวกับคุยกับตนเอง “มาช้ายังดีกว่าไม่มา อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าพวกเ้าก้าวเท้าเข้ามาแล้ว”
วูบ!
เงามืดพุ่งดิ่งลงมาจากกิ่งไม้เหนือศีรษะราวกับสายฟ้าฟาด มีดสั้นสองเล่มทอประกายปลาบพลางแทงทะลวงเข้าใส่ลำคอและหัวใจของเขา
มู่ฝานเอียงกายหลบไปทางซ้ายหนึ่งก้าวอย่างแ่เบา
คมมีดแหวกผ่านอากาศเฉียดใบหูไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด แรงลมจากอาวุธพัดปอยผมของเขาให้ปลิวไสว
ร่างของนักฆ่าคนแรกกระแทกพื้นดัง ตุบ มันสืบเท้าสองก้าวเพื่อปรับสมดุลรวดเร็ว ก่อนจะตวัดมีดขวาเข้าใส่ซี่โครงซ้ายของมู่ฝานหมายปลิดชีพ
ปัง!
มือขวาของมู่ฝานยื่นออกไปคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของนักฆ่ากลางอากาศ ราวกับคีมเหล็กที่บีบรัดจนแ่า
กร๊อบ!
เสียงกระดูกข้อมือหักสะบั้นดังขึ้นชัดเจน
“อึก!” นักฆ่าผู้นั้นฝืนกลั้นเสียงร้องด้วยความเ็ป มันออกแรงกระชากมือกลับสุดกำลังจนข้อมือสะบัดผิดรูป มีดสั้นหลุดมือร่วงลงสู่พื้น
ทันใดนั้น ร่างที่สองก็พุ่งทะยานออกมาจากเงามืดด้านหลัง ด้วยความเร็วและแม่นยำที่เหนือกว่า มีดยาวเล่มเขื่องแทงตรงเข้าใส่กลางหลังหมายจะให้ทะลุถึงทรวงอก
มู่ฝานย่อตัวต่ำลง
คมมีดวาบผ่านศีรษะไปอย่างหวุดหวิด
เขาเอื้อมมือขวาออกไปคว้าข้อมือของนักฆ่าคนที่สอง ออกแรงบิดวนตามเข็มนาฬิกาพร้อมกับกระชากเข้าหาตัวในจังหวะที่ก้าวเท้าสวนเข้าไป
นักฆ่าคนที่สองเสียหลักถลามาข้างหน้าตามแรงดึง
ศีรษะของมันกระแทกเข้ากับเสาไม้ข้างประตูเรือนพักอย่างจัง
โครม!
ร่างของมันล้มฟุบลงกับพื้น แม้จะยังไม่หมดสติแต่ก็สะบักสะบอมจนมึนงงเดาทางไม่ถูก
นักฆ่าคนแรกใช้มือซ้ายที่เหลืออยู่คว้ามีดพุ่งเข้าจู่โจมอีกครา พลังปราณขั้นก่อกำเนิดระดับกลางะเิออกจนมวลอากาศสั่นะเื แรงกดดันมหาศาลพัดพากลุ่มใบไม้โดยรอบให้ปลิวกระจัดกระจายไปทุกทิศทาง
มู่ฝานก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ปล่อยให้สภาวะพลังอันดุดันระลอกแรกผ่านพ้นไป นั้นจึงยกแขนขวาสอดเข้าใต้ท่อนแขนของนักฆ่า
เปรี้ยง!
ศอกของเขาตวัดสวนเข้าที่ข้อศอกของศัตรูอย่างรุนแรง แรงปะทะที่สวนทางกันส่งผลให้กระดูกต้นแขนของนักฆ่าส่งเสียง กร๊อบ ก่อนที่ร่างของมันจะกระเด็นลอยออกไปด้านข้างอย่างไม่อาจควบคุม
ตูม!
ร่างนั้นล้มกลิ้งไปกับพื้นสองตลบก่อนจะไปหยุดนิ่งอยู่ที่โคนต้นพลับ
นักฆ่าคนที่สองยันกายลุกขึ้นมาได้ ศีรษะของมันมีโลหิตไหลซึมทว่าแววตากลับคืนสู่ความแจ่มชัด ทันทีที่มันเห็นสภาพของเพื่อนร่วมงานที่ข้อมือหักและแขนหลุดออกจากบ่า นอนจมกองอยู่กับพื้น ความหวาดกลัวอันลึกล้ำก็ผุดขึ้นมาในดวงตาเป็ครั้งแรก
“พวกท่านคงมาผิดที่ผิดทางเสียแล้ว”
น้ำเสียงเรียบเฉยของมู่ฝานดังขึ้น เขายืนตระหง่านอยู่กึ่งกลางลานเรือน ชุดผ้าป่านสีเทาตัวบางไม่มีแม้แต่รอยยับ ราวกับคนเพิ่งตื่นนอนธรรมดาๆ
“บอกข้ามา ใครเป็คนส่งพวกเ้ามา”
นักฆ่าคนที่สองซัดมีดยาวในมือออกไปเบื้องหน้า ทว่าเป้าหมายกลับไม่ใช่การสังหารมู่ฝาน
ฟุบ!
ใบมีดสะท้อนแสงจันทร์เด่นชัดก่อนจะปักเข้ากับกำแพงฝั่งตรงข้าม มู่ฝานยืนนิ่งไม่ไหวติง เขาย่อมรู้ดีว่านั่นไม่ใช่การโจมตี แต่เป็การส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ
เพียงอึดใจต่อมา เสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากสี่ทิศทางพร้อมๆ กัน ทั้งบนหลังคา หลังกำแพง บนต้นไม้ใหญ่ และมุมตึก
มียอดฝีมือเพิ่มมาอีกสี่คน
มู่ฝานสูดลมหายใจเข้าลึก
‘รวมทั้งหมดเป็หกคน... ยอดฝีมือกลุ่มสามมือดำสองชุด หรือว่าหวังเลี่ยจะส่งมาสองกลุ่มกันแน่’
ประสาทััของเขาตรวจสอบระดับพลังของแต่ละคนในทันที ขั้นก่อกำเนิดระดับต้นหนึ่งคน ระดับกลางสี่คน และระดับสูงอีกหนึ่งคน
ยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิดระดับสูงนับว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
เงาร่างของยอดฝีมือขั้นสูงก้าวเท้าออกมาจากเงามืดหลังกำแพงทิศตะวันตก ชายผู้นั้นมีรูปร่างสูงชะลูดและผอมแห้ง สวมชุดสีดำสนิทั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าถูกอำพรางไว้ด้วยผ้าคลุมเหลือเพียงดวงตาอันเ็าดุจน้ำแข็ง ในมือถือดาบยาวเล่มหนึ่ง ตัวดาบดูเก่าคร่ำคร่าไร้ซึ่งการตกแต่งด้วยอัญมณีมีค่า ทว่ากลิ่นอายปราณที่ปกคลุมอยู่บนใบดาบกลับดูราวกับมีชีวิต
“มันยังไม่ตาย” ชายชุดดำเอ่ยเสียงแหบพร่า ราวกับไม่ได้เปล่งวาจามาแรมปี “หวังเลี่ยเสนอราคาเพิ่มให้พวกเราอีกสิบเท่า”
“น่าสนใจยิ่ง” มู่ฝานพยักหน้ารับ “แล้วท่านคิดว่าลำพังฝีมือของท่านจะจัดการข้าได้งั้นหรือ”
“เ้ายังอ่อนต่อโลกนัก” ชายชุดดำสืบเท้าเข้ามาอย่างช้าๆ ปลายดาบชี้ลงพื้น “ข้าเคยปลิดชีพยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิดระดับสูงมานับสิบคนแล้ว ลำพังขั้นต้นเช่นเ้า จะต้านทานได้สักกี่กระบวนท่า”
“เช่นนั้นก็เข้ามาทดสอบดู”
มู่ฝานยกมือขวาขึ้น นิ้วชี้และนิ้วกลางประกบกันแน่นชี้ขึ้นสู่ฟ้า ไอปราณดาวสีเงินยวงพลันควบแน่นที่ปลายนิ้วในทันที มันทั้งหนาแน่น เข้มข้น และทรงพลังกว่าเมื่อวานเป็เท่าตัว
ชายชุดดำเห็นดังนั้น ดวงตากระตุกวูบด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็เ็าตามเดิม
ทว่ามู่ฝานมองเห็นร่องรอยนั้นชัดเจน
มันกำลังหวั่นใจ
“สหายของท่านทั้งหลาย” มู่ฝานเบนสายตาไปรอบๆ พลางเอ่ยเสียงดังพอให้ทุกคนในที่แห่งนั้นได้ยิน “ข้าหาได้มีเจตนาจะเข่นฆ่าพวกเ้าทุกคน วันนี้ข้า้าเพียงความจริงเท่านั้น หากใครยอมคายความจริงออกมา ข้าย่อมปล่อยตัวไป แต่หากใครขัดขืน... จุดจบก็คงไม่ต่างจากสองคนก่อนหน้านี้”
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ
ตามมาด้วยเสียงกลืนน้ำลายอึกใหญ่จากทิศทางของนักฆ่าคนที่สองที่ยังยืนอยู่
“สามหาวนัก!”
ชายชุดดำพุ่งทะยานร่างเข้ามาโดยไร้สัญญาณเตือน ดาบยาวตวัดฟาดฟันเป็แนวโค้งอันสมบูรณ์แบบ คลื่นทรงพลังปราณสีดำแกมแดงพุ่งทะยานออกมาก่อนตัวดาบ กวาดม้วนทุกสรรพสิ่งในรัศมีสองฉื่อให้ลอยคว้าง ทั้งเศษฝุ่น ใบไม้ และกรวดหินกระจายว่อน
มู่ฝานทะยานกายขึ้นสู่กลางเวหา หลบเลี่ยงคลื่นพลังปราณสายนั้น
เปรี้ยง!
คมดาบตวัดผ่านอากาศใต้ฝ่าเท้า ตัดกิ่งพลับหนาสองกิ่งขาดสะบั้นลง
ชายหนุ่มหมุนกายกลางอากาศ นิ้วทั้งสองสะบัดปล่อยดรรชนีแสงสีเงินดิ่งตรงลงเบื้องล่าง
ฉึก!
ชายชุดดำยกดาบขึ้นต้านรับ แงแสงเงินกระแทกเข้ากับใบดาบะเิเป็ประกายไฟเจิดจ้า แรงสะท้อนส่งร่างมู่ฝานให้ลอยสูงขึ้นไปอีกสามฉื่อ Inขณะที่ชายชุดดำต้องถอยร่นไปข้างหลังหนึ่งก้าวเช่นกัน
มู่ฝานร่อนลงแตะพื้นอย่างแ่เบา
ฝีมือของขั้นก่อกำเนิดระดับสูงนับว่าร้ายกาจสมคำร่ำลือ
ทว่าเขาไม่ได้ตื่นตระหนก การปะทะเมื่อครู่ทำให้เขารับรู้ได้ว่า พลังของชายชุดดำผู้นี้เน้นความหนักหน่วงและตั้งรับซึมซับพลัง ย่อมแตกต่างจากวิชากายากระบี่ดาราของเขาที่เน้นความเฉียบคมและแม่นยำถึงขีดสุด
และความแม่นยำอันไร้ที่ติ ย่อมสามารถทลายทุกการตั้งรับที่หนาแน่นได้เสมอ
ยอดฝีมืออีกห้าคนที่คอยคุมเชิงอยู่เริ่มเคลื่อนไหวพร้อมกัน พวกมันรุดหน้าเข้ามาโอบล้อมปิดทางหนี
มู่ฝานระบายลมหายใจออกยาว
ก่อนจะเป็ฝ่ายสืบเท้าเข้าหาพวกมันก่อน
เขาไม่ได้วิ่งหรือะโ ทว่าเดินด้วยย่างก้าวปกติ แต่ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงพื้นล้วนผ่านการคำนวณมาอย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งวิถีอาวุธของคนทางซ้าย ระยะห่างที่จะทำให้คนทางขวาขัดขวางกันเอง และมุมอับสายตาที่จะทำให้ชายชุดดำเื้ัมองไม่เห็น
เขาเดินก้าวเข้าสู่จุดตัดของทุกวิถีโจมตี
ฟุบ!
นักฆ่าทางซ้ายจู่โจมเข้าเข้ามา มีดสั้นสองเล่มแทงเข้ามาพร้อมกัน
มู่ฝานเบี่ยงกายหลบเล็กน้อย มีดเล่มซ้ายเฉียดใบหู เล่มขวาผ่านใต้รักแร้ ก่อนที่มือขวาของเขาจะตวัดชกเข้าใส่ปลายคางของมันอย่างจัง
เปรี้ยง!
ร่างของมันปลิวละลิ่วออกไปด้านข้าง ฟันกระทบกันเสียงดังสนั่น
ยังไม่ทันที่ร่างนั้นจะตกถึงพื้น นักฆ่าเบื้องหน้าอีกสองคนก็พุ่งสวนเข้ามา ดาบและขวานระดมฟันลงมาพร้อมกัน
มู่ฝานยืนนิ่งอยู่กับที่
ปล่อยให้คมดาบเฉียดผ่านไหล่ซ้ายจนเสื้อผ้าฉีกขาดแต่ไร้าแ Inจังหวะที่ขวานจามลงมา เขายกเข่าซ้ายขึ้นกระแทกเข้าที่ข้อมือของมันอย่างรุนแรง
แกร๊ก!
ข้อมือของมันหักสะบั้น ขวานหลุดมือร่วงหล่น
มือซ้ายของมู่ฝานคว้าจับด้ามขวานกลางอากาศก่อนจะตกถึงพื้น เขาหมุนกายหนึ่งรอบใช้ด้ามขวานฟาดเข้าที่ขมับของนักฆ่าที่ถือดาบอย่างแม่นยำ
ตุบ! ร่างของนักฆ่าผู้นั้นหงายหลังล้มตึงไปทันที
เพียงสี่อึดใจ ยอดฝีมือสองคนร่วงลงไปกองกับพื้น
ชายชุดดำที่เฝ้ามองอยู่ขยับปีกจมูก ั์ตาฉายแววตื่นตระหนกที่ยากจะซ่อนเร้น
มันตัดสินใจพุ่งเข้าจู่โจมด้วยตัวเอง ดาบยาวเคลือบด้วยพลังปราณสีดำแดงหนาทึบกว่าหนึ่งนิ้ว ฟาดฟันลงมาจากเหนือศีรษะด้วยสภาวะพลังที่หนักหน่วงราวกับขุนเขาถล่มทลาย
มู่ฝานไม่คิดหลบเลี่ยง
เขายกแขนขวาขึ้นต้านรับ ฝ่ามือขวากางออกกว้างเพื่อรับการปะทะโดยตรง
ตูม!!!
แรงะเิจากการปะทะส่งผลให้พื้นดินรอบตัวมู่ฝานในรัศมีหนึ่งฉื่อแตกระแหงเป็ใยแมงมุม ฝุ่นควันตลบอบอวล ใบไม้ร่วงพรูลงมาราวกับสายฝน
ชายชุดดำออกแรงกดดาบลงมาสุดกำลัง ใบหน้าแดงก่ำเนื่องจากโคจรพลังจนถึงขีดสุด ทว่ากลับรู้สึกได้ถึงแรงต้านทานอันมหาศาลจากฝ่ามือของมู่ฝาน
และที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ แรงต้านนั้นกำลังเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
มันไม่ใช่แรงสะท้อนกลับธรรมดา ทว่าเป็การ 'ดูดซับ' และ 'สะสม' พลังเอาไว้
‘นี่มันวิชาพิสดารอันใดกัน!’ ชายชุดดำตื่นตระหนกในใจ
เปรี้ยง!!!
มู่ฝานปลดปล่อยพลังทั้งหมดที่ซึมซับไว้ะเิสวนกลับไป แรงกระแทกอันมหาศาลแล่นปราดขึ้นไปตามใบดาบ ผ่านด้ามจับ เข้าสู่ข้อมือ ข้อศอก หัวไหล่ และกระแทกเข้าที่ทรวงอกของชายชุดดำอย่างจัง
“อั่ก!” ชายชุดดำกระอักโลหิตคำโต ร่างลอยคว้างไปข้างหลังกระแทกเข้ากับกำแพงฐานของอาคารปีกตะวันออกอย่างรุนแรง
ก้อนอิฐบนกำแพงพลันบังเกิดรอยร้าวรวดร้าว
มันทรุดฮวบลงนั่งกับพื้น ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ แขนสองข้างสั่นระริก แม้จะยังกำดาบไว้ได้แต่ก็ไร้สิ้นเรี่ยวแรงจะต่อกร
ยอดฝีมือที่เหลืออีกสองคนหันมามองหน้ากันด้วยความเลิ่กลั่ก ก่อนจะหันไปมองมู่ฝานที่ยืนนิ่งสงบอยู่ท่ามกลางฝุ่นควัน เสื้อผ้าของเขาขาดวินาทีตรงหัวไหล่ซ้ายเพียงแห่งเดียว ทว่าตามเนื้อตัวกลับไร้รอยโลหิตแม้แต่หยดเดียว
นักฆ่าคนหนึ่งตัดสินใจปล่อยอาวุธในมือทิ้งทันที
เสียงอาวุธร่วงกระทบพื้นดังเคร้งคร้าง ท่ามกลางความเงียบงันของราตรี
“บอกความจริงมา” มู่ฝานสาวเท้าเข้าไปหาชายชุดดำที่นั่งพิงกำแพง “ใครส่งพวกท่านมา และพวกท่านรู้อันใดเกี่ยวกับซูเจิ้นหนานบ้าง”
ชายชุดดำแค่นหัวเราะอย่างสมเพชตัวเอง “...เ้าฉลาดนัก ย่อมรู้ดีว่าพวกเราไม่ได้ทำงานให้หวังเลี่ยเพียงคนเดียว”
“ซูเจิ้นหนานจ้างวานพวกท่านเพิ่มเติมนอกเหนือจากนั้นสินะ” มู่ฝานย่อตัวลงนั่งตรงหน้าชายชุดดำในระยะกระชั้นชิด “และท่านคงรู้เื่ราวลึกซึ้งยิ่งกว่าที่หวังเลี่ยสั่งการลงมา”
ชายชุดดำนิ่งเงียบ แววตาสั่นระริกราวกับกำลังคำนวณผลได้ผลเสีย
“ข้าจะไม่สังหารท่าน” มู่ฝานเอ่ยเสียงเรียบ “ทว่าข้า้าหลักฐานชิ้นสำคัญ หลักฐานชิ้นของจริงที่สามารถนำไปวางบนโต๊ะต่อหน้าผู้าุโตระกูลซูได้”
“...เหตุใดข้าต้องช่วยเ้าด้วย”
“เพราะหากท่านไม่ร่วมมือ ข้าจะส่งตัวท่านไปให้ตระกูลหวังเอง” มู่ฝานตอบด้วยน้ำเสียงเ็า “พร้อมกับแจ้งข่าวว่าท่านล้มเหลวในภารกิจ Inโลกของนักฆ่า ท่านย่อมรู้ดีกว่าข้าว่าความล้มเหลวมีราคาที่ต้องจ่ายสูงเพียงใด”
ชายชุดดำจ้องมองเขาอยู่นาน แววตาคู่ที่เคยเ็านั้นบัดนี้เต็มไปด้วยความลังเลและยอมจำนนในที่สุด
“มีหนังสือสัญญาอยู่ชิ้นหนึ่ง” มันเอ่ยปากในที่สุด “เป็สัญญาลับระหว่างซูเจิ้นหนานและหวังเลี่ย โดยมีข้าเป็พยานรับรู้ ตัวสัญญามีการประทับตราของทั้งสองฝ่ายอย่างถูกต้อง เนื้อหาระบุถึงการโอนย้ายกิจการ การลอบวางยาพิษซูเหยียนหราน และการลอบเปิดประตูคฤหาสน์ให้ผู้บุกรุก”
มู่ฝานเผยรอยยิ้มเยือกเย็น “มันถูกซ่อนอยู่ที่ใด”
“ซ่อนอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลหวังในเมือง ชั้นสาม ห้องสีน้ำเงิน ใต้แผ่นหินกระเื้ับานประตู” ชายชุดดำเอ่ยเสียงแหบแห้ง “หากเ้าสามารถไปแย่งชิงมาได้ก็เอาไปเถิด ข้าเองก็ไม่้าเก็บสิ่งที่เป็ภัยต่อชีวิตไว้กับตัวเช่นกัน”
“ขอบใจมาก”
มู่ฝานหยัดกายลุกขึ้นยืน หันไปมองนักฆ่าที่เหลืออีกสองคนที่ยืนตัวสั่น “พาสหายของพวกเ้าออกไปเสีย ล่าถอยออกไปทางประตูหลังเช่นเดิม ห้ามทิ้งร่องรอยหรือรอยเืไว้แม้แต่หยดเดียว เข้าใจหรือไม่”
พวกมันพยักหน้ารับคำอย่างลนลานก่อนจะรีบพาร่างของผู้าเ็ล่าถอยไปอย่างรวดเร็ว
รุ่งเช้าวันต่อมา
เสี่ยวชุ่ยเดินเข้ามาหาพบมู่ฝานกำลังนั่งจิบชาอยู่หน้าเรือนพักอย่างสบายอารมณ์ ชุดเสื้อผ้าที่ขาดวินาทีตรงหัวไหล่ซ้ายถูกพับวางไว้ด้านข้าง บัดนี้เขาผลัดเปลี่ยนเป็ชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว
รอบลานเรือนไร้ซึ่งร่องรอยของการต่อสู้
ทว่าสายตาของเสี่ยวชุ่ยกลับเหลือบไปเห็นรอยดินแตกระแหงเป็วงกลมขนาดใหญ่ใต้ต้นพลับซึ่งดูเป็รอยใหม่
นางอ้าปากเตรียมจะเอ่ยถาม ทว่ามู่ฝานกลับส่ายหน้าปรามเบาๆ
นางจึงรีบหุบปากลงทันควัน
“วันนี้” มู่ฝานเอ่ยขึ้น “ข้ามีธุระต้องออกไปนอกคฤหาสน์สักพัก เ้าคอยดูแลคุณหนูใหญ่ให้ดี”
“แล้วคุณหนูรองด้วยหรือไม่”
“ซูหลิงเอ๋อร์ดูแลตัวเองได้” มู่ฝานยกชาขึ้นดื่มจนหมดจอก “เสี่ยวชุ่ย... หากวันนี้มีใครมาไต่ถามว่าข้าไปที่ใด ให้บอกไปว่าข้าออกไปซื้อยาสมุนไพร”
เสี่ยวชุ่ยกลืนน้ำลายเอื้อก “แล้ว... คุณชายจะไปที่ใดจริงๆ หรือ”
มู่ฝานยกยิ้มมุมปาก “ก็ไปซื้อยาสมุนไพรอย่างไรเล่า”
คฤหาสน์ตระกูลหวังในเมืองเมฆาคล้อยตั้งตระหง่านอยู่บนถนนสายหลัก ตัวอาคารโอ่อ่าใหญ่โตแสดงถึงบารมีและอิทธิพลของตระกูลอันดับหนึ่ง รั้วกำแพงหินสูงตระหง่านกว่าสามฉื่อ พร้อมยามเฝ้าระวังอย่างแ่าถึงสี่คนที่ประตูหน้า
ทว่าทางทิศตะวันตกกลับไร้ซึ่งการป้องกันที่รัดกุม
มู่ฝานนั่งอยู่บนหลังคาของร้านค้าฝั่งตรงข้าม ลอบสังเกตการณ์คฤหาสน์ตระกูลหวังอย่างพินิจพิเคราะห์ Inมือถือเกี๊ยวทอดที่เพิ่งซื้อมาจากแผงลอยข้างทางพลางกัดกินทีละชิ้นอย่างใจเย็น
‘ชั้นสาม ห้องสีน้ำเงิน ใต้แผ่นหินกระเื้ับานประตู...’
เขาเปิดใช้งานวิชา ‘ดวงตาหยั่งรู้’ ทันที ประสาทััอันอัศจรรย์ทะลุทะลวงผ่านกำแพงหนา มองเห็นภาพสะท้อนพลังงานของร่างมนุษย์ภายในอาคารอย่างเลือนลาง
ชั้นแรกมีเวรยามหกคน ชั้นสองมีสามคน ส่วนชั้นสาม... ว่างเปล่า ไร้ผู้คน
ช่างประจวบเหมาะยิ่งนัก
เขากินเกี๊ยวทอดที่เหลืออีกสี่ชิ้นจนหมด ก่อนจะทะยานร่างลงจากหลังคาลอบเร้นเข้าสู่ตัวอาคารทางทิศตะวันตกอย่างเงียบเชียบ
หนังสือสัญญาลับวางอยู่ตรงตำแหน่งที่ชายชุดดำบอกไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
มู่ฝานหยิบมันขึ้นมา คลี่ออกกวาดสายตาอ่านเนื้อความอย่างรวดเร็ว
ตราประทับของตระกูลหวัง ตราประทับส่วนตัวของซูเจิ้นหนาน ลงวันที่และรายละเอียดทุกประการอย่างครบถ้วน รวมถึงข้อความในย่อหน้าสุดท้ายที่ระบุไว้ชัดเจนว่า “ซูเหยียนหรานจะได้รับ 'กำยานดับรากวรยุทธ์' Inปริมาณที่มากพอจะทำลายตันเถียนอย่างถาวร เพื่อตัดกำลังหลักของตระกูลซู และลดทอนอำนาจต่อรองลงอย่างเบ็ดเสร็จ”
มู่ฝานพับเก็บหนังสือสัญญาลับลงซุกซ่อนไว้ในอกเสื้ออย่างเงียบๆ
ความโกรธเกรี้ยวไม่ได้แสดงออกผ่านทางสีหน้า ทว่าในจุดตันเถียนของเขากลับเย็นเยียบและสงบนิ่ง ราวกับก้อนน้ำแข็งมหึมาที่กำลังรอเวลาปะทุละลาย
‘ซูเจิ้นหนาน...’
เขาหลบหนีออกมาทางทิศตะวันตกเช่นเดิม เดินทอดน่องกลับเข้าสู่ตลาดค้าขายโดยไม่รีบร้อน พลางแวะซื้อสมุนไพรสองสามชนิดจากแผงยาเพื่อตบตาผู้คน
ยามบ่ายสอง ณ คฤหาสน์ตระกูลซู
ซูเจิ้นหนานกำลังนั่งสนทนากับพ่อค้าสมุนไพรที่นำวัตถุดิบมาเสนอขายในห้องรับรองชั้นล่าง ใบหน้าของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มละมุนละไมดั่งเช่นทุกวัน คล้ายกับคนที่ไม่เคยรู้สึกผิดชอบชั่วดีต่อบาปกรรมที่ตนได้ก่อไว้
มู่ฝานเดินผ่านหน้าห้องรับรองไปโดยไม่หยุดฝีเท้า เขาเพียงเหลือบสายตามองเข้าไปด้านในเสี้ยวอึดใจ
สายตาทั้งคู่ประสานกันกลางอากาศ
ซูเจิ้นหนานยังคงรักษาตัวรอยยิ้มไว้ได้ ทว่าหางตากลับกระตุกวูบเล็กน้อย
มู่ฝานสาวเท้าเดินต่อไปอย่างไม่ใส่ใจ
ภายในห้องรับรอง พ่อค้าสมุนไพรสังเกตเห็นว่ามือของซูเจิ้นหนานที่ถือจอกชาอยู่นั้น พลันออกแรงบีบแน่นขึ้นจนข้อนิ้วซีดขาวโดยไม่ทราบสาเหตุ
ยามเย็นของวันเดียวกัน
ซูเหยียนหรานนั่งอยู่ในศาลาหลังเล็กกึ่งกลางสวนบุปผชาติ นางกำลังเคร่งเครียดกับการตรวจตราและจดบันทึกบัญชีรายรับรายจ่ายของหอโอสถ ตัวเลขในสมุดบัญชีดูดีขึ้นมากนับั้แ่ผงหยกสมานกายเริ่มออกวางจำหน่าย ทว่านางก็ยังคงโหมงานหนักไม่หยุดหย่อน
เสียงฝีเท้าแ่เบาดังขึ้นจากทางด้านซ้าย
“กำลังยุ่งอยู่รึ”
มู่ฝานทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามโดยไม่รอคำอนุญาต เขาหยิบถุงผ้าขนาดเล็กวางลงบนโต๊ะ ด้านในมีเสียงกระทบกันกรอบแกรบคล้ายเม็ดยา
“สิ่งใดกัน” ซูเหยียนหรานปรายตามองถุงผ้าใบนั้น
“ยาบรรเทาอาการปวดศีรษะ” มู่ฝานตอบ “ข้าสังเกตเห็นว่าเ้ามักจะขมวดคิ้วอยู่บ่อยครั้งยามที่ต้องเพ่งมองตัวเลขเป็เวลานาน”
ซูเหยียนหรานจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางพู่กันในมือลงอย่างสงบ “ขอบใจเ้ามาก”
“เหลือเวลาอีกเพียงวันเดียว” มู่ฝานเอ่ยขึ้น “พรุ่งนี้ก็จะเป็วันประลองยุทธ์แล้ว”
“ข้ารู้ดี”
“ตระกูลซูส่งตัวแทนเข้าแข่งขันเพียงคนเดียว Inงานประลองจะแบ่งออกเป็สามรอบ รอบแรกเป็การประลองแบบกลุ่ม รอบที่สองเป็แบบเดี่ยว ส่วนรอบที่สามเป็การดวลกันระหว่างผู้ชนะของแต่ละกลุ่ม” มู่ฝานอธิบายราวกับรายงานสถานการณ์ “หากตระกูลซูส่งคนเพียงคนเดียว รอบแรกย่อมต้องพ่ายแพ้อย่างไม่มีทางเลี่ยง”
ซูเหยียนหรานชะงักงัน “เช่นนั้นเ้า...”
“ข้าจะคว้าชัยชนะในรอบที่สองและรอบที่สาม ซึ่งคะแนนเพียงพอที่จะรักษาสิทธิ์ในพื้นที่ทำการค้าเอาไว้ได้ตามกฎเกณฑ์ตราสัญลักษณ์เมือง” มู่ฝานเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าได้ศึกษาข้อตกลงของงานประลองยุทธ์มาแล้ว การแข่งขันรอบที่สองและสามมีค่าน้ำหนักคะแนนรวมกันถึงสามในสี่ส่วนของคะแนนทั้งหมด”
“เ้ามั่นใจถึงเพียงนั้นเชียวรึ” ซูเหยียนหรานเอ่ยถามเสียงเบา
มู่ฝานไม่ได้ตอบในทันที เขาหยิบกระดาษบัญชีที่นางวางทิ้งไว้บนโต๊ะขึ้นมาพิจารณาดูเล่นๆ ก่อนจะวางมันลงที่เดิม
“ข้าต้องชนะอย่างแน่นอน” น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง ทว่าครั้งนี้หาใช่การโอ้อวดไร้สาระ มันคือการประกาศความจริงที่จะเกิดขึ้น “ทว่าหลังจากงานประลองยุทธ์สิ้นสุดลง จะมีเื่ราวใหญ่โตที่เ้าต้องเผชิญ ข้ายังไม่อาจบอกกล่าวแก่เ้าล่วงหน้าได้ในยามนี้ แต่ใคร่ขอให้เ้าตระเตรียมใจไว้ให้ดี”
“เื่อันใดกัน”
“เื่ที่อาจทำให้เ้ารู้สึกโศกเศร้า เสียใจ และโกรธแค้น... ทั้งสามความรู้สึกอาจประดังเข้ามาพร้อมๆ กัน” มู่ฝานจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง
ซูเหยียนหรานนิ่งเงียบไปนานแสนนาน แสงอัสดงสาดส่องกระทบเรือนผมของนางจนทอประกายงดงาม ดวงตาที่เคยหม่นแสงไร้ชีวิตชีวามาตลอดสามปี บัดนี้กลับมีประกายแสงพิเศษบางอย่างผุดขึ้นมาซึ่งมู่ฝานสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน
“เ้ารู้ตัวคนบงการที่ทำร้ายข้าแล้วใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามเสียงแ่เบา
“รู้แล้ว”
“คนในตระกูลซูใช่หรือไม่”
“ใช่”
ซูเหยียนหรานสูดลมหายใจเข้าลึก นางกำหมัดแน่นก่อนจะค่อยๆ คลายออก “ข้าย่อมแบกรับมันได้ บอกความจริงแก่ข้ามาเถิด”
“ยังไม่ถึงเวลาอันควร” มู่ฝานลุกขึ้นยืน “ทว่าข้าอยากให้เ้ารับรู้สิ่งหนึ่งไว้ก่อน”
“สิ่งใดกัน”
“ไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดเื่ราวอันใดขึ้น ข้าย่อมอยู่เคียงข้างเ้าเสมอ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ซึ่งการปรุงแต่ง “ไม่ใช่เพราะสถานะสามีภรรยาผูกมัด และไม่ใช่เพราะตระกูลซู... ทว่าย่อมเป็เพราะข้าได้เลือกแล้วด้วยตัวของข้าเอง”
กล่าวจบเขาก็ดำเนินจากไปทันที โดยไม่รอฟังคำตอบจากซูเหยียนหราน
หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่ภายในศาลาหลังเล็ก ท่ามกลางกลิ่นหอมรัญจวนของมวลบุปผาและแสงสีทองสุดท้ายของวันยามเย็น มือของนางกำถุงยาบรรเทาปวดที่มู่ฝานมอบให้อย่างแแ่
หยาดน้ำตาเม็ดใสเอ่อคลออยู่ที่หางตา ทว่านางกลับฝืนกลั้นไม่ปล่อยให้มันร่วงหล่นลงมา
ก่อนเที่ยงคืน ณ ห้องทำงานส่วนตัวของมู่ฝาน
ติ๊ง!
[ระบบแจ้งเตือน]ภารกิจย่อย: รับข้อมูลจากผู้ส่งสาร — สำเร็จสิ้นเชิงภารกิจหลักคงค้าง: ขจัดเงามืดคนทรยศ (จงนำหลักฐานเปิดเผยต่อหน้าซูเจิ้นไห่)รางวัลล่วงหน้า: หินดาราสุริยันสามก้อน (สรรพคุณ: ใช้สำหรับเสริมสร้างคุณค่าการบำเพ็ญเพียรในขั้นก่อกำเนิด)
มู่ฝานวางหนังสือสัญญาลับไว้บนโต๊ะ สายตาจับจ้องที่มันสลับกับการทอดมองออกไปนอกบานหน้าต่าง
วันพรุ่งนี้...
งานประลองยุทธ์ หวังเลี่ย ซูเจิ้นหนาน และความจริงอันดำมืดที่กำลังจะถูกกระชากหน้ากากเปิดเผย
ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะประดังประเดเข้ามาพร้อมกันในวันเดียว
มู่ฝานหยิบหินดาราสุริยันก้อนแรกขึ้นมา ไอพลังสีส้มอมแดงอันอบอุ่นแผ่ซ่านออกมาจากผิวหินอันนวลเนียน เขากุมมันไว้ในฝ่ามือพลางสูดลมหายใจเข้าลึก
ยังคงมีเวลาเหลือก่อนที่แสงแรกของวันใหม่จะมาเยือน
เขาจะใช้ทุก่นาทีที่เหลืออยู่นี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดวงตาหยั่งรู้สแกนภาพเบื้องหน้าพร้อมรอยยิ้ม