เมื่อได้ยินใต้เท้าจ้านรับปากว่าจะปล่อยนางกำนัลผู้นั้นออกจากคุก เฟิ่งอี๋ก็วางใจได้ส่วนหนึ่งว่ากรมอาญาจะไม่มีทางรีดข้อมูลจากอี๋เหนียงได้อีก นางจึงออกจากคุกหลวงแล้วขึ้นเกี้ยวกลับวัง
เฟิ่งอี๋หลับตาลงอย่างใช้ความคิด ศัตรูของฟางเหรินกุ้ยเฟยแท้จริงแล้ว คือ พี่สาวต่างมารดาของนางนี่เอง มิน่าเล่าเหตุใด่ที่นางป่วยเฟินหนิงกุ้ยเหรินกลับไม่ยอมมาเยี่ยมนางสักครั้ง การแข่งแย่งชิงดีชิงเด่นระหว่างพี่น้องร่วมสายเืน่ากลัวยิ่งนัก แม้กระทั่งลงมือฆ่ากันเองยังกระทำได้ลงคอ
ระหว่างที่นางกำลังใคร่ครวญนั้น เกี้ยวของนางก็หยุดลง จากนั้นก็ได้ยินเสียงขันทีกระซิบข้าง ๆ หน้าต่างเกี้ยวว่า
“พระสนม... เฟินหนิงกุ้ยเหรินมาขวางเกี้ยวเอาไว้ บอกว่ามีเื่จะหารือกับพระนางพ่ะย่ะค่ะ”
“....”
เฟิ่งอี๋ย่นคิ้วเข้าหากัน นางกำลังคิดว่าจะจัดการกับเฟินหนิงกุ้ยเหรินอย่างไรดี แต่ฝ่ายนั้นก็ร้อนใจยิ่งกว่านางเสียอีก เห็นทีศึกสายเืครั้งนี้คงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แล้วจริง ๆ
“บอกนางว่าเราจะไปรอที่อุทยานหลวง”
พระสนมกุ้ยเฟยสั่งเสียงเรียบ
“พ่ะย่ะค่ะ”
...............................................................
ณ ศาลาแปดเหลี่ยม ริมบึงบัว
เฟินหนิงกุ้ยเหรินก้าวเข้ามาในศาลาอย่างเงียบเชียบ นางยกมุมปากขึ้นนิด ๆ คาดไม่ถึงว่าหลังจากที่น้องสาวต่างมารดาผู้นี้ฟื้นขึ้นจากความตายแล้ว จะมีหัวคิดมากขึ้น รู้จักเลือกสถานที่สนทนาที่ไม่ให้ผู้ใดสงสัยและมีความปลอดภัยอย่างยิ่ง เพราะศาลาแห่งนี้ก็อยู่ในที่โล่ง จึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีการลอบทำร้าย อีกทั้ง ผู้ติดตามจากทั้งสองตำหนักล้วนยืนรอพวกนางอยู่ข้างนอกในรัศมีที่ไม่สามารถได้ยินการสนทนาของคนที่อยู่ในศาลาได้
“ถวายพระพร ว่าที่ฮองเฮาเพคะ”
กุ้ยเหรินยอบตัวลง จงใจออกเสียงฮองเฮาให้ดังมากกว่าปกติ เหน็บแนมในความได้ดีของน้องสาวร่วมสายเื แม้จะเกิดในตระกูลเดียวกัน แต่วาสนาของคนทั้งคู่กลับต่างกันลิบลับ
นางเป็ลูกภรรยาเอก เกิดจากฮูหยินที่มาจากตระกูลมีชื่อเสียง แต่กลับมีความงามสู้ลูกอนุภรรยาที่มาจากบ่าวรับใช้ในเรือนไม่ได้ ! ทันทีที่ฟางเหรินลืมตาดูโลก ทุกคนในครอบครัวต่างลืมว่านางเป็ลูกสาวอีกคน เมื่อเติบโตขึ้นนางเพียรพยายามหัดเรียนเขียนอักษร เดินหมาก วาดภาพเพื่อแสวงหาความรุ่งโรจน์ในวังหลวง แต่น้องสาวผู้นี้ยังตามมาจองพลาญนางถึงที่นี่ แย่งเอาความรุ่งโรจน์ที่นางปรารถนาไปทั้งหมด แล้วจะไม่ให้นางเคียดแค้นได้อย่างไร !
เฟิ่งอี๋ในร่างของกุ้ยเฟยหันกลับมาช้า ๆ พร้อมกับพิจารณาเฟินหนิงกุ้ยเหริน สนมผู้นี้มีตำแหน่งเล็ก ๆ ในวังหลัง เมื่อก่อนไม่ได้ใส่ใจมากนัก นึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าภายใต้กิริยาสงบเรียบร้อยนั้นจะแฝงด้วยพิษร้ายยิ่งนัก
“พี่หญิง ให้เกียรติน้องเกินไปแล้ว น้องยังไม่ได้ถูกแต่งตั้งอย่างเป็ทางการ”
เฟิ่งอี๋ยิ้มน้อย ๆ น้ำเสียงแว่วหวานนั้นฟังดูคล้ายกระเซ้าเย้าแหย่ ไม่ถือสาที่อีกฝ่ายจงใจเหน็บแหนมตน
“พี่ฝึกเรียกเอาไว้ก่อนจะได้ยินปาก น้องหญิงอาถือสา”
เฟินหนิงเหยียดกายลุกขึ้น แล้วนั่งลงบนเก้าอี้โดยไม่รอให้พระสนมที่มีตำแหน่งสูงกว่าอนุญาต
เฟิ่งอี๋เห็นท่าทีของกุ้ยเหรินผู้นี้ก็ได้แต่แค่นเสียงเย้ยหยันในใจ แม้วาจาจะนอบน้อมแต่การกระทำช่างตรงกันข้ามนัก ในเมื่อฝ่ายนั้นไม่รักษามารยาท นางก็ไม่จำเป็ต้องเห็นศีรษะผู้ใด จึงหันกลับไปยืนชมดอกบัวเบื้องล่าง แล้วเอ่ยอย่างไม่ได้สนใจว่า ณ ที่แห่งนี้มีกุ้ยเหรินเล็ก ๆ อยู่ด้วย
“พี่หญิงมีธุระอันใดกับข้ารึ”
เมื่อนางไม่เห็นพระสนมอยู่ในสายตา เฟิ่งอี๋จึงไม่จำเป็ต้องพูดไพเราะด้วย
เฟินหนิงจ้องมองแผ่นหลังของฟางเหรินด้วยสายตาจงเกลียดจงชังอย่างไม่ปิดบัง เมื่อก่อนน้องสาวของนางคนนี้เพียงแค่หยิ่งผยองกับความงามของตนที่เป็ที่โปรดปราน แต่ตอนนี้กลับไม่เห็นนางอยู่ในสายตาแล้ว
“ในเมื่อที่นี่มีเราแค่สองคน งั้นข้าก็จะพูดให้กระจ่าง เื่ลอบวางยาพิษเ้า ฆ่าเป็คนทำ”
ทันทีที่ทราบข่าวว่าฟางเหรินไม่ตาย อีกทั้งยังไปคุกหลวงเพื่อสอบถามผู้ต้องสงสัยด้วยตนเอง นางจึงเดาว่น้องสาวรู้แล้วว่านางเป็ผู้ที่อยู่เื้ัการลอบวางยาพิษนี้ จึงได้รีบเร่งมาขวางหน้าเกี้ยวของกุ้ยเฟยเอาไว้
“รู้แล้ว”
คนที่หันหลังให้ตอบโดยไม่มีหันกลับมา แผ่นหลังนั้นตั้งตรงสง่าเช่นเคย คำพูดของเฟินหนิงไม่ทำให้นางสั่นสะท้านแม้แต่น้อย
เฟินหนิงกัดริมฝีปากแน่น รู้สึกประหลาดใจกับท่าทีที่แปลกไปของน้องสาว คนที่ชอบโวยวาย และขวัญอ่อนจะสงบนิ่งได้ถึงเพียงนี้หรือ นางรีบสลัดความสงสัยทิ้งไปแล้วรีบเอ่ยเื่สำคัญว่า
“รู้แล้วก็ดี ข้า้าให้เื่นี้จบลงโดยไม่ต้องสืบหาตัวคนร้ายอีก”
เฟิงอี๋แค่นหัวเราะขึ้นมาคำหนึ่งแล้วเอ่ยว่า
“พี่หญิงกำลังขอร้องให้ข้าไว้ชีวิตอย่างนั้นหรือ”
เฟินหนิงเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเผยอเอ่ยวาจาว่า
“ข้ารึจะขอร้องเ้า นี่เป็การเจราจาต่อรอง หากเ้าปล่อยให้ข้าถูกปะาเพราะลอบวางยาเ้า ข้าก็จะลากเ้าไปแดนปะาด้วยเช่นกัน !..... อย่าลืมสิ... เ้าเองก็มีส่วนช่วยในการใส่ร้ายฮองเฮาว่าคบชู้ จนฮองเฮาต้องถูกปะา”
นางขยับกายลุกขึ้น แล้วเดินเข้ามายืนเคียงข้างกุ้ยเฟย
เฟิ่งอี๋หันมาสบตานางด้วยแววตาวาวโรจน์ ดวงตาที่เต็มไปด้วยแรงอาฆาตนั้นทำให้เฟินหนิงถึงกับผงะถอยหลังหนึ่งก้าวดดยไม่รู้ตัว นางจึงกะพริบแล้วลืมตาขึ้นใหม่ก็พบว่าแววตาอาฆาตแค้นได้หายไปแล้ว เหลือเพียงแววตาไร้เดียงสาของสตรีวัยสิบแปดปี
“พี่หญิงข่มขู่ข้ารึ”
เฟิ่งอี๋เอ่ยถามเสียงเย็น
“นี่เป็หนทางเดียว ที่เราทั้งคู่จะรักษาชีวิตเอาไว้ได้”
เฟิ่งอี๋โกรธจนกล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุก คนที่ลอบวางร่างนี้จนตายก็คือ เฟินหนิง คนที่ใส่ร้ายนางจนตายก็ คือ เฟินหนิง แต่ตอนนี้ฆ่าตกรกำลังข่มขู่นางให้ยอมไว้ชีวิต น่าขันสิ้นดี !
หากว่าร่างนี้ยังคงเป็ฟางเหรินสตรีอายุสิบแปดก็คงจะยอมความได้ แต่ตอนนี้ร่างนี้มีิญญาของฮองเฮาเช่นนางอาศัยอยู่ ทำไมจะต้องยอมให้คนเลว ๆ เช่นนี้ขึ้นมานั่งอยู่บนศีรษะ !
“พี่หญิงพูดก็มีเหตุผล”
เฟิงอี๋ปั้นเสียงให้ดูราบเรียบที่สุด
เฟินหนิงหันกลับมามองน้องสาวอีกครั้ง วาจาที่เอ่ยเมื่อครู่ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ นางจึงเอ่ยอย่างคนที่ถือไพ่ไว้ในมือเหนือกว่าว่า
“ข้าไม่รอให้เ้ารับปากข้าตอนนี้หรอกนะ แต่เวลาที่มีอยู่น้อยนัก หากใต้เท้าจ้านสืบคดีมาถึงข้าเมื่อไหร่ เื่ของเ้าที่ลอบคบชู้ และร่วมกันใส่ร้ายฮองเฮาก็จะถูกเปิดเผยทันทันที !”
ทั้งสองมองสบตากัน ต่างคนต่างมีแผนการในใจ
...................................... จบตอน.............................................