บทที่ 21 น้องชายที่ดี?
ต้าเหวินโหร่วที่หลบอยู่หลังต้นไม้เห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เขาใช้ความมืดมิดของยามค่ำคืนเร้นกายอยู่ภายใต้ร่มเงาของแมกไม้ ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงนั้นจวบจนกระทั่งหลิวไป๋ฮวากลับเข้าไปภายในบ้านแล้ว ถึงได้เริ่มก้าวเดินกลับบ้านโดยใช้แสงสว่างจากดวงจันทร์ที่สาดส่องลงมา
ดวงตาของต้าเหวินโหร่วในตอนนี้สั่นไหว ช่างไม่มีความมั่นคงเอาเสียเลย จนจำต้องหยุดเดินไปชั่วขณะ เมื่อครู่เขาเห็นทุกอย่าง สิ่งที่หลิวไป๋ฮวาแสดงออกมานั้นรับรู้หมดทุกสิ่ง แม้จะอยากเข้าไปปลอบประโลมเธอมากเพียงใด แต่ก็ทำเพียงได้แต่ฝืนหักห้ามใจเอาไว้เพียงเท่านั้น และปล่อยให้หน้าที่นั้นเป็ของชายหนุ่มแต่งกายสะอาดสะอ้านคนนั้น ที่ดูเหมาะสมกับหลิวไป๋ฮวาและอาจจะสามารถดูแลเธอได้ดีกว่าเขา คนที่มีความเพียบพร้อมทั้งหน้าตา รูปร่าง หรือแม้แต่ฐานะก็ตาม
ชายหนุ่มหอบหิ้วหัวใจอันบอบช้ำ เดินกลับไปยังบ้านที่มีเพียงแสงจากหลอดไฟเก่า ๆ ที่คอยให้แสงสว่างเพียงดวงเดียว
…
“งานการก็ไม่ไปทำ วันนี้หายหัวไปทั้งวัน แกได้อะไรติดไม้ติดมือมาบ้างล่ะเหวินโหร่ว?” เสียงทักทายแรกมาจากต้าเหวินฟู่อีกเช่นเคย ในขณะที่ข้างกันก็มีหลงหลันฮวา ภรรยาของพี่ใหญ่มองมาด้วยสายตาที่เสียดแทง เดาได้ไม่ยากว่าก่อนหน้าคงจะใส่ร้ายป้ายสี นินทาว่าร้ายเขาให้พี่ชายฟังไปเต็มที่อย่างแน่นอน
“ไปไหนมา ถึงได้กลับมาตอนค่ำมืดเช่นนี้?”
เป็เช่นเดิมที่ต้าเหวินโหร่วไม่ได้คิดจะเอาประโยคนั้นมาใส่ใจ เขาเพียงแค่ปล่อยผ่านเพราะไม่อยากที่จะมาต่อล้อต่อเถียงกับเื่ไร้สาระ อีกทั้งสภาพจิตใจบอบช้ำที่หอบหิ้วติดมาก็ยังจะต้องใช้เวลาพักฟื้น ไม่มีกะจิตกะใจจะไปต่อล้อต่อเถียงกับใคร
“ไม่ได้ยินที่ถามหรืออย่างไรเหวินโหร่ว?” ต้าเหวินฟู่ถามย้ำอีกครั้ง
“ไปช่วยงานในหมู่บ้านมา” ชายหนุ่มเอ่ยตอบกลับไปเสียงแ่ อีกทั้งยังเดินหนีเพื่อหมายจะตัดจบบทสนทนาแต่เพียงเท่านี้ แต่ดูเหมือนหลงหลันฮวาที่นั่งอยู่เคียงข้างกันจะไม่ยอมปล่อยเขาไปง่าย ๆ
“ช่วยงานในหมู่บ้าน? จะได้ค่าแรงมากี่หยวนกันล่ะ?”
“ทำไมต้องมีค่าแรง งานจิตอาสาที่ต่างคนต่างช่วยเหลือเพื่อให้ทุกคนได้มาร่วมสนุกกันเช่นนี้ จำเป็ต้องมีค่าแรงด้วยหรืออย่างไร งานเช่นนี้ล้วนมาจากความสมัครใจทั้งสิ้น หากอยากได้ค่าแรงก็ต้องไปรับจ้างทำอย่างอื่น ไม่ใช่มาหากินกับชาวบ้านด้วยกันเช่นนี้”
“เสียเวล่ำเวลาจริง ๆ ค่าแรงก็ไม่ได้ แล้วอย่างนั้น วันพรุ่งแม่จะมีอะไรทานกันล่ะ เงินทองก็ไม่มีซื้อกับข้าวเช่นนี้ก็คงจะต้องทานหมั่นโถวที่เหลืออีกตามเคย เหวินฟู่ คุณจะปล่อยให้แม่ทานแต่ของแบบนี้ได้อย่างไร?” หลงหลันฮวาจีบปากจีบคอฟ้องสามีตน
“ได้ยินแล้วหรือไม่เหวินโหร่ว หลันฮวาเป็ห่วงแม่เช่นนี้ ทำไมถึงยังคิดร้ายกับพี่สะใภ้ตัวเองนัก” ต้าเหวินฟู่หันมาต่อว่าน้องชายตน
“เป็ห่วงแม่ หรือเป็ห่วงเื่ปากท้องของตัวเองกันแน่” ต้าเหวินโหร่วถามด้วยใบหน้าเฉยเมย
“เหวินโหร่ว!” เป็อีกครั้งที่ต้าเหวินฟู่ตะคอกใส่ผู้เป็น้องเสียงดัง สายตาที่มองไปยังต้าเหวินโหร่วนั้นเปี่ยมไปด้วยความเกรี้ยวโกรธ เพียงเท่านี้หลงหลันฮวาก็มองว่าเขาเป็สามีที่ไม่เอาไหน อีกทั้งยังไม่สามารถควบคุมผู้เป็น้องให้อยู่ในโอวาทได้ ก็ยิ่งคิดว่าเขาเป็สามีที่แย่ ไม่สามารถพึ่งพาหรือแม้แต่ฝากฝังอนาคตเอาไว้ได้เลย
“พี่เหวินโหร่ว” น้ำเสียงเล็กทว่าอ่อนหวานดังขึ้นมา ก่อนที่เ้าของเสียงนั้นจะปรากฏตัวขึ้น ต้าหนิงจิน ที่ในมือถือตุ๊กตาตัวเก่าที่ต้าเหวินโหร่วซื้อมาให้ในตอนที่ยังวัยเยาว์นั้น วิ่งเข้ามากอดเเขนผู้เป็พี่ชายของตนด้วยรอยยิ้มหวาน ทั้งยังถูไถพวงแก้มป่องที่คล้ายกับซาลาเปานึ่งลงบนต้นแขนแกร่งไปมาอย่างออดอ้อน ถึงแม้ว่าในตอนนี้ต้าหนิงจินจะเติบโตเป็สาววัยแรกรุ่นแล้วก็ตาม แต่นิสัยที่ช่างออดอ้อนและประจบประแจงนั้นไม่ได้จางหายหรือลดน้อยลงไปเลย
“ทำไมถึงยังไม่นอนหนิงจิน”
“หนิงจินกำลังจะนอนแล้ว แต่ได้ยินเสียงดังเลยวิ่งออกมาดูเห็นว่าเป็พี่เหวินโหร่ว วันนี้ทั้งวันหนิงจินไม่ได้ใช้เวลาอยู่กับพี่เหวินโหร่วเลย” ต้าเหวินโหร่ววางฝ่ามือลงบนศีรษะทุยเล็กของผู้เป็น้องสาว ลูบไล้กลุ่มผมเธอไปมาด้วยความอ่อนโยน โดยที่ต้าหนิงจินเองก็หลับตาพริ้มรับัันั้น
เป็ภาพที่ต้าเหวินฟู่เห็นก็ยิ่งสร้างความคับข้องขึ้นมาภายในใจ ทุกคนต่างก็ให้ความสนใจแต่เพียงต้าเหวินโหร่ว ยกยอแต่เพียงน้องชายของเขา หากใครมีสิ่งใดก็มักจะเอ่ยเรียก และมองหาต้าเหวินโหร่วก่อนเป็คนแรก ทั้งที่เขาเป็พี่ใหญ่ของบ้านที่ทุกคนควรจะมาพึ่งพิง ไม่ใช่น้องชายคนกลางอย่างต้าเหวินโหร่ว!
“ไปนอนได้แล้วหนิงจิน หากยังดื้อก็อย่าหวังว่าจะได้ไปเที่ยวงานชิวอิก” น้ำเสียงเข้มที่ติดดุนั้นเอ่ยขึ้นมากลางคัน ทำให้รอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าของต้าหนิงจินนั้นค่อย ๆ จางหายลง ดวงตาคู่สุกใสลากมองไปยังเสี้ยวหน้าของผู้เป็พี่ชายคนโต ที่กำลังใช้สายตาในการกล่าวโทษเธอ ที่หากเธอดื้อดึงและไม่ทำตามคำสั่ง ก็คงจะตามมาลงโทษเธอในภายหลังเป็แน่ พลันสายตาของต้าหนิงจินที่เผลอลากมองไปยังผู้เป็พี่สะใภ้ด้วยความไม่ตั้งใจ ก็รีบกดตาต่ำเพื่อหลบเลี่ยงสายตาที่อีกฝ่ายใช้มองมาด้วยความตื่นกลัว
“ถะ ถ้าอย่างนั้นหนิงจินขอไปนอนก่อนนะพี่เหวินโหร่ว” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นสั่นเทา แม้จะยังอยากพูดคุยกับพี่ชายคนกลางเพื่อเล่าว่าในแต่ละวันเธอทำอะไรมาบ้างก็ไม่อาจทำได้ จำใจปล่อยท่อนแขนของผู้เป็พี่ให้เป็อิสระ แล้วเดินคอตกกลับไปยังห้องนอนของตนอีกครั้ง
“แกยังไปไหนไม่ได้เหวินโหร่ว” น้ำเสียงข่มขู่ดังขึ้นอีกครั้งในตอนที่ต้าเหวินโหร่วกำลังจะเดินเข้าไปหาต้าหนิงจิน เพราะสีหน้าของน้องสาวเธอนั้นช่างดูไม่ดีนักในตอนที่มองประสานสายตากับหลงหลันฮวา แม้สายตาที่ผู้เป็พี่สะใภ้ใช้ข่มขู่น้องสาวของเขานั้นจะเป็ไปอย่างแเี ทว่าต้าเหวินโหร่วก็เห็นทุกอย่าง
“ยังมีสิ่งใดที่พี่ยังคับข้องใจอีก”
“เดี๋ยวนี้ ฉันไม่ใช่พี่ชายที่น่าเคารพแล้วหรืออย่างไร ถึงได้พูดจาเช่นนั้น เถียงคำไม่ตกฟาก”
“เื่นี้ไม่จำเป็ต้องมีใครบอก พี่เองก็น่าจะรู้ตัวดีว่าสถานการณ์ในตอนนี้มันเป็เช่นไร”
“เหวินโหร่ว พูดจาเช่นนั้นกับพี่ชายของตัวเองก็ไม่ได้นับว่าเป็น้องชายที่ดีเช่นกัน” หลงหลันฮวาเอ่ยขึ้นอย่างลอยหน้าลอยตา
“หากเป็น้องชายที่ดี เชื่อฟังคำสั่งสอน และคำต่อว่าที่มาจากบุคคลอื่นคอยพูดจายุยงให้ครอบครัวแตกแยก ก็ให้เป็น้องชายที่แย่ในสายตาคนอื่นน่ะดีแล้วล่ะ”
“ส่วนเื่อาหารของแม่ พี่ไม่ต้องเป็ห่วง ผมได้แบ่งเงินค่าแรงไว้ใช้จ่ายในการซื้อกับข้าวแล้วล่ะ แต่ถ้าหากว่าบุคคลอื่นที่ไม่ได้ทำมาหากินอะไร ใช้จ่ายเงินในส่วนนั้นไม่พอก็กินหมั่นโถวที่เหลือ หรือทำอาหารจากวัตถุดิบที่มีในสวนเอาก็แล้วกัน” แม้จะเอ่ยกับผู้เป็พี่ ทว่าสายตานั้นกลับใช้มองเสียดแทงไปยังหลงหลันฮวา ก่อนที่ต้าเหวินโหร่วจะเดินออกไปโดยไม่สนใจเสียงโวยวายที่ดังไล่หลังมาในตอนนี้
“ต้าเหวินฟู่ คุณได้ยินที่น้องชายคุณพูดแล้วใช่ไหม!”
…
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่ต้าเหวินโหร่วจะค่อย ๆ เปิดประตูเข้าไปภายในห้องนอน ดวงตาคู่คมหรี่ลงเพียงเล็กน้อยเพื่อปรับระดับกับความมืดภายในห้อง ก่อนจะมองไปยังฟูกนอนที่วางอยู่มุมหนึ่ง เข้าเดินเข้าไปหย่อนตัวลงนั่งพิงกำแพงเปลือย ชันเข่าขึ้นมาข้างหนึ่ง ในขณะที่ฝ่ามือก็วางลงบนกลุ่มผมของผู้เป็น้องสาว
ทันทีที่รับรู้ได้ถึงััอ่อนโยน ต้าหนิงจินก็รีบพลิกกายกลับมา ช้อนมองต้าเหวินโหร่วด้วยสภาพที่มีน้ำตาอยู่เต็มใบหน้า ดวงตาที่เปิดเผยออกมาอย่างคนที่ไม่รู้จักการปิดบังความรู้สึก ทำให้ต้าเหวินโหร่วผู้นี้สามารถอ่านความคิดของน้องสาวตัวเองได้ง่าย ๆ
“เป็อย่างไรบ้าง หนิงจิน”