ซูหยุนหรานที่เวลานี้กำลังตกอยู่ภายใต้ฤทธิ์ของยา นางใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะต่อสู้กับฤทธิ์ยาและครองสติของตนเองให้ได้ เป็นเพราะเวลานี้สวี่หวงกุ้ยเฟยอยู่ข้างกายนางตลอด ทำให้นางหลบเข้าไปซ่อนตัวในมิติไม่ได้ เพราะถ้านางทำอย่างนั้น ผลที่ตามมาต้องเป็นเรื่องใหญ่ สวี่หวงกุ้ยเฟย องค์ชายใหญ่ชิงจวิ้น และองค์หญิงใหญ่ชิงอวิ๋นล้วนไม่ใช่คนดี หากพวกเขารู้ว่านางมีมิติวิเศษติดตัว พวกเขาก็มีแต่จะสังหารนางเพื่อแย่งชิงมิติวิเศษไป แม้ในความเป็นจริงนางกับมิติวิเศษไม่สามารถแยกออกจากกันได้ แต่นางเชื่อเหลือเกินว่าคนไร้เหตุผลทั้งสามคนย่อมไม่มีทางเชื่อคำพูดของนาง ต้องให้มิติวิเศษหายไปต่อหน้าเท่านั้น คนพวกนั้นถึงจะเชื่อว่ามิติวิเศษเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจครอบครอง
“ซูหยุนหราน! เจ้าต้องเรียกสติของเจ้ากลับคืนมา ไม่เช่นนั้นเจ้าจะถูกพวกเขาครอบงำความคิด และเจ้ากับจื่อฉิงก็จะต้องเกลียดกัน” ชิงเจี้ยนตะโกนพูดกับซูหยุนหรานอย่างร้อนใจ แต่ดูเหมือนนางจะไม่ได้ยินเสียงของเขาแม้แต่น้อย “เจ้าต้องเรียกสติตัวเองกลับมาให้ได้! เจ้ารู้หรือไม่ว่าในห้องข้างๆ จื่อฉิงกำลังถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่เขาไม่อยาก เขากำลังต่อสู้กับความทรมานเพื่อเจ้า และเจ้าก็คงไม่อยากให้แผนการของคนชั่วสำเร็จใช่หรือไม่ เจ้าได้สติกลับมาเสียที”
สวี่หวงกุ้ยเฟยยิ้มอย่างพอใจที่เห็นท่าทางร้อนใจของชิงเจี้ยน “ดูเจ้าจะเป็นห่วงชายาของสหายเหลือเกินนะ หรือว่าเจ้าแอบมึใจให้นางไปแล้ว ฉินจื่อฉิงรู้หรือไม่ว่าสหายกับภรรยารักกำลังทรยศเขา”
“ข้าไม่เคยคิดทรยศต่อสหาย และข้าก็ไม่เคยคิดเกินเลยกับซูหยุนหราน ความห่วงใยที่ข้ามีให้นางเฉกเช่นสหายที่บริสุทธิ์ใจ ที่ข้ากำลังทำอยู่ก็เพราะข้าอยากดึงสตินางให้กลับมา ข้าอยากให้นางตื่นขึ้นมารับรู้แผนการชั่วร้ายของพวกเจ้า” ชิงเจี้ยนตะโกนกลับ
“ข้าจะพูดอย่างไรดี ต่อให้เจ้าจะตะโกนจนคอแตกตาย นางก็ไม่มีทางได้ยินเสียงของเจ้าอยู่ดี” สวี่หวงกุ้ยเฟยยังยิ้มอย่างพอใจ “ซูหยุนหรานไม่ใช่คนฝึกยุทธ์เช่นเจ้ากับฉินจื่อฉิง เพราะฉะนั้นจิตใจของนางย่อมต้านทานฤทธิ์ยาไม่ได้ดีเท่าพวกเจ้า ข้าคิดว่าเวลานี้สติของนางเริ่มล่องลอยได้ที่แล้ว ขอเพียงข้าพูดกับนางไม่กี่ประโยค รับรองว่าจิตใต้สำนึกของนางต้องเชื่อคำพูดของข้าไปตลอดชีวิต”
“เจ้าตั้งใจจะทำอะไรกันแน่!” ชิงเจี้ยนถามอย่างหวั่นใจ
“อยากรู้หรือ? เดี๋ยวข้าจะทำให้ดู” สวี่หวงกุ้ยเฟยบอก
อีกด้านหนึ่งในห้องนอนหรูหราที่ถูกตกแต่งไปด้วยข้าวของเครื่องใช้สีแดงทั้งหมด คล้ายกับห้องหอของคู่บ่าวสาว
ฉินจื่อฉิงนั่งอยู่บนเตียงอย่างไม่อาจขยับตัวได้ องค์หญิงใหญ่เห็นอย่างนั้นก็เดินเข้าหาอย่างดีใจ
“คืนนี้อวิ๋นเอ๋อจะปรนนิบัติท่านอ๋องอย่างเต็มที่นะเจ้าคะ” องค์หญิงใหญ่ใช้มือลูบไล้ที่ติ่งหูของชายหนุ่ม เรื่อยมาจนถึงปลายคาง และมือนุ่มก็หยุดอยู่ที่ริมฝีปากหนาได้รูป “อวิ๋นเอ๋อขอมอบจุมพิตแรกให้ท่านอ๋องได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ออกไปให้ห่างจากข้า นังสตรีไร้ยางอาย!” ฉินจื่อฉิงพูดขึ้นอย่างรังเกียจ เป็นเพราะความโมโหทำให้ฤทธิ์ยาเล่นงานเขาอีกครั้ง คราวนี้ความเจ็บปวดทรมานกลับมากกว่าคราวที่เขาพูดจาตอบโต้กับองค์ชายใหญ่ชิงจวิ้นหลายเท่า
“กว่าที่ข้าจะมีโอกาสได้อยู่กับท่านตามลำพัง ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าลงแรงไปมากเท่าใด” องค์หญิงใหญ่เริ่มปลดเสื้อตัวนอกออก “ต่อให้ท่านอ๋องจะปฏิเสธ แต่อวิ๋นเอ๋อก็ยังจะปรนนิบัติท่านอยู่ดี”
“ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้ามาแตะต้องตัวข้าได้ เพราะหัวใจและร่างกายของข้ามีไว้ให้หรานหรานเท่านั้น”
“หัวใจและร่างกายของท่านเป็นของนางหรือเจ้าคะ” องค์หญิงใหญ่หัวเราะพร้อมกับชี้ไปที่ประตูบานใหญ่ “สตรีที่ท่านรักกำลังนั่งมองเราอยู่หลังประตูบานนั้น ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเมื่อนางเห็นข้ากับท่านมีสัมพันธ์กัน นางยังจะรักและให้อภัยท่านอยู่หรือไม่”
ฉินจื่อฉิงมองไปที่ประตูที่ปิดอยู่บานนั้นอย่างกังวล ‘หรานหราน ข้าไม่อยากทำผิดต่อเจ้า หากนางจะเข้าหาข้า ต่อให้ต้องตายหรือกลายเป็นคนพิการ ข้าก็จะทะลวงลมปราณเพื่อให้หลุดพ้นจากฤทธิ์ของยาร้ายนี้แล้วข้าจะรีบไปหาเจ้า เจ้าต้องเชื่อข้านะ ข้าจะไม่มีวันผิดต่อคำสัญญาที่ให้ไว้ ข้าจะมีเจ้าเพียงคนเดียวไปตลอดชีวิต’
ซูหยุนหรานที่เหมือนสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่าง เป็นพลังและความรู้สึกที่นางคุ้นเคย ‘ใช่แล้ว มันคือความรู้สึกของสามี ท่านพี่! ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน ท่านอยู่ใกล้ๆ ข้าใช่หรือไม่ แล้วทำไมข้าถึงไม่เห็นท่านเจ้าคะ’
หวงกุ้ยเฟยที่เห็นปฏิกิริยาของซูหยุนหราน นางกลัวว่าซูหยุนหรานจะเรียกสติจากฤทธิ์ยาคืนมาได้ นางรีบพูดบางประโยค
“ซูหยุนหราน เจ้ามองไปที่ประตูบานนั้นให้ดี หลังประตูบานนั้นสามีของเจ้ากำลังมีความสุขอยู่กับสตรีอื่น พวกเขากำลังมีความสุขอยู่ด้วยกันจนลืมเจ้าไปแล้ว เจ้าไม่มีทางได้รับความรักจากเขาอีกแล้ว ต่อไปสามีเจ้าก็จะกลายเป็นสามีของผู้คน เจ้าจะกลายเป็นสตรีที่ต้องนั่งคอยสามีอยู่ที่ห้องอย่างเดียวดายทุกคืน เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า แต่สามีของเจ้าก็จะไม่หันกลับมามองเจ้าอีก เขาจะเสาะหาสตรีอ่อนเยาว์เข้ามาแทนที่เจ้าไม่หยุด สุดท้ายเจ้าก็จะกลายเป็นคนที่ถูกลืม”
เสียงของสวี่หวงกุ้ยเฟยดังอยู่ในหัว แม้ซูหยุนหรานจะหนักแน่นและเชื่อในความรักที่ฉินจื่อฉิงมีให้ แต่เพราะฤทธิ์ยาทำให้นางนึกถึงคำพูดของคนรอบตัวทั้งสองชาติ ‘ผู้ชายจะไม่มีผู้หญิงแค่คนเดียว ส่วนผู้หญิงต้องมีชีวิตอยู่เพื่อผู้ชาย และสิ่งที่ผู้ชายทำถูกต้องเสมอ’
คุณพ่อ ‘ถึงฉันจะมีบ้านเล็กบ้านน้อยแต่ฉันก็เลี้ยงดูแกกับแม่ของแกให้มีที่อยู่ที่กินดีๆ ได้ไม่ใช่เหรอ บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ เงินในบัญชีมากมายขนาดนี้ แล้วแกยังจะไม่พอใจอะไรอีก’
คุณแม่ ‘ฉันเป็นคนเดียวที่ได้ถือทะเบียนสมรสของพ่อแก และเขาก็อนุญาตให้ฉันเพียงคนเดียวที่เป็นภรยาของเขา ผู้หญิงใจง่ายพวกนั้นก็เป็นได้แค่นางบำเรอ แกคงเห็นว่าฉันแอบนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวก็เลยอยากให้ฉันหย่ากับพ่อของแกสินะ ฉันจะบอกไว้ตรงนี้เลยว่าฉันไม่หย่า ต่อให้เขาจะไปมีผู้หญิงคนอื่นอีกหลายคน ฉันก็พร้อมที่จะให้อภัยเขา เพราะฉันอยากเป็นภรรยาของเขาไปตลอดชีวิต แต่ถ้าแกไม่เห็นด้วยแล้วเอาแต่หาเรื่องทะเลาะกับเขาทุกวัน ถ้างั้นแกก็ขนข้าวของออกจากบ้านแล้วไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองเถอะ ฉันกับพ่อของแกจะได้อยู่กันเงียบๆ เสียที เพราะฉันเบื่อที่ต้องมาออกรับแทนแกแล้ว อีกอย่างถ้าขืนแกยังอยู่ที่บ้าน พ่อของแกก็จะไม่กลับมาหาฉันน่ะสิ’
อดีตคนรักคนที่ 1 ‘ผมมีคนอื่นที่ไหน ผู้หญิงคนนั้นก็แค่ของเล่นแก้เหงา ถ้าคุณไม่เอาแต่ทำงาน ผมจะไประบายความต้องการกับคนอื่นทำไม ถ้าจะโทษก็โทษที่คุณไม่มีเวลาให้ผมเอง’
อดีตคนรักคนที่ 2 ‘ผมเป็นผู้ชายนะครับ มีผู้หญิงเข้าหาแล้วจะให้ผมปฏิเสธได้ยังไง คุณเชื่อผมเถอะนะ ต่อให้ผมจะมีผู้หญิงอีกกี่คน แต่คุณเป็นคนเดียวที่ผมจะแต่งงานด้วย’
อดีตคนรักคนที่ 3 ‘คุณเป็นหมอไม่ใช่เหรอ คุณไม่รู้หรือไงว่าทุกวันนี้อัตราการเกิดมันมีน้อย ผมแค่ช่วยเพิ่มประชากรโลกให้มากขึ้น โลกเราจะได้มีคนมาพัฒนา คุณก็ใจกว้างหน่อยเถอะน่า’
อดีตคนรักคนที่ 4 ‘คุณอย่ามาหึงไม่เข้าเรื่องเลยน่า คุณเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ผมพาไปแนะนำกับครอบครัว แล้วคุณยังต้องการอะไรจากผมอีก ผู้หญิงพวกนั้นก็แค่ทางผ่าน แต่ถ้าคุณรับไม่ได้เราก็แต่งงานกันไม่ได้หรอก เพราะถ้าคุณจะให้ผมเลิกนิสัยเจ้าชู้ ผมบอกเลยว่าผมทำไม่ได้ ผู้ชายไม่เจ้าชู้ยังจะเรียกว่าผู้ชายได้เหรอ คุณนี่มันไม่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นบ้างเลย’
อดีตคนรักคนที่ 5 ‘ถึงผมจะมีผู้หญิงหลายคนแต่ผมก็เลี้ยงคุณได้ คุณไม่ต้องกลัวว่าพอแต่งเข้าบ้านผมแล้วคุณจะลำบาก การที่ผมให้คุณลาออกจากงานก็เพราะผมอยากให้คุณปฏิบัติตามธรรมเนียมของบ้านผม เพราะที่บ้านของผมไม่อนุญาตให้ภรรยาออกไปทำงานข้างนอก ภรรยาที่ดีมีหน้าที่ต้องดูแลงาน ทำความสะอาดบ้าน ทำอาหาร และที่สำคัญที่สุดคือต้องคลอดลูกชายตัวอ้วนออกมาให้ผมหลายๆ คน และคุณก็มีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูพวกเขาให้ดี ผมขอแค่นี้แต่คุณกลับทำให้ผมไม่ได้ ซ้ำยังมาบอกเลิกกับผมอีก ผมไม่เลิกกับคุณหรอก ผู้หญิงที่เรียนหมอจนจบมาด้วยคะแนนเกียรตินิยมหาง่ายเสียเมื่อไหร่ อย่างคุณเหมาะที่จะมาอุ้มท้องลูกชายของผมมาก’
ซูจิ้นจง ‘ข้ามีแค่ท่านแม่ของเจ้าที่เป็นฮูหยินเอก และมีหลินจี้เหยาเป็นอนุภรยาเท่านั้น สตรีหลังบ้านของข้ามีน้อยแค่นี้จนข้าอับอายไปหมดแล้ว เจ้าไม่รู้หรือว่าการที่บุรุษมีสามภรรยาสี่อนุถือเป็นเรื่องปกติ ต่อไปเมื่อเจ้าแต่งงานออกเรือน เจ้าอย่าได้เอาความคิดบ้าๆ ของเจ้าที่บอกว่าจะมีผัวเดียวเมียเดียวไปพูดกับใครอีกเล่า เดี๋ยวผู้อื่นจะหาว่าข้าไม่อบรมสั่งสอนให้เจ้ารู้จักหน้าที่ของภรรยา’
ลั่วเจินเจิน ‘ต่อให้ท่านพี่จะไม่มาหาข้า แต่ข้าก็ต้องตุ๋นรังนกหรือไม่ก็ตุ๋นน้ำแกงไก่ไว้รอเขาทุกวัน หากเขามาแล้วข้าไม่มีของบำรุงให้เขาดื่ม จะไม่เท่ากับข้าบกพร่องต่อหน้าที่ของภรรยาหรือ บุรุษทุกคนล้วนเป็นใหญ่ เช่นนั้นสตรีอย่างเรามีหน้าที่ต้องทำตามคำสั่งให้ดี เจ้าไม่เคยได้ยินหรือ อยู่บ้านต้องเชื่อฟังบิดามารดา ถึงคราวออกเรือนก็ต้องฟังคำสามี ความคิดที่จะครอบครองบุรุษไว้คนเดียวอย่างเจ้ามันไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยสักนิด’
ฉินผิน ‘ข้าเกลียดฉินจื่อฉิงจนไม่อาจยอมรับเขาได้แล้ว ก็ใครใช้ให้เขาเป็นตัวซวยแล้วยังทำให้ฝ่าบาทไม่สนใจข้าอีก หากให้ข้าเลือก ข้าย่อมต้องเลือกฝ่าบาทอยู่แล้ว เพราะฝ่าบาทเป็นคนที่ข้าต้องปรนนิบัติรับใช้ไปตลอดชีวิต ส่วนลูกชายน่ะหรือ เขาก็แค่อาศัยท้องของข้ามาเกิดเท่านั้น ข้าไม่มีวันเห็นเขาดีกว่าฝ่าบาทไปได้หรอก’
ซูหยุนหรานพยายามต่อต้านเสียงที่อยู่ในหัว ‘ไม่! ผู้ชายเจ้าชู้คือคนไม่ดีที่ไร้ความรับผิดชอบ พวกเขาก็แค่คนเห็นแก่ตัว หากการเจ้าชู้แล้วเปลี่ยนผู้หญิงไปเรื่อยเป็นเรื่องดี แล้วทำไมถึงมีกฎหมายให้มีภรรยาได้คนเดียวกันล่ะ ส่วนผู้หญิงที่ทำตามคำสั่งของสามีอย่างไม่ลืมหูลืมตา พวกเธอก็แค่กลัวว่าตัวเองจะไร้ที่พึ่ง พวกเธอต้องเปลี่ยนความคิดของตัวเองใหม่ ผู้หญิงทุกคนสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองชอบได้ จะทำงานนอกบ้าน เลี้ยงลูก ทำกับข้าว สิ่งเหล่านี้สามารถทำควบคู่กันไปได้ และที่สำคัญคือผู้หญิงต้องไม่พึ่งพาผู้ชายมากเกินไป’
“หรานหราน! ข้าไม่มีวันทรยศเจ้า” ฉินจื่อฉิงตะโกนขึ้น
เสียงตะโกนของฉินจื่อฉิงทำให้ซูหยุนหรานหลุดพ้นจากฤทธิ์ยา นางลืมตาขึ้นมาแล้วมองไปที่ประตูบานนั้นอย่างอัตโนมัติ “ท่านพี่! ข้าเชื่อท่าน ท่านต้องหลุดพ้นจากฤทธิ์ยามาให้ได้นะเจ้าคะ”
ฉินจื่อฉิงดีใจเมื่อได้ยินเสียงของภรรยา จากนั้นเขาตัดสินใจใช้ลมปราณขจัดพิษเพราะไม่ต้องการให้ร่างกายของเขาแปดเปื้อนไปกับสัมผัสของสตรีอื่น ฉินจื่อฉิงกระอักเลือดออกมากองใหญ่ “ข้าไม่มีวันยอมให้เจ้าได้สัมผัสตัวข้า”
“ฉินจื่อฉิง! เจ้ากล้าเอาชีวิตมาเสี่ยงเพียงเพราะไม่อยากให้ข้าสัมผัสเจ้าอย่างนั้นหรือ” องค์หญิงใหญ่ถามอย่างโมโห
“หยวนจื่อ! เซียนเยี่ย! จัดการพวกมันทั้งหมด อย่าให้ใครรอดชีวิตไปได้แม้แต่คนเดียว” ฉินจื่อฉิงตะโกนขึ้นอย่างโล่งใจเมื่อรู้ว่าสหายเดินทางมาถึงแล้ว
เผยหยวนจื่อกับไป๋เซียนเยี่ยกระโดดลงมาจากหลังคา “ขออภัยท่านอ๋องที่พวกเราเดินทางมาถึงช้า หากไม่เพราะคนของฮ่องเต้แคว้นชิงเข้ามาขวางเราไว้ เราสองคนคงมาช่วยท่านได้นานแล้ว”
ฉินจื่อฉิงตะโกนขึ้นอีกครั้ง “ชิงเจี้ยน! จงแสดงความจริงใจของเจ้าให้ข้าเห็น”