หลิวซือซือถึงกับเลิกคิ้วอย่างฉงนพลางก็หันไปขอความเห็นจากเลขาหลิวที่พาผู้อาวุโสเหอมาถึงหน้าประตูบ้านของเธอ
“เป็นเช่นนั้นจริงๆเมื่อก่อนผู้พันเหอเคยพักอยู่ที่บ้านหลังนี้เสี่ยวซือซือ”เลขาหลิวว่าแล้วก็ยิ้มแฉ่งอย่างภาคภูมิใจในอดีตอย่าได้มองว่าหมู่บ้านสกุลหลิวยากจนและทุรกันดารไม่มีความสำคัญเพราะความเป็นจริงนั้นมีกองกำลังทหารมากมายที่ใช้หมู่บ้านแห่งนี้เป็นฐานลับเพราะได้เปรียบด้านชัยภูมิที่ตั้งนั่นเอง
“ถ้าอย่างนั้นผู้อาวุโสเหอเข้ามาด้านในบ้านก่อนนะคะสองแฝดเตรียมตัวเสร็จแล้วล่ะค่ะ” เธอเปิดประตูนหน้าลานบ้านออกกว้างเพื่อให้คนกลุ่มใหญ่เดินเข้ามาในลานบ้านขนาดเล็กได้สะดวก
ผู้อาวุโสเหอเมื่อเดินตามหลิวซือซือเข้ามาในลานบ้านได้แล้วก็ถึงกับเอ่ยปากชมและหันไปพูดกับลูกน้อง “พวกนายดูสิเสี่ยวซือซือมาอยู่ได้ไม่กี่เดือนแต่เธอสร้างบรรยากาศในบ้านดินหลังนี้ให้น่าอยู่กว่าตอนที่พวกเราเคยอยู่เสียอีกนะ”
หัวหน้าผู้คุ้มกันได้แต่หนังตากระตุกพวกเขาเป็นทหารนะหน้าที่หลักก็คือการเป็นทหารจะมีเวลามาปลูกผักทำสวนอย่างคุณหลิวได้อย่างไรกันแต่จะให้พูดตามที่คิดอย่างนั้นหรือไม่ได้เด็ดขาดเพราะตอนนี้คุณหลิวและสองแฝดมีน้ำหนักในใจของท่านผู้นี้ไม่น้อยเลย
“เธอทำได้ดีทีเดียวครับท่านดูตรงนั้นสิครับมีสตรอว์เบอร์รีด้วยนะครับ ไม่คิดว่าดินของที่นี่จะปลูกพวกมันได้”
ผู้อาวุโสเหอมองตามการชี้ชวนของหัวหน้าชุดคุ้มกันก็เห็นว่ามีสตรอว์เบอร์รีจริงๆ “มีสตรอว์เบอร์รีจริงๆด้วยเธอนี่เก่งมากเลยนะเสี่ยวซือซือ”
“ลองผิดลองถูกนานพอสมควรค่ะผู้อาวุโสฉันคิดว่าจะขยายแปลงปลูกไปด้านหลังบ้านด้วยค่ะ ถ้าสำเร็จก็จะได้เพิ่มรายได้ค่ะ”
คำพูดนี้ทำเอาผู้อาวุโสแทบจะสำลักอากาศถ้าสำเร็จอย่างนั้นเหรอ ไม่ใช่เธอทำสำเร็จไปนานแล้วหรอกเหรอไม่อย่างนั้นเสี่ยวย่าลากับจินเกอจะเอาสตรอว์เบอร์รีจากไหนส่งขายไปทั่วอำเภอ
“ดีๆๆ”แต่เขาจะไม่เปิดโปงเสี่ยวซือซือหรอกถึงอย่างไรทุกคนก็ทำเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดทั้งนั้น
หลิวซือซือพาผู้อาวุโสเหอและเลขาหลิวเข้าไปนั่งในห้องโถงเล็กของบ้านส่วนคนอื่นนั้นยืนรออยู่ด้านนอกเพราะบ้านของเธอมันเล็กมาก
ขณะที่รินน้ำชาอยู่นั้นสองแฝดก็เดินออกมาจากห้องนอน“เสี่ยวเหว่ย เสี่ยวซือเย่ ดูสิจ๊ะใครมา”
สองแฝดที่เปลี่ยนชุดใหม่เรียบร้อยแล้วเมื่อเห็นผู้อาวุโสเหอก็ยิ้มร่าอย่างยินดีเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้า แล้วก็คำนับทักทายอย่างพร้อมเพรียง
“ผู้อาวุโสเหอสวัสดีครับ”
“ผู้อาวุโสเหอสวัสดีค่ะ”เสี่ยวซือเย่ค้อมศีรษะตามพี่ชาย พลางก็แอบเหล่ตามองเหล่าขาทองคำที่มาพร้อมกับผู้อาวุโสเหอไปด้วยอืม เมื่อวานไม่มีเวลาพิจารณา วันนี้พอพิจารณาดีๆล้วนมีแต่คนใหญ่คนโตทั้งนั้นเลย
“เด็กดีๆมานี่ มานั่งบนตักของฉันนี่มา” ผู้อาวุโสเหอวางถ้วยชาลงก่อนจะตบลงไปบนตักของตัวเองอย่างผ่อนคลาย
สองแฝดมองผู้เป็นแม่เห็นว่าคุณแม่พยักหน้าให้พวกเขาจึงกล้าเดินเข้าหาผู้อาวุโส
เสี่ยวเหว่ยปล่อยให้น้องสาวได้ไต่ขึ้นไปนั่งอยู่บนตักของผู้อาวุโสเหอส่วนตัวเองยืนอยู่ข้างๆไม่ยอมขึ้นไปนั่ง
ภาพนี้ทำให้ผู้อาวุโสเหอคิดไปถึงเมื่อวานที่เสี่ยวเหว่ยยืนเฝ้าตอนเสี่ยวซือเย่นอนหนุนตักของหลิวซือซือ เด็กคนนี้ใช้ได้จริงๆ
“ทำไมเธอไม่ขึ้นมานั่งบนตักของฉันล่ะเสี่ยวเหว่ย”
“ผมเป็นพี่ชายเสียสละให้น้องครับ”เสี่ยวเหว่ยเอ่ยพลางก็ตบอกตัวเองปุๆอย่างภาคภูมิใจ
“อ้อช่างเป็นพี่ชายที่เสียสละจริงๆ”ว่าแล้วท่านผู้เฒ่าก็ใช้วงแขนข้างที่ว่างช้อนตัวเล็กจ้อยของทารกน้อยที่อายุไม่ถึงปีขึ้นมานั่งบนตักของตัวเอง“เด็กดี”
“ลำบากผู้อาวุโสเหอแล้วค่ะ”หลิวซือซือเลื่อนจานขนมอบและจานผลไม้ตากแห้งให้กับสองผู้อาวุโสก่อนเธอจะขยับถอยออกไปสองก้าวแล้วยืนอยู่ตรงนั้น
“ไม่ลำบากสักนิดเสี่ยวซือซือเธอมาอยู่ที่บ้านหลังนี้นานพอสมควรแล้วใช่ไหมถ้าอย่างนั้นฉันจะไม่ให้สองแฝดพาเดินชมหมู่บ้านแล้ว”เพียงข้ามคืนเขาก็ได้ข้อมูลของหลิวซือซือมาไม่น้อยเลย และก็ได้รับรู้เกี่ยวกับเรื่องความขัดแย้งในครอบครัวเดิมของเธอด้วยดังนั้นจึงไม่ต้องการให้เธออึดอัดใจเพราะต้องต้อนรับเขาถ้าเขาให้สองแฝดพาเดินชมรอบหมู่บ้านภายในใจของเด็กน้อยอาจจะเต็มไปด้วยความอึดอัดก็เป็นได้
“ไม่ใช่เรื่องลำบากใจอะไรหรอกค่ะผู้อาวุโสเหอถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นคนแซ่หลิวเหมือนกัน”
“พูดได้ดี!” ผู้อาวุโสเหอหันไปคุยกับเลขาหลิว“เสี่ยวหลิวฉันจะพักอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน”
เสี่ยวหลิวหรือเลขาหลิวที่รู้จักกับผู้พันเหอมาตั้งแต่เขายังเด็กก็ยิ้มแฉ่ง“ผู้พันเหอจะพักกับเสี่ยวซือซือหรือว่าจะพักที่บ้านดินหลังอื่นครับ”
“เอาเป็นบ้านดินในป่าตรงโน้นก็แล้วกันน่าจะใกล้บ้านของเสี่ยวซือซือที่สุดและก็หลังใหญ่กว่าบ้านดินหลังอื่นด้วย”
“ไม่มีปัญหาครับผมจะให้เด็กๆไปช่วยจัดการทำความสะอาดให้” เลขาหลิวพินอบพิเทามองสองแฝดที่ได้รับความเอ็นดูเป็นพิเศษจากผู้พันเหอแล้วก็ต้องลอบพยักหน้าเสี่ยวซือซือมีที่พึ่งที่ยอดเยี่ยมจริงๆ
“ไม่ต้องหรอกเดี๋ยวให้ลูกน้องของฉันจัดการเอง”ว่าแล้วผู้อาวุโสเหอก็ส่งสัญญาณให้หัวหน้าชุดคุ้มกันพาลูกน้องออกไปจัดการเรื่องบ้านดิน
“ดื่มน้ำชาก่อนเถอะค่ะผู้อาวุโสเหอ”หลิวซือซือเอ่ยออกมายิ้มๆ
ผู้อาวุโสเหอยื่นมือออกไปรับถ้วยน้ำชามาแล้วก็เป่าเบาๆ “หืม นี่มันเป็นชาชั้นยอดนี่เสี่ยวซือซือ”
หลิวซือซือถึงกับคิ้วกระตุกไหนบอกว่าตัวเองเป็นตาแก่ไร้ประโยชน์อย่างไรล่ะ ทำไมถึงได้รู้ว่าเป็นชาชั้นยอดด้วย“นี่เป็นชาที่เก็บมาจากป่าหลังบ้านค่ะ มีไม่มากฉันก็เลยนำมาคั่วผัดเก็บเอาไว้ไม่คิดเลยว่าผู้อาวุโสเหอจะชอบ”
เลขาหลิวถึงกับคิ้วกระตุกแถวนี้มีต้นชาด้วยอย่างนั้นเหรอ ทำไมเขาไม่เคยเห็นเลยล่ะแต่เอาเถอะถ้าเสี่ยวซือซือบอกว่าเป็นต้นชาจากป่าหลังบ้านก็คงต้องเป็นแบบนั้น
“ไม่คิดเลยว่าตาแก่อย่างฉันจะมีวาสนาได้ดื่มชาชั้นยอดด้วย ดีจริงๆเสี่ยวซือซือ”
“ถ้าเลขาหลิวชอบฉันจะแบ่งให้สักเหลี่ยงก็ได้ค่ะ”หลิวซือซือเอ่ยออกมาอย่างไม่ทุกข์ร้อนอันใด
“เธอจะแบ่งให้เขาคนเดียวไม่ได้นะเสี่ยวซือซือต้องแบ่งให้ฉันด้วย” ผู้อาวุโสเหอยามนี้ไหนเลยจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่เปี่ยมด้วยคุณธรรมรีบเปิดปากขอแย่งชาชั้นยอดกันซึ่งๆหน้าเลย
หลิวซือซือที่ยืนอยู่ก็มองผู้เฒ่าเหอพร้อมกับกระพริบตาปริบๆก่อนจะหันไปมองเลขาหลิว ก็ได้เห็นว่าอีกฝ่ายเองก็มีท่าทางไม่ยอมเช่นกันแต่ไม่กล้าแสดงออกมากนัก
“เอ่อถ้าอย่างนั้นเอาไปคนละหนึ่งเหลี่ยงดีไหมคะ จำนวนนี้มากที่สุดแล้วนะคะ” เสนอออกไปแล้วก็รอฟังคำตอบของผู้อาวุโสที่ดีกับเธอทั้งสองคน
“ไม่ได้ๆ เธอให้เสี่ยวหลิวแค่ครึ่งเหลี่ยงก็พอแล้วเสี่ยวซือซือ”
“อะเอ่อผู้พันเหอครับ หนึ่งเหลี่ยงนี่ไม่ใช่ผมจะเอาไปไว้ต้มดื่มคนเดียวนะครับเวลาเข้าไปประชุมในเมืองผมยังสามารถนำชานี่ไปมอบให้กับผู้หลักผู้ใหญ่ในอำเภอได้ด้วยนี่จะทำให้หมู่บ้านสกุลหลิวมีหน้ามีตานะครับ”
“เฮอะ! แค่นายอ้าปากฉันก็เห็นไส้ขดเขียวๆของนายหมดแล้วเอาไปแค่ครึ่งเหลี่ยงก็พอแล้ว” ครึ่งเหลี่ยงก็คือ 25 กรัมนั่นเองแค่นี้ก็เพียงพอแล้วของดีก็ต้องแบ่งๆกันสิ
“โธ่! ผู้พันเหอครับ”
เสี่ยวเหว่ยที่นั่งตักผู้อาวุโสเหอกระตุกชายเสื้อเบาๆ“มีอะไรเหรอเสี่ยวเหว่ย”
“ป่าหลังบ้านมีชาหลายต้นครับ”พูดออกไปเช่นนี้แล้วเขาก็หันไปขยิบตาให้น้องสาว ตอนแรกไม่มีแม้แต่ต้นเดียวแต่เห็นสองผู้อาวุโสแย่งชิงพวกมันเขาก็จะให้มันมีสักสิบต้นก็แล้วกัน
“จริงเหรอเสี่ยวซือซือ”ผู้อาวุโสเลิกคิ้วถามหลิวซือซืออย่างตื่นเต้นเพราะชาชนิดนี้รสชาติมันดีมากๆจนเขาอยากจะเก็บสะสมเอาไว้มากๆนั่นเอง
หลิวซือซือมองสองแฝดแล้วก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นจึงได้ตอบว่า “จริงค่ะผู้อาวุโสเหอเอาไว้วันหลังฉันเก็บชามาคั่วผัดอีกจะแบ่งให้เยอะกว่านี้นะคะ”
“อ่าถือว่าเธอรับปากแล้วนะเสี่ยวซือซือ” ที่เขาไม่คิดจะไปเก็บและนำมาคั่วผัดเอง นั่นก็เป็นเพราะขั้นตอนกรรมวิธีการคั่วผัดชาก็สำคัญไม่น้อยการที่เสี่ยวซือซือคั่วผัดชาออกมาจนชามีรสชาติดีมากถึงเพียงนี้นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเธอมีความสามารถ
“อย่าลืมเผื่อให้ฉันด้วยนะเสี่ยวซือซือ”เลขาหลิวเองก็ไม่คิดจะเสาะหาต้นชาเหมือนกันเพราะป่าแถวนี้มีหรือที่เขาจะไม่ย่างเหยียบไปทุกแห่ง มันไม่มีหรอกต้นชาที่ว่านั่นแต่ทุกคนล้วนต้องมีความลับที่บอกใครไม่ได้ไม่ใช่เหรอ
“ได้ค่ะ”ว่าแล้วเธอก็ขยับเข้ามารินชาให้สองผู้ยิ่งใหญ่อีกถ้วย พร้อมกับพูดว่า“เย็นนี้ผู้อาวุโสจะทานอาหารเย็นที่ไหนคะ”
“ที่บ้านของเธออย่างไรล่ะดีไหมเด็กๆ” ผู้อาวุโสเหอตอบออกมาโดยไม่เสียเวลาคิดด้วยซ้ำชายังทำออกมาได้ดีขนาดนี้แล้วอาหารล่ะเสี่ยวซือซือจะทำออกมาได้อร่อยแค่ไหน ได้ยิน่มาว่าเจียนปิ่งที่เธอทำขายก็มีคนรุมซื้อทุกครั้งเด็กคนนี้มีความตั้งใจที่จะใช้ชีวิตให้ดีอย่างแท้จริงและเหตุผลก็น่าจะอยู่ที่สองแฝด
“เลขาหลิวล่ะคะจะทานอาหารที่บ้านของฉันหรือเปล่า”
“เรื่องนี้ขอผ่านดีกว่านะเสี่ยวซือซือ ฉันยังต้องเรียกประชุมผู้อาวุโสในหมู่บ้านมีหลายเรื่องที่ต้องหารือ” ว่าแล้วเลขาหลิวที่รู้สึกว่าได้ใช้พลังทั้งชีวิตเพื่อต่อสู้แย่งชิงชากับผู้พันเหอก็ลุกขึ้นด้วยแข้งขาที่สั่นเทา “วันนี้ถ้าบ้านดินหลังนั้นยังจัดการไม่เสร็จก็ไปนอนที่บ้านของผมก่อนนะครับผู้พันเหอ” ที่เขาไม่จัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะของผู้พันเหอเป็นเพราะอีกฝ่ายไม่ชมชอบเรื่องเหล่านี้เขาจึงพยายามรับรองอย่างสุดความสามารถ และก็ดีมากที่มีเสี่ยวซือซือคอยช่วยในเรื่องนี้ด้วย
“ได้ๆๆขอบใจนายมาก อย่าลืมเอาชาหนึ่งเหลี่ยงกลับไปด้วยล่ะเสี่ยวซือซือไปเอาชามาให้เขาเร็ว!”
“ได้ค่ะผู้อาวุโสเหอ”หลิวซือซือไม่แน่ใจแล้วว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้าบ้านที่แท้จริงแต่ก็รีบเดินกลับเข้าห้องครัวเพื่อนำชาชั้นยอดของเธอออกมาจากนั้นก็ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่ออย่างพิถีพิถันนี่คือชาที่คุณปู่คุณย่าบุญธรรมของเธอเก็บมาจากยอดเขาเชียวนะ ย่อมต้องเป็นของชั้นเยี่ยมอยู่แล้ว
เลขาหลิวที่เห็นห่อชาแล้วก็ยิ้มออกมาหนึ่งเหลี่ยงก็ไม่น้อยเลยนอกจากจะเอาไว้ต้มดื่มเองที่บ้านแล้วยังสามารถนำไปมอบให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในเมืองได้อีกด้วยและในอนาคตเสี่ยวซือซือก็ยังสามารถมอบให้เขาได้อีกเรื่อยๆ
“ขอบใจเธอมากเสี่ยวซือซือ”ว่าแล้วก็หันไปทางผู้พันเหอ “ถ้ามีอะไรให้ผมช่วยเรียกได้ตลอดนะครับผู้พันเหอ”
“ไปเถอะๆฉันจะอยู่กับเสี่ยวเหว่ย เสี่ยวซือเย่เอง” ผู้เฒ่าเหอเอ่ยออกมาอย่างไม่ใยดีเจ้าเด็กนี่ไม่เห็นเพียงไม่กี่สิบปีเท่านั้นแต่นิสัยของเขาเปลี่ยนไปเยอะทีเดียว
เลขาหลิวยิ้มเจื่อนก่อนจะพยักหน้าให้หลิวซือซือและสองแฝดจากนั้นก็เดินออกไปจากห้องโถงเล็กของบ้าน แล้วพาคนของเขาเดินกลับเข้าไปในหมู่บ้านอย่างรีบเร่ง
เมื่อไม่มีคนนอกอยู่แล้วผู้อาวุโสเหอก็เริ่มพูดเรื่องสำคัญกับหลิวซือซือ“เธอน่าจะเดาได้ใช่ไหมเสี่ยวซือซือว่าฉันมาที่นี่เพราะอะไร”
“เกี่ยวกับเรื่องในอดีตหรือเปล่าคะ”ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องในอดีตผู้อาวุโสเหอก็คงไม่เลือกที่จะมาที่นี่ซึ่งเคยเป็นบ้านพักของท่านในอดีต
ผู้อาวุโสเหอใช้นิ้วชี้หน้าหลิวซือซืออย่างถูกใจ“อืม เป็นเรื่องราวบางอย่างในอดีตที่ยังค้างคาอยู่ในใจของฉันและเหล่าสหายฉันคงจะใช้เวลาอยู่ที่นี่อีกพักใหญ่ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ฉันต้องการความจริงจากปากของเธอ”คำว่าเหล่าสหายของท่านผู้เฒ่านั้น ทุกคนล้วนมียศและตำแหน่งใหญ่โตทั้งนั้น ถ้าเขาไม่ลาออกจากกองทัพเสียก่อนป่านนี้ก็คงจะยังอยู่ในวังวนของอำนาจที่มักจะกลืนกินผู้คนจนไม่เหลือกระดูก
“ผู้อาวุโสเชิญพูดมาได้เลยค่ะถ้าฉันตอบได้ฉันก็จะตอบ” หลิวซือซือเองก็รู้ดีว่าถ้าเธอต้องการจะทำให้ท่านผู้อาวุโสวางใจและเชื่อใจอย่างแท้จริงเธอจะต้องผ่านการทดสอบนี้ไปให้ได้
“คนสกุลหยาง”ผู้อาวุโสเหอพูดเพียงเท่านั้น ก็ไม่ได้ขยายความต่อว่าต้องการจะรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับคนสกุลหยาง
“เท่าที่ฉันรู้ป้าเหมยเป็นญาติคุณแม่ของฉันค่ะและญาติผู้พี่สองคนก็เป็นลูกของเธอ”เห็นท่าทีและนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความกังขาของผู้อาวุโสเหอแล้วเธอจึงรีบพูดต่อ“นี่คือสิ่งที่ฉันรับรู้มาค่ะแต่ตามการวิเคราะห์ของฉันแล้วฉันคิดว่าพวกเขาแค่เคยรู้จักกับคุณแม่ของฉันหรืออาจจะเคยอาศัยอยู่ในสถานที่เดียวกันมาก่อนเป็นเพียงแค่คนที่ใช้แซ่หยางเหมือนกัน”
ฟังมาถึงตรงนี้ผู้อาวุโสเหอก็ผ่อนคลายมากขึ้น“เธอเคยคิดบ้างไหมว่าพวกเขามาที่นี่ก็เพราะเธอ”
“ฉันก็คิดเหมือนกันค่ะแต่ยังไม่เคยได้พูดคุยเรื่องนี้กับพวกเขาคิดเอาไว้ว่าต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสมค่อยถามค่ะ”
“เธอไม่กลัวว่าพวกเขาจะแสร้งปกป้องให้เธอตายใจจากนั้นก็ค่อยจัดการเธอกับลูกในภายหลังเหรอ”
“เคยคิดค่ะแต่ฉันเลือกที่จะเชื่อความรู้สึกและสัญชาตญาณของตัวเองมากกว่าค่ะผู้อาวุโสเหอ”
“ฮึ! ผู้หญิงก็เป็นเสียแบบนี้เอาเถอะระหว่างที่ฉันพักอยู่ที่นี่จะบอกให้เสี่ยวหลี่กับลูกน้องของเขาคอยสอดส่องดูแลเธอกับเด็กๆด้วยไม่มีอะไรแล้วก็ไปทำอาหารเถอะ สำหรับสิบห้าคนนะเธอมีวัตถุดิบมากพอหรือเปล่า”
“มีค่ะฉันฝากให้ย่าลาซื้อมาตุนเอาไว้มากพอสมควรเลยค่ะ”
“อืม ดีมากต่อไปถ้าไม่ติดธุระอะไรฉันกับพวกเขาจะมากินข้าวที่นี่ นี่เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับหนึ่งเดือน”ว่าแล้วก็ล้วงเอาซองสีน้ำตาลออกมาแล้วยื่นให้หลิวซือซือ
หลิวซือซือยิ้มร่าเมื่อเห็นซองใส่เงินดูอย่างไรก็รู้ว่ามีจำนวนไม่น้อย “ไว้ใจฉันได้เลยค่ะผู้อาวุโสเหอ”
เมื่อหลิวซือซือเดินกลับเข้าห้องครัวไปแล้วผู้อาวุโสเหอจึงได้ก้มลงกระซิบถามเสี่ยวซือเย่“เสี่ยวซือเย่รู้จักคนแซ่หยางหรือเปล่า” ไม่รู้ทำไมเขาถึงเลือกจะถามเด็กน้อย
เด็กน้อยเสี่ยวซือเย่ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้มหวานแล้วพูดว่า “ความลับค่ะ”
ผู้อาวุโสเหอยิ้มค้างครู่หนึ่งนัยน์ตานั้นฉายแววรวดร้าว ก่อนจะรีบปรับให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว เด็กน้อยทั้งสองก็มีอะไรๆที่น่าค้นหาเหมือนกันเอาเถอะเขาเองก็เหนื่อยที่จะตามหาแล้วเหมือนกันปล่อยให้มันตายไปพร้อมกับเขาได้ก็คงจะดี
“อืมปล่อยให้เป็นความลับก็ดีเหมือนกัน”
เสี่ยวเหว่ยถลึงตาให้น้องสาวเด็กนี่ชอบพูดไปเรื่อยเปื่อย “เสี่ยวซือเย่!”
“ฉันไม่พูดแล้วค่ะพี่ใหญ่”
กลับเป็นผู้อาวุโสเหอที่เปลี่ยนอารมณ์อย่างรวดเร็ว“ปล่อยให้แม่ของพวกเธอทำอาหารไปก่อน ส่วนพวกเราไปที่บ้านคุณตาคุณยายของพวกเธอดีไหม”
“ดีค่ะผู้อาวุโส”เสี่ยวซือเย่ที่ถูกพี่ชายปรามเอาไว้จนหงอ ก็รีบรับคำเสียงแผ่ว
“เรียกคุณตาก็ได้ฉันเองก็อยากจะมีหลานน่ารักอย่างพวกเธอเหมือนกัน”
เสี่ยวซือเย่ตาโตแล้วก็หันไปปรึกษากับพี่ชายเห็นอีกฝ่ายทอดถอนใจก็เข้าใจได้ทันทีว่าได้รับการอนุญาตแล้ว “ค่ะคุณตา” แล้วเธอก็ไถลตัวลงจากตักของคุณตาหมาดๆลงไปยืนที่พื้นห้อง
เสี่ยวเหว่ยเองก็ไต่ลงจากตักของผู้อาวุโสเหอเรื่องราวที่เขาและน้องสาวได้รับรู้จากญาณมาคร่าวๆนี้ถ้าไม่จำเป็นเขาก็ไม่อยากจะบอกเล่าออกมาหรอก เพราะไม่ได้เกิดผลดีอะไรเลย รังแต่จะทำให้คนเจ็บปวดใจเปล่าๆ
“ไปกันเถอะ”ผู้อาวุโสเหอจับจูงมือสองแฝดเดินไปที่ห้องครัว แล้วร้องบอกหลิวซือซือ“ฉันจะพาพวกเขาไปที่บ้านพ่อแม่ของเธอนะเสี่ยวซือซือเย็นนี้จะชวนพวกเขามากินข้าวด้วยกัน”
“ได้ค่ะเสี่ยวซือเย่ระวังมือของผู้อาวุโสเหอข้างที่เจ็บด้วยนะจ๊ะอย่าจับแรง”
“ค่ะคุณแม่”เสี่ยวซือเย่ยิ้มหวานให้คุณแม่คนสวย จากนั้นก็เดินไปกับผู้อาวุโสเหอ
หลิวซือซือชะเง้อคอมองตามผู้อาวุโสเหอและลูกชายลูกสาวนัยน์ตาของเธอฉายแววครุ่นคิด คำถามเกี่ยวกับคนสกุลหยางคล้ายเป็นการโยนหินถามทางแท้จริงแล้วผู้อาวุโสเหอน่าจะเคยข้องเกี่ยวกับใครสักคนที่แซ่หยางเป็นแน่
ท่าทางของป้าเหมยและญาติผู้พี่ทั้งสองคนยิ่งชัดเจนไม่เพียงเท่านั้นพ่อและแม่ของเธอก็ปฏิบัติต่อพวกเขาดีเกินกว่าคนเป็นญาติปฏิบัติต่อกันเสียอีก
นาฬิกาพกเรือนนั้นและยังมีป้ายหยกที่สลักตัวอักษรเอาไว้สองชิ้นนั่นอีก
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนน่าสงสัยแต่เธอคงจะเข้าไปถามเอาคำตอบตรงๆจากพวกเขาไม่ได้ ทำได้แค่รอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น
ตอนเย็นนายพลหลี่ตงกับลูกน้องรวมเป็นสิบสี่คนก็เดินกลับมารวมตัวกันที่ลานหน้าบ้านของหลิวซือซือ
หลิวซือซือที่ทำอาหารเสร็จแล้วก็มองดูสภาพของพวกเขาด้วยความงุนงง“พวกคุณจัดการพื้นที่รอบๆบ้านดินเรียบร้อยแล้วเหรอคะ”
นายพลหลี่ตงก้มมองสภาพของตัวเองกับลูกน้องแล้วก็ต้องหัวเราะออกมา“เสร็จแล้วล่ะครับคุณหลิว”
“ถ้าอย่างนั้นไปล้างตัวที่ธารน้ำตรงโน้นก่อนนะคะฉันจะไปตามทุกคนให้มากินข้าวเย็นด้วยกัน”
“ท่านไปไหนอย่างนั้นเหรอครับหรือว่าจะกลับเข้าไปในหมู่บ้าน” เอาอีกแล้ว! ท่านที่ปรึกษาชอบกลั่นแกล้งพวกเขาเป็นประจำเลย
“ไม่ใช่หรอกค่ะไปที่บ้านพี่สี่ของฉันที่อยู่ใกล้กันนี่แหละ”
“อ้อถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปจัดการตัวเองก่อนนะครับ”
“ไปเถอะค่ะ”หลิวซือซือรอจนหัวหน้าชุดคุ้มกันพาลูกน้องของเขาออกไปแล้วเธอจึงเดินออกจากประตูบ้านแล้วก็ไปตามทุกคนให้มากินข้าวเย็นด้วยกัน