ตะวันยังไม่พ้นขอบฟ้า ท้องฟ้ายังคงสลัวอยู่ในแสงก่อนรุ่งอรุณ
กังงง—
เสียงระฆังแห่งจวินเหิงหย่วนดังกังวานรับยามเช้า แ่สะท้อนไปทั่วหุบเขา
กลางลานกว้างข้างศาลา เยว่เสวี่ยหลิงยืนถือกระบี่อยู่เพียงลำพัง มือทั้งสองข้างยังถูกพันผ้าแน่นจากาแเมื่อวาน ขณะที่เสี้ยวจันทราพุ่งตรงเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว
เคร้ง!
กระบี่ในมือรับการโจมตีเอาไว้ ร่างบางถอยฉากไปหลายก้าวก่อนดีดกายตีลังกากลับหลัง เสี้ยวจันทราไม่เปิดโอกาสให้พักหายใจ มันหมุนกลับมาอีกครั้งด้วยความเร็วเดิม
เยว่เสวี่ยหลิงะโหลบไปมา บางจังหวะใช้กระบี่ปัดป้อง บางจังหวะพลิกตัวหลบคมจันทร์เสี้ยวที่พุ่งเฉียดผ่านกาย
จนกระทั่งนางตีลังกาลงสู่พื้น ปลายเท้าแตะผืนหญ้านุ่มเบา ๆ
เสี้ยวจันทรากำลังพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
“พอแล้ว”
เยว่เสวี่ยหลิงยกมือขึ้นห้าม
“เดี๋ยววันนี้เราจะไปเที่ยวนอกอารามมรกต”
คมจันทร์เสี้ยวชะงักกลางอากาศ ก่อนเคลื่อนมาวนรอบกายนางอย่างเชื่องช้า
เยว่เสวี่ยหลิงมองมันแล้วส่ายหน้า
“แค่คิดให้โจมตีข้า เ้าก็โจมตีไม่หยุดจริง ๆ”
นางยกนิ้วชี้ขึ้น เสี้ยวจันทราลอยลงมาตั้งอยู่บนนิ้วนั้นอย่างว่าง่าย
“ปราณข้าจะหมดเสียก่อน ถ้าเ้ายังลอยอยู่ข้าง ๆ เช่นนี้”
สิ้นคำ นางกำมือเบา ๆ เสี้ยวจันทราสลายหายไปในอากาศ
ในเวลาเดียวกัน ศิษย์เวรยามสี่คนก็เดินผ่านเงาไม้เข้ามา ท่ามกลางท้องฟ้าที่ยังไม่สว่างเต็มที่
หนึ่งในนั้นกล่าวขึ้น
“นางโชคดีจัง ได้อยู่ในอารามมรกต”
อีกคนกระซิบตอบ
“ข้าอยู่มาสิบปีแล้วยังไม่มีห้องพักที่อารามนั้นเลย”
เมื่อเดินเข้ามาใกล้ลานกว้างที่เยว่เสวี่ยหลิงยืนอยู่ เสียงสนทนาก็เงียบลงทันที ทั้งสี่แยกย้ายไปประจำตำแหน่งตามเดิม บ้างยืนเฝ้าศาลา บ้าง
ยืนอยู่ตรงทางเข้าสวนท้อ
เยว่เสวี่ยหลิงก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนตัดสินใจเดินเข้าไปหาศิษย์หญิงสองคนที่ยืนอยู่ใกล้ศาลา
“ศิษย์พี่ ปกติพวกท่านพักที่ใดหรือ”
หนึ่งในนั้นชี้ลงไปยังพื้นที่นอกอาราม เบื้องล่างของจวินเหิงหย่วน
“ปกติศิษย์ทุกคนจะพักอยู่ห้องพักข้างลานฝึกด้านล่าง”
ระหว่างนั้นเอง ศิษย์อาภรณ์ขาวผู้หนึ่งเดินออกมาจากห้องพักใกล้อาราม
เยว่เสวี่ยหลิงมองตามโดยไม่รู้ตัว
ศิษย์หญิงตรงหน้าเอ่ยขึ้น
“นั่นคือศิษย์ที่ผ่านพิธีคัดเลือกอาจารย์แล้ว”
อีกคนพยักหน้าไปทางร่างนั้น
“เ้าลองมองที่ผ้าคาดเอวสิ ผู้ที่ผ่านพิธีแล้วจะมีกิ่งไม้หยก เป็สัญลักษณ์ของอารามมรกต”
นางถอนหายใจเบา ๆ
“ข้าก็อยากมีบ้าง แต่คงไม่มีวาสนาถึง”
เยว่เสวี่ยหลิงมองทั้งสองคนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนประสานมือคำนับ
“ขอบคุณศิษย์พี่”
นางหันหลังเดินจากไป
หนึ่งในศิษย์เวรมองตามแผ่นหลังนั้นแล้วกล่าวขึ้น
“เ้าก็อย่าไปโกรธนางเลยที่ได้รับสิทธิพิเศษ”
“อย่างน้อยนางก็เป็เด็กดี”
อีกคนกำลังจะตอบ
แต่เยว่เสวี่ยหลิงกลับหันมาโบกมือจากไกล ๆ ก่อนะโเสียงใส
“ข้าจะซื้อขนมมาฝากศิษย์พี่นะ!”
ศิษย์หญิงทั้งสองชะงักไปเล็กน้อย
ก่อนอีกฝ่ายจะหลุดหัวเราะออกมา
“ข้าไม่ได้โกรธนางเสียหน่อย”
นางยกมือโบกตอบกลับ
ขณะที่ร่างของเยว่เสวี่ยหลิงค่อย ๆ วิ่งหายไปตามทางเดินยามเช้า
ร่างของเยว่เสวี่ยหลิงลอยลงจากอารามมรกตภายใต้อาภรณ์สีขาวสะอาด เมื่อปลายเท้าััพื้น นางจึงได้เห็นจวินเหิงหย่วนในยามเช้าเป็ครั้งแรก
เบื้องหน้าคือลานฝึกกว้างใหญ่ที่ทอดยาวสุดสายตา เป้าซ้อมจำนวนมากตั้งเรียงรายเป็ระเบียบ รอบด้านเงียบสงบ มีเพียงสายลมอ่อนพัดผ่านผืนหญ้า
นางก้าวเดินช้า ๆ พลางมองไปรอบตัว
ด้านหนึ่งของลานฝึกคือกลุ่มห้องพักที่จัดเรียงอย่างเป็ระเบียบ บางห้องเริ่มมีแสงไฟส่องออกมาจากด้านใน ส่วนอีกฟากหนึ่งก็ไม่ต่างกันนัก อาคารจำนวนมากตั้งลดหลั่นไปตามแนวูเา
เยว่เสวี่ยหลิงเดินไปถึงโต๊ะหินใต้ต้นหลิวริมลาน ก่อนนั่งลงพักครู่หนึ่ง
“นี่คือเวลายามเช้าสินะ...”
นางบิดกายเล็กน้อยแล้วลุกขึ้นอีกครั้ง
ทางเข้าสำนักอยู่ไม่ไกล ต้นไม้โบราณสูงตระหง่านสองต้นยืนขนาบอยู่ทั้งสองด้านราวกับประตูธรรมชาติ เยว่เสวี่ยหลิงเดินไปจนถึงชั้นบนสุดของบันได เมื่อมองลงไปเบื้องล่าง บันไดหินทอดยาวจนแทบมองไม่เห็นปลายทาง
นางหันกลับไปอีกด้าน พบหินก้อนใหญ่ตั้งอยู่ บนผิวหินสลักอักษรสามคำเอาไว้
บันไดพิสูจน์ตน
เยว่เสวี่ยหลิงกะพริบตา ก่อนเริ่มก้าวลงบันได ระหว่างทางศิษย์จำนวนไม่น้อยเริ่มปรากฏตัวขึ้น บางคนกำลังเดินขึ้นจากเบื้องล่าง บางคนถือผักสด บางคนหอบห่ออาหารจนกลิ่นหอมลอยออกมาเป็ระยะ
“ข้าไม่เคยเห็นนางมาก่อน”
“หรือจะเป็ศิษย์ใหม่”
สายตาหลายคู่มองมาที่นางด้วยความสงสัย เยว่เสวี่ยหลิงก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนเร่งฝีเท้า บาง่นางดีดกายข้ามบันไดไปกว่าห้าสิบขั้นในคราวเดียว
กระทั่งมาถึงขั้นสุดท้าย นางหันกลับไปมองบันไดทอดยาวที่เพิ่งเดินลงมา ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย
“โอ้โห...พิสูจน์ตนจริง ๆ”
ไม่ไกลกัน ชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งกำลังถือของพะรุงพะรังชะงักไป เขาหันมองเพื่อนอีกสามคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“นางไม่มีเหงื่อเลย”
ทั้งสี่คนหันมองตามร่างบางที่กำลังเดินตรงไปยังหมู่บ้านเชิงเขา
เสียงเรียกลูกค้าของพ่อค้าแม่ค้าดังขึ้นจากสองฟากทาง โรงเตี๊ยมหลายแห่งเริ่มเปิดประตูรับผู้คน กลิ่นน้ำชา ซาลาเปา และอาหารร้อนลอยคลุ้งไปทั่วตลาด
“แม่หนู ข้าไม่เคยเห็นเ้ามาก่อน อยากลองชิมซาลาเปาไหม”
เยว่เสวี่ยหลิงยิ้มพลางพยักหน้า
“ข้าเอาสามลูก”
พ่อค้าหยิบซาลาเปาใส่ถุงให้อย่างคล่องแคล่ว
“ลูกละหนึ่งซิง ทั้งหมดสามซิง”
เยว่เสวี่ยหลิงจ่ายเงิน ก่อนหยิบซาลาเปาลูกหนึ่งขึ้นมากัด พลางเดินชมร้านค้าสองข้างทางอย่างอารมณ์ดี
“แม่หนู สนใจปิ่นปักผมหรือไม่ ของใหม่ทั้งนั้น”
นางหยุดมองแผงสินค้าครู่หนึ่ง ก่อนความคิดหนึ่งจะผุดขึ้นมา
เอาไปฝากศิษย์พี่ก็ดี
เยว่เสวี่ยหลิงเลือกปิ่นขึ้นมาสี่อัน
“เท่าใดหรือเฒ่าแก่”
“อันละสิบซิง เ้าเอาสี่อัน ข้าลดให้เหลือสามสิบห้าซิง”
“เ้าชอบปิ่นพวกนี้ขนาดนั้นเลยหรือ”
เสียงคุ้นหูดังขึ้นจากด้านข้าง โม่หยวนซางก้าวเข้ามาหยุดยืนข้างแผง
เยว่เสวี่ยหลิงยิ้มเขินเล็กน้อย
“ข้าจะซื้อไปฝากศิษย์พี่”
โม่หยวนซางกวาดตามองปิ่นบนแผงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบปิ่นสีเงินซึ่งมีปลายเป็รูปจันทร์เสี้ยวขึ้นมา แล้วเอื้อมมือปักลงบนเส้นผมของนางอย่างเรียบง่าย
“สิ่งนี้เหมาะกับเ้า”
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว ครั้นได้สติจึงถอยหลังไปครึ่งก้าว แล้วรีบก้มหน้าเปิดถุงเงิน ทว่าโม่หยวนซางกลับวางเงินลงบนแผงไปก่อนแล้ว
ดวงตาคู่นั้นมองมายังนาง
“ของต้อนรับเ้า”
เยว่เสวี่ยหลิงก้มหน้าลงเล็กน้อย
“ขอบคุณท่านโม่หยวนซาง”
นางอดคิดไม่ได้ว่าเขาซื้อของต้อนรับให้ศิษย์ทุกคนเช่นนี้หรือ ทว่าก่อนความคิดนั้นจะได้คำตอบ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเสียก่อน
“ข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าท่านพี่ซื้อของต้อนรับให้ศิษย์ใหม่ด้วย”
โม่เย่หลัวเดินเข้ามา พลางมองเยว่เสวี่ยหลิงสลับกับปิ่นบนศีรษะนาง โม่หยวนซางเหลือบมองเขาเพียงครู่หนึ่ง
“เ้าพูดมากเกินไปแล้ว”
สิ้นคำ เขาก็หันหลังเดินจากไป เยว่เสวี่ยหลิงรีบตามไปพร้อมยื่นซาลาเปาในมือให้อีกฝ่าย
“ท่านอยู่แถวนี้หรือ นี่ค่าปิ่น”
ทว่าในขณะนั้นเอง หินก้อนเล็กก้อนหนึ่งพลันพุ่งเข้ามา เสี้ยวจันทราปรากฏขึ้นแทบจะทันที
เคร้ง!
หินถูกสะท้อนกลับออกไป โม่เย่หลัวเลิกคิ้วเล็กน้อย
“อ้อ”
เขาเดินตรงเข้ามา ก่อนใช้นิ้วจิ้มหน้าผากนางเบา ๆ
“แล้วซาลาเปาของข้าล่ะ”
เยว่เสวี่ยหลิงยกมือกุมหน้าผากทันที
“ท่านชอบแกล้งข้าทำไม”
โม่เย่หลัวยิ้ม ก่อนหยิบซาลาเปาอีกลูกออกจากถุงของนาง
“เผื่อวันหนึ่งข้าทำเ้าตาย”
เขากัดซาลาเปาคำหนึ่ง แล้วเอ่ยต่ออย่างสบายอารมณ์
“เ้าจะได้ไม่ลืมข้า”
ทั้งสามเดินมาจนถึงเชิงเขาเทียนซาน ยามนี้แสงอาทิตย์เริ่มสาดผ่านขอบฟ้า เผยให้เห็นหน้าผาสูงชันซึ่งทอดตัวขึ้นสู่ยอดเขาอย่างชัดเจน
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้ามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเบิกตากว้าง
“โอ้โห...นี่หรือผาด้านหลังเขาเทียนซาน”
สายตาของนางไล่ตามแนวผาที่แทบตั้งฉากกับพื้นดิน
“ข้าเคยแต่ขึ้นทางปกติ”
โม่เย่หลัวเงยหน้ามองตามอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ยอดเขาก็กว้างพอ ๆ กับหมู่บ้านเชิงเขาเท่านั้น แต่ถ้าเ้าอยากขึ้นทางนี้ คงต้องเก่งกว่านี้”
เยว่เสวี่ยหลิงรีบเบือนหน้าหนีทันที
“ใครจะไปอยากฆ่าตัวตายกันเล่า”
สิ้นคำ นางก็วิ่งนำออกไปตามทางด้านข้างของเขาเทียนซาน โม่หยวนซางยื่นมือออกไปโดยอัตโนมัติราวกับคิดจะเรียกนางไว้ แต่ไม่ทันเสียแล้ว
“เ้าไม่ต้องรีบเช่นนั้นก็ได้”
เขากล่าวพลางก้าวเดินตามไป
ไม่นานนัก เยว่เสวี่ยหลิงก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าบันไดพิสูจน์ตน ดวงตาของนางเป็ประกายขึ้นทันที
“มาวิ่งแข่งกัน!”
ยังไม่ทันสิ้นประโยค ร่างบางก็ทะยานออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ลมพัดผ่านสองข้างกาย ขณะที่บันไดหินทอดยาวอยู่เบื้องหน้า เยว่เสวี่ยหลิงวิ่งขึ้นไปทีละ่ ก่อนดีดกายข้ามบันไดหลายสิบขั้นในคราวเดียว
กระทั่งมาถึงปลายทาง นางจึงหยุดหอบอยู่บนชั้นบนสุด
“ฮ่า...ฮ่า...”
เยว่เสวี่ยหลิงหันกลับไปมองเบื้องล่าง ก่อนยกยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“เื่วิ่งข้าเร็วอยู่แล้ว”
“งั้นเหรอ”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
เยว่เสวี่ยหลิงชะงัก เมื่อหันกลับไปก็พบโม่เย่หลัวยืนอยู่ไม่ไกล กำลังใช้นิ้วแคะหูราวกับไม่ได้สนใจคำประกาศของนางนัก ส่วนโม่หยวนซางยืนพิงต้นไม้โบราณอยู่ด้านข้างมาั้แ่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
รอยยิ้มบนใบหน้าของเยว่เสวี่ยหลิงค่อย ๆ จางลง นางก้มหน้าลงเล็กน้อย
“ข้ารู้สึกว่ายังห่างไกล”
โม่หยวนซางก้าวเข้ามาหา
“แต่ตอนนี้เ้าก็พัฒนาขึ้นมากแล้ว”
น้ำเสียงของเขายังคงเรียบนิ่ง ทว่ากลับทำให้เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้นมองโดยไม่รู้ตัว
ขณะเดียวกัน โม่เย่หลัวหันไปมองเหล่าศิษย์ที่กำลังเดินขึ้นบันไดอยู่เบื้องล่าง ก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ใช่ อย่างน้อยตอนนี้เ้าก็เกือบเท่าศิษย์ทั่วไปแล้ว”
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้นทันที ก่อนค่อย ๆ ก้มลงอีกครั้ง
โม่หยวนซางนิ่งไปครู่หนึ่ง ส่วนโม่เย่หลัวกลับยิ้มอย่างอารมณ์ดี ราวกับไม่รู้เลยว่าตนเองเพิ่งพูดอะไรออกมา
เยว่เสวี่ยหลิงจึงเดินคอตกกลับไปยังลานฝึก
เฟิงอวี้ซึ่งกำลังนั่งทำความสะอาดกระบี่อยู่ในศาลาริมลานเห็นนางแต่ไกล จึงยกถ้วยชาขึ้นพลางเรียก
“เสวี่ยหลิง มาทางนี้”
เยว่เสวี่ยหลิงค่อย ๆ เดินตามโม่หยวนซางและโม่เย่หลัวเข้าไป แม้จะก้มหน้าอยู่ตลอดทาง แต่นางก็ยังได้ยินเสียงรอบตัวไม่ขาดสาย
“อาจารย์เย่หลัวจะกลับมาสอนหรือเ้าคะ”
ศิษย์ผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยแววตาเป็ประกาย โม่เย่หลัวยกมือทักทายอย่างอารมณ์ดี
“ข้าไม่เหมาะเป็อาจารย์หรอก”
เสียงหัวเราะดังขึ้นประปราย ขณะเดียวกัน เหล่าศิษย์จำนวนมากต่างประสานมือคำนับเมื่อโม่หยวนซางเดินผ่าน
“คารวะท่านโม่หยวนซาง”
“คารวะท่านผู้นำภพอสูร”
“ท่านนี้ใช่หรือไม่ที่เขาลือกันว่าอาจเป็ผู้นำสามภพรุ่นถัดไป”
เสียงกระซิบดังแว่วมาจากหลายทิศทาง แต่เยว่เสวี่ยหลิงกลับเอาแต่ก้มหน้ามองพื้น ภาพที่ตนวิ่งสุดกำลังขึ้นบันไดพิสูจน์ตน ก่อนพบว่าทั้งสองมาถึงก่อนนานแล้ว ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด
เฟิงอวี้มองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปหาโม่หยวนซาง
“นางเป็อะไร”
โม่หยวนซางเดินเข้าไปนั่งในศาลา พลางยิ้ม
“นางคงเหนื่อย”
เฟิงอวี้พยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนหันกลับมามองเยว่เสวี่ยหลิง
“เดี๋ยวเ้าไปเอาหนังสือที่หอคัมภีร์ พรุ่งนี้เริ่มเรียน”
เยว่เสวี่ยหลิงชะงัก ก่อนเงยหน้าขึ้นทันที
“หา? ที่นี่มีเรียนหนังสือด้วยหรือเ้าคะ”
เฟิงอวี้มองนางที่กำลังบิดมือไปมา
“เ้าต้องเรียนประวัติศาสตร์ ค่ายกล ดนตรี และสมุนไพร”
เยว่เสวี่ยหลิงกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนถามออกมาตามตรง
“แล้วเราจะแข็งแกร่งขึ้นหรือเ้าคะ”
เฟิงอวี้หัวเราะเบา ๆ
“บางคนศึกษาเพียงการต่อสู้ แต่หากจิตใจไม่พัฒนา วันหนึ่งก็อาจเดินสู่หนทางที่ผิดพลาด”
โม่หยวนซางซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างหันมามองนาง
“แม้เ้า้าแข็งแกร่ง แต่การเรียนรู้สิ่งอื่นก็ทำให้เ้าพัฒนาได้เร็วขึ้นเช่นกัน”
เยว่เสวี่ยหลิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนประสานมือคำนับ
“ศิษย์จะตั้งใจเรียน”
กล่าวจบ นางจึงหันมองออกไปนอกศาลา และในวินาทีนั้นเอง ภาพเบื้องหน้าก็ทำให้นางชะงักไป
เมื่อเช้ายังไม่มีผู้คนมากมายเช่นนี้ แต่ยามนี้ลานฝึกขนาดใหญ่กลับเต็มไปด้วยศิษย์จากทุกสารทิศ
เสียงศาสตรากระทบกันดังเป็ระยะ ศิษย์หลายคนกำลังประลองอยู่กลางลาน บ้างฝึกกระบี่ บ้างร่ายรำทวน ขณะที่บางส่วนนั่งสมาธิอยู่ใต้ร่มไม้
เยว่เสวี่ยหลิงค่อย ๆ ก้าวออกจากศาลา สายตากวาดมองไปโดยรอบ
เมื่อเงยหน้าขึ้น นางจึงเห็นอารามจำนวนมากลอยเด่นอยู่เหนือท้องฟ้า
บางแห่งมีเสียงอาจารย์กำลังบรรยายบทเรียนดังแว่วออกมา
บางแห่งมีศิษย์เดินเข้าออกไม่ขาดสาย
ร่างหนึ่งกางปีกสีดำทะยานจากอารามหนึ่งไปยังอีกอารามอย่างคล่องแคล่ว
ไม่ไกลกัน หญิงสาวในอาภรณ์สีขาวผู้มีปีกสีขาวงดงามกำลังอุ้มคัมภีร์กองใหญ่บินขึ้นสู่เบื้องบน
อีกด้านหนึ่ง บุรุษผู้มีเรือนกายสีแดงและเขี้ยวยาวหันมายิ้มให้นาง ก่อนดีดกายเพียงครั้งเดียว ร่างก็พุ่งขึ้นสู่อารามที่อยู่สูงกว่าหลายสิบจั้ง
เยว่เสวี่ยหลิงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
สายลมพัดผ่านชายแขนเสื้อสีขาวเบา ๆ
ดวงตาสะท้อนภาพของโลกกว้างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“นี่หรือ...”
เสียงของนางแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
“คือจวินเหิงหย่วน”