สืบสู้ผี ภาค เมฆาสืบล่าผี

    27 สมุดวาดเขียนสั่งตาย part 22 จุดประสงค์ของจอมมาร

    "อย่างที่ข้าบอก สมุดวาดเขียนอาถรรพ์เล่มนี้ หาใช่เป็นเพียงแค่สมุดวาดเขียนสั่งตายธรรมดาๆ และหาได้เป็นสมุดวาดเขียนอาถรรพ์ที่มีอยู่ในยุคปัจจุบัน" หญิงสาวชูสมุดขึ้นและกล่าวต่อไป "แต่แท้จริงมันคือคัมภีร์ไสยเวทที่ถูกสร้างโดยจอมมารในอดีต มันมีฤทธิอำนาจในการทำลายล้างทุกสรรพสิ่งไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือสถานที่ใดๆของมนุษย์โลกก็ตาม โดยถ้ามันได้ถูกเขียนหรือถูกวาดด้วยจิตแห่งการพยาบาท สิ่งนั้นจะบังเกิดขึ้นจริงในที่สุด !" จบประโยคนี้แล้วหญิงสาวผู้มีใบหน้าเหมือนเด็กหญิงปานวาดก็ก้าวเข้ามาหาครูชัยรัตน์และเมขลา ทว่าทั้งสองหนุ่มสาวก็กลับค่อยๆขยับร่างถอยไปด้านหลังอย่างหวาดกลัวสุดๆ "กลัวอะไรกันหรือ ?" หญิงสาวประหลาดช้อนตามองทั้งสองอย่างขรึมๆ "รูปวาดทั้งสองของพวกเจ้าได้ถูกฉีกออกไปแล้ว ยังจำกันได้หรือไม่ ?" เมขลากับครูชัยรัตน์ต่างอ้าปากค้าง แม้จะนึกขึ้นได้ตามที่หญิงสาวประหลาดกล่าว แต่ก็ไม่เข้าใจถึงเจตนารมณ์ในขณะนี้ของเธออยู่ดี "เธอ... เธอต้องการอะไรจากพวกเรา... งั้นเหรอ...?" เมขลาถามออกมาอย่างตะกุกตะกัก หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นมาเล็กน้อย ที่มุมปากทั้งสองของเธอกลับปรากฏรอยยิ้มอันสุดประหลาด "เจตนารมณ์ของข้าในคราแรกก็คือ การสูบวิญญาณของพวกเจ้าให้กลับกลายมาเป็นพลังงานของเรา เราในที่นี้คือข้าและเจ้านายผู้มีพระคุณของข้าที่ได้ช่วยให้ข้าได้กระทำการล้างแค้นในอดีตจนสำเร็จ พลังวิญญาณของบุรุษเพศนั้นเป็นพลังวิญญาณที่มีธาตุไฟสูงกว่าสตรีเพศ เเละเป็นสิ่งที่เจ้านายของข้าต้องการเป็นอันดับแรก แต่ก็หาได้ปฏิเสธพลังวิญญาณจากสตรีเพศ และเด็กหญิงปานวาดก็คือเครื่องมือในการล่อลวงให้บุรุษเพศมาติดกับดักเพื่อสูบหรือดึงพลังวิญญาณออกมานั่นเอง" ครูชัยรัตน์กับเมขลาฟังถึงตรงนี้ก็มีสีหน้าที่ตื่นตะลึงผสมงวยงงหนักขึ้นกว่าเดิม "เธอ... เธอหมายความว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นมาแต่แรก มันเป็นการวางแผนมาตั้งแต่ต้นเหรอ เธอแค่ต้องการ... แค่ต้องการวิญญาณของผู้คนเหรอ ?" เมขลาถามออกไปอย่างตะกุกตะกักอีกครั้ง "จะว่าอย่างนั้นก็ได้..." หญิงสาวยังคงยิ้มอย่างประหลาด "แต่ที่ถูก ก็ต้องบอกว่าเป็นการวางแผนและเป็นความต้องการของเจ้านายของข้าซะมากกว่านะ" "แล้ว... แล้วแท้ที่จริง เด็กหญิงปานวาดนั้น ก็ไม่ใช่คนเดียวกับเธอสินะ ?" เมขลาถามต่อไป "ไม่ใช่อย่างแน่นอน เด็กนั่น แค่เป็นเด็กที่เคราะห์ร้ายที่ต้องกลายมาเป็นเครื่องมือของเจ้านายข้า หน้าตาที่เหมือนข้านั่นก็เป็นฝีมือของเจ้านายข้า ต้นแบบของหน้าตาอันงดงามนั้นก็คือข้านี่เอง ฮ่าฮ่าฮ่า" หญิงสาวอธิบายแล้วก็อดจะหัวเราะออกมาไม่ได้ "ขะ... ขอถามหน่อย" ครูชัยรัตน์ตะกุกตะกักถามขึ้นมาบ้าง "เด็กนั่น โตวัยกว่าเด็กทั่วไป นี่มันหมายความว่าไง ?" "ฮิฮิฮิ เด็กคนนี้หาใช่เด็กสามัญธรรมดานะรู้ไม๊ ?" หญิงสาวบอกออกมาอย่างขบขัน "ข้าจะบอกให้เจ้าสองคนได้รู้และหายสงสัยกันเสียทีว่า แท้ที่จริงเด็กคนนี้ก็คือทายาทของศัตรูแห่งข้าในอดีตกาล ข้าได้ลักพาตัวนางมามอบให้เป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งของเจ้านายข้า และการที่เด็กคนนี้ได้ถูกครอบงำด้วยไสยเวทจนทำให้มีร่างกายที่เจริญวัยกว่าเด็กทั่วไปจนกระทั่งได้นำไปสู่การถูกย่ำยีทางร่างกายนั้น ก็ถือได้ว่าช่างสาแก่ใจของข้าจริงๆ ฮ่าฮ่าฮ่า" สิ่งที่หญิงสาวประหลาดผู้นี้เพิ่งได้บรรยายออกมากลับสร้างความสะอิดสะเอียนให้กับครูชัยรัตน์และเมขลาอย่างทันที แท้ที่จริงแล้ว ที่มาที่ไปของหญิงผู้นี้เป็นอย่างไรกันแน่ ? ความคับแค้นของเธออันดูน่าเห็นใจในคราแรก แต่ขณะนี้มันกลับดูน่าขยะแขยงในความรูู้สึกของครูชัยรัตน์กับเมขลาที่แม้ว่าทั้งสองจะไม่ได้เป็นคนดีเท่าไรนักก็ตาม "ใคร... คือผู้ที่ได้ข่มขืนเด็กหญิงปานวาด ?" เสียงของครูชัยรัตน์ถามออกมาอย่างแทบไม่รู้สึกตัว "ผมเอง..." เสียงของชายผู้หนึ่งกลับเป็นผู้ขานรับออกมา เมขลากับครูชัยรัตน์ต่างรีบหันไปทางด้านที่เป็นที่มาของเสียงทันที ชายผู้หนึ่งซึ่งมีรูปร่างหนาล่ำกำลังยืนอยู่ที่มุมนั้น ทว่าที่ศรีษระของเขากลับถูกสวมไว้ด้วยไอ้โม่งสีเข้ม และคงเหลือให้เห็นเพียงช่องตรงดวงตาที่บัดนี้ก็หาใช่มีแววตาที่เหมือนกับมนุษย์โดยสมบูรณ์ไม่ ในแววตาของเขากลับดูคล้ายแววตาของสัตว์ที่ไม่ได้มีอยู่บนโลกใบนี้ ! และแล้วชายผู้นี้ก็ก้าวเข้ามาหาครูชัยรัตน์กับเมขลาก่อนจะหยุดยืนอยู่ในระยะใกล้ๆ "ครูชัยรัตน์ คุณเมขลา "เขากลับเรียกชื่อของทั้งสองอย่างเต็มปากเต็มคำ "ผมรู้จักคุณทั้งสองคนเป็นอย่างดี แม้ว่าในขณะนี้คุณจะยังมองไม่ออกว่าแท้ที่จริงผมเป็นใครก็ตาม" ครูชัยรัตน์กับเมขลาต่างหันมาสบตากัน แต่ดูเหมือนทั้งสองก็ยังมองไม่ออกว่าคนที่สวมไอ้โม่งสีเข้มข้างหน้านี้เป็นคนที่ทั้งสองได้รู้จักหรือไม่ "คุณอาจรู้สึกว่าผมนั้นไม่เหมือนมนุษย์หรือคนโดยปกติ" ชายผู้สวมไอ้โม่งยังคงพูดต่อไป "ซึ่งที่จริง ก็ต้องบอกว่า ถูกแล้ว ผมไม่ใช่มนุษย์ปกติทั่วๆไปอีกแล้ว เพราะว่าวิญญาณของผมได้ถูกกระชากออกไป และถูกผลักกลับมาอีกครั้ง กลายเป็นวิญญาณที่มีพลังลึกลับอย่างที่ผมไม่เคยจะได้รู้ว่ามันมีมาก่อนหน้านี้ ผมพอใจกับพลังที่ได้มานี้ มันเหมือนกับว่ามันทำให้ผมได้เห็น ได้ตระหนัก ถึงสิ่งอันเป็นปริศนาต่างๆที่ผมไม่เคยได้รับรู้มาก่อนหน้านี้ และที่สำคัญ มันกลับทำให้ผมรู้ว่า ผมยังมีบุคคลที่เป็นผู้นำหรือเป็นเจ้านายที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตอันใกล้" หัวคิ้วของเมขลาขมวดเข้าหาจนเกือบจะชิดกัน เธอรู้สึกคุ้นเคยกับบุคคลที่อยู่ภายใต้ไอ้โม่งนี้เหลือเกิน แตจนใจที่ก็ยังไม่อาจบอกได้ว่า บุคคลผู้นี้เป็นใครกันแน่ ? "คุณ... คุณต้องการจะบอกอะไรเราสองคน และต้องการอะไรจากเรางั้นรึ ?" "ผมต้องการให้คุณสองคนมาเป็นพวกเรา" ชายผู้สวมไอ้โม่งรีบพูดออกมา "ผมต้องการให้คุณสองคนเป็นอย่างที่ผมเป็นในขณะนี้ !" เมขลากับครูชัยรัตน์ถึงกับตกตะลึงจนชงักค้างไปชั่วขณะ "บ้า... บ้ากันไปแล้ว..." ครูชัยรัตน์ค่อยๆพูดออกมา "ทำไมเราต้องไปเป็นพวกอะไรของคุณล่ะ คุณต้องการอะไร และเป็นใครกันแน่ก็ยังไม่รู้ ?" หญิงสาวผู้มีใบหน้าเหมือนเด็กหญิงปานวาดถึงกับหัวเราะออกมาอย่างเต็มเสียง "พวกมันยังคิดว่ามีทางเลือก ฮ่าฮ่าฮ่า" แล้วชายผู้สวมไอ้โม่งก็จ้องหน้าครูชัยรัตน์กับเมขลลาด้วยแววตาที่น่ากลัว "คุณสองคนมีแค่สองทางเลือก หนึ่ง คือตายไปพร้อมกับอาถรรพ์ของสมุดวาดเขียนอาถรรพ์ สอง มาเป็นพวกของเรา โดยมอบวิญญาณมาให้เราเพื่อสร้างให้พวกท่านเป็นข้ารับใช้ที่ทรงอำนาจลึกลับพร้อมกับรับรางวัลจากเจ้านายของเรา !" ทั้งเมขลาและครูชัยรัตน์ต่างขยับถอยไปด้านหลังเมื่อได้ยินคำพูดประหลาดแกมบังคับแบบนี้เข้า "คุณเป็น... คุณเป็นใครงั้นเหรอ ถึงได้มาสั่งอะไรประหลาดๆกับเราสองคนแบบนี้ได้น่ะ ?" เมขลาแข็งใจถามออกไปด้วยใจคอที่ไม่สู้ดีนัก "คุณอยากรู้ใช่ไหม งั้นดูซะ จะได้ทำใจได้ !" ชายผู้สวมไอ้โม่งพูดแล้วก็กระชากไอ้โม่งออกไปจากศรีษระทันที เมื่อภาพใบหน้าที่แท้จริงของเขาปรากฎแก่ส่ายตาของเมขลาและครูชัยรัตน์แล้ว ทั้งสองก็ถึงกับแทบเป็นลมจนเกือบจะทรุดร่างลงตรงนั้นไปทันที เพราะแท้ที่จริงคนที่ซ่อนใบหน้าอยู่ภายใต้ไอ้โม่งนั้นก็คือ ?!
    (โปรดติดตามในบทต่อไป เร็วๆนี้นะครับ)