ตอนที่ 38 เข้าหาความตาย
หลังจากที่หลินหานเห็นหลินหยู เขาจึงหลับตาลงแล้วเอ่ยทักทายเสียงเรียบว่า“พี่ชายหก”
หลินหยูเป็นบุตรคนที่สี่ของลุงใหญ่ ทว่าเป็นหลานคนที่หกของตระกูลเพราะว่าลุงสองมีบุตรชายสองคนซึ่งอายุมากกว่าหลินหยู
“ข้าถามว่าเจ้ามาทำอันใดที่นี่พวกเจ้าเข้ามาทำอันใดในเมือง ? ข้าได้ยินมาว่าเมื่อมิกี่วันก่อนพวกเจ้าขอแยกบ้านออกมา หลินหาน จิตสำนึกของเจ้าโดนสุนัขกินไปหมดแล้วหรือ ? บิดาของเจ้าก็ยังอยู่เหตุใดถึงต้องแยกตัวออกมาด้วยกัน เจ้าเป็นบุตรชายคนเดียวของลุงสาม ยิ่งมิควรแยกตัวออกมาเลยด้วยซ้ำ! ”
หลังจากที่เอ่ยจบ หลินหยูจึงจ้องมองหลินหร่วนด้วยท่าทีรังเกียจ“มิใช่เพราะสตรีนางนี้หรอกหรือ เจ้าอย่าลืมว่าตนเองเป็นผู้ใดอย่าลืมว่าบรรพบุรุษของเจ้าเป็นผู้ใด ! ”
หลินหานกำหมัดแน่น “พี่ชายหก การที่ข้าแยกบ้านออกมามันมิใช่ความผิดของช้า และอาหร่วนก็มิใช่คนแบบนั้น ! ”
หลินหยูเลิกคิ้วขึ้นแล้วเอ่ยเสียงต่ำว่า“ดูกริยาท่าทางของเจ้าสิ ข้าเพียงเอ่ยตักเตือนเจ้ามิกี่ประโยคแต่เจ้าก็เถียงข้ากลับแล้ว ! ”
“เจ้าเป็นบิดาของอาหานหรือเยี่ยงไรเจ้ามีคุณสมบัติอันใดมาสั่งสอนเขา ! ”
หลินหร่วนมิสามารถทนฟังได้อีกต่อไป ดังนั้นนางจึงตอกกลับเขาไปว่า“เรื่องที่พวกข้าแยกบ้านออกมา หัวหน้าหมู่บ้านและผู้นำตระกูลเป็นผู้จัดการให้ นี่มิใช่เรื่องที่เจ้าสามารถเอ่ยมั่วซั่วได้อันใดกัน ? เจ้าคิดว่าตนเองเหนือกว่าหัวหน้าหมู่บ้านและผู้นำตระกูล รวมไปถึงพวกลุงๆ เยี่ยงนั้นหรือ ? ”
หลินหยูหรี่ตาลง “ข้ากำลังสนทนากับหลินหานเหตุใดสตรีเยี่ยงเจ้าถึงเข้ามาเอ่ยแทรกได้เล่า ? ”
“ข้าเป็นสตรีแล้วเยี่ยงไร? เจ้าดูถูกสตรีเยี่ยงนั้นหรือ ? เจ้าเองก็เกิดมาจากสตรีบิดาของเจ้าก็เกิดมาจากสตรี แล้วเหตุใดเจ้าถึงดูถูกเพศแม่เล่า ? ข้าคิดว่าเจ้าควรหาไม้มาตีหัวตนเองให้ตายไปเสียประเดี๋ยวผู้อื่นจะหาว่าเจ้าเป็นคนโง่เขลาและขี้ขลาดที่คลานออกมาจากท้องของสตรี ! ”
หลินหยูหรี่ตาลงด้วยความโกรธ
“เจ้าเอ่ยว่าเยี่ยงไรนะ? ”
“อันใดกัน เจ้าฟังมิเข้าใจเยี่ยงนั้นหรือ ? ข้าเอ่ยว่าเจ้าเป็นคนโง่เขลา ทั้งยังขี้ขลาด ดังนั้นรีบไปตายเสียเถิด! ”
ร่างของหลินหยูสั่นเทาด้วยความโกรธ เขากัดฟันแล้วเอ่ยว่า“เจ้ากล้าที่จะเอ่ยมันออกมาอีกรอบเยี่ยงนั้นหรือ ! ”
หลินซิ่วรู้สึกหวาดกลัวมากยิ่งนัก นางกอดคอหลินหร่วนเอาไว้แน่นแม้แต่หายใจก็มิกล้าที่จะหายใจแรง ๆ
หลินหานกลัวว่าหลินหยูจะทำร้ายหลินหร่วน ดังนั้นเขาจึงเข้าไปยืนเบื้องหน้าหลินหร่วน
หลินหร่วนเผยอยิ้มขึ้นอย่างมิเกรงกลัว “แล้วเหตุใดข้าจะเอ่ยสองรอบมิได้เล่าเจ้าอยากจะฟังรอบที่สามหรือไม่ ? ”
หลินหยูยกมือขึ้นมาด้วยความโกรธ เขาหันหน้ามือไปทางใบหน้าของหลินหร่วนหมายจะตบหน้านางสักฉาด
หลินหร่วนหัวเราะเย้ยหยัน มือข้างหนึ่งของนางอุ้มหลินซิ่วเอาไว้ส่วนมืออีกข้างหนึ่งจับข้อมือของหลินหยูเอาไว้แล้วออกแรงบีบ
เสียงกรีดร้องเหมือนหมูกำลังถูกฆ่า ดึงดูดให้ชาวบ้านในละแวกนั้นหันกลับมามอง
“อันใดกัน? จะตีข้าเยี่ยงนั้นหรือ ? ความรู้ที่เจ้าได้ร่ำเรียนมาคำสอนต่าง ๆ มันไปอยู่ในท้องของสุนัขหมดแล้วหรือ ? ”
“นางสารเลวปล่อยมือ ปล่อยมือข้าประเดี๋ยวนี้ ! ”
หลินหร่วนออกแรงบีบข้อมือหลินหยูแรงขึ้นเรื่อย ๆจนหลินหยูกรีดร้องเสียงดัง
“ทุกท่านมาดูนี่เร็วเข้าศิษย์ของสำนักศึกษาชิงซานรังแกเด็กและสตรีตอนกลางวันแสก ๆ ทุกท่านรีบมาดูเถิดว่าผู้ใดถูกผู้ใดผิด! ”
หลินหร่วนตะโกนเสียงดัง ชาวบ้านที่อยู่ระแวกนั้นจึงทยอยเดินเข้ามาชมเรื่องสนุก
สำนักศึกษาชิงซานเป็นสำนักศึกษาที่ดีที่สุดในเมืองนี้มีกฎระเบียบที่เข้มงวด โดยห้ามศิษย์ประพฤติตนมิเหมาะสมภายนอกสำนักศึกษา หากมิทำตามกฎจะถูกไล่ออกทันทีด้วยเหตุนี้บัณฑิตของสำนักศึกษาชิงซานจึงสุภาพและอ่อนน้อมอยู่เสมอ
ทว่าบัดนี้กลับมีศิษย์ของสำนักศึกษาชิงซานทำร้ายเด็กและสตรีดังนั้นมันจะต้องกลายเป็นข่าวใหญ่อย่างแน่นอน
สีหน้าของหลินหยูเปลี่ยนไป เขากัดฟันแน่นพลางเอ่ยว่า“นางสารเลว เจ้าเอ่ยวาจาเหลวไหล ปล่อยข้าประเดี๋ยวนี้ ปล่อย ! ”
หลินหร่วนยิ้มเยาะ จากนั้นก็ออกแรงบีบเพิ่มขึ้นอีกสีหน้าของหลินหยูซีดเผือดเพราะรู้สึกเจ็บ มิว่าจะดิ้นเยี่ยงไรก็ดิ้นมิหลุดสถานการณ์ในตอนนี้กำลังตึงเครียดเป็นมาก ดังนั้นเขาจึงเหยียดเท้าออกไปเตะหลินหร่วน
“ทุกท่านมาดูนี่เร็วเข้าหลินหยูศิษย์จากสำนักศึกษาชิงซาน กำลังจะทำลายชื่อเสียงของสำนักศึกษา ยามที่เขาอยู่นอกสำนักศึกษาเขาทำตัวเยี่ยงไร ทุกท่านรีบมาดูเร็วเข้า ! ”
ฝูงชนเริ่มเข้ามามุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ หลินหยูโกรธจนแทบจะเป็นบ้า แต่เขาก็มิกล้าขยับตัวไปที่ใด
หากเรื่องที่เกิดในวันนี้ ทราบไปถึงสำนักศึกษาเมื่อใดเขาต้องถูกไล่ออกเป็นแน่
หลินหร่วนยิ้มเหยียด “เป็นอันใดไป กลัวเยี่ยงนั้นหรือ ? เจ้ามิรู้สึกตื่นเต้นหรือเยี่ยงไร ? ”
หลินหยูกำลังอดทนกับความเจ็บปวด เขากัดฟันเอ่ยถามว่า“เจ้าคิดจะทำอันใดกันแน่ ? ”
“ขอโทษข้าสิขอโทษข้ากับหลินหาน มิเช่นนั้นข้าจะนำเอาเรื่องนี้ไปแจ้งสำนักศึกษาของเจ้าเจ้าลองคิดดูดี ๆ ว่าทางสำนักศึกษาจะทำเยี่ยงไรกับเจ้า ! ”
แน่นอนว่าหลินหยูมิยอมขอโทษ ในบ้านตระกูลหลินหลินจงและบุตรของเขามิได้มีอำนาจใด หากวันนี้เขายอมก้มหัวขอโทษในอนาคตเขาจะเป็นใหญ่ในบ้านหลังนั้นได้เยี่ยงไร ?
“หลินหร่วนเจ้าอย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ไปเลย ! เหตุใดเจ้าน่ารำคาญเช่นนี้หากข้าถูกไล่ออก เจ้าจะอธิบายเรื่องนี้ต่อท่านย่าเยี่ยงไร ? ”
“เหตุใดข้าต้องอธิบายด้วยกัน? ข้าถูกลูกพี่ลูกน้องทุบตีกลางถนน นี่เป็นความผิดของข้าหรือเยี่ยงไร ? ”
“ก็เจ้ามาว่าข้าก่อน! ”
หลินหร่วนเผยอยิ้มอย่างนึกดูถูก
“แล้วเหตุใดข้าถึงต้องต่อว่าเจ้า ? มิใช่ว่าเจ้าเริ่มก่อนหรือเยี่ยงไร!หลินหยู เจ้าเป็นคนแบบใดกัน เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาว่าผู้อื่น เจ้าเองก็โตแล้วเช่นกันเรื่องอาหารการกินก็ได้ตระกูลหลินเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ในบรรดาธัญพืชที่เจ้ากินยังมีส่วนที่ปลูกโดยหลินหานเช่นกันเจ้ากินธัญพืชที่ปลูกโดยคนที่เจ้าคิดว่าเป็นขยะมาโดยตลอด ดังนั้นเจ้ามีสิทธิ์อันใดมาว่าพวกเรา ! ”
หลินหยูเติบใหญ่มากับการเลี้ยงดูของตระกูลหลิน ยามที่เขาอยู่ในบ้านตระกูลหลินก็ดูมีหน้ามีตาอยู่หรอกทว่าบัดนี้หลินหร่วนกลับเอ่ยแบบนี้กับเขา ดังนั้นเขาจึงโกรธขึ้นมาทันใด
“นางสารเลว...”
หลินหร่วนบีบข้อมือของหลินหยูด้วยสีหน้าเรียบเฉย“หากข้าได้ยินคำนี้อีกครา ข้าจะบอกให้ท่านย่าตัดหางปล่อยวัดเจ้าเสีย ! ”
ร่างของหลินหยูสั่นเทาด้วยความเจ็บปวด“เจ้า...เจ้าช่างบังอาจยิ่งนัก ! ”
หลินหร่วนยกยิ้มอย่างเย้ยหยัน “เจ้าคิดว่าข้ามิกล้าเยี่ยงนั้นหรือ ? เจ้าอยากจะลองดูหรือไม่เล่า จะได้ทราบว่าข้ากล้าหรือมิกล้า”
พอกล่าวจบ หลินหร่วนจึงโน้มกายไปกระซิบที่ข้างหูของเขาว่า“เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถเอาชีวิตของเจ้าได้อย่างง่ายดายหักคอเจ้าแล้วโยนทิ้งไว้บนภูเขาเฉินวูดีหรือไม่ หากเจ้าหายไปอย่างไร้ร่องรอย ผู้ใดจะออกตามหาเจ้าบ้างกัน? ”
หลินหยูจ้องมองไปยังใบหน้าของหลินหร่วนซึ่งอยู่ห่างจากใบหน้าของเขามิเกินสองฉื่ออยู่ ๆ ก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมา
เขาจ้องมองไปที่หลินหร่วน สายตาของนางเต็มไปด้วยความกระหายเลือดซึ่งอยากจะลงมือฆ่าเขาเต็มทน เมื่อครู่ที่นางกล่าวมา นางสามารถทำได้จริง ๆ เป็นแน่!
หลินหยูนึกกลัวจนปากซีดตัวสั่น บัดนี้เขามิกล้าแม้แต่จะหายใจแรง
หลินหร่วนเอ่ยย้ำว่า “ยังมิยอมขอโทษอีกหรือ ? ”
ภายใต้การถูกข่มขู่ของหลินหร่วน หลินหยูจึงยอมเสียเกียรติเพื่อขอโทษเขากล่าวขอโทษด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “ขอ...ขอโทษ”
“ขอโทษให้ดังกว่านี้เจ้ามิได้กินข้าวมาหรือเยี่ยงไร ? ! ”
ร่างของหลินหยูสั่นเทา จากนั้นก็ตะโกนออกมาเสียงดังว่า“ขอโทษ ! ”
“ขอโทษผู้ใด? ”
“ขอโทษอาหานอะ...อาหร่วน ขอโทษ” หลินหยูหันไปมองที่ไหล่ของหลินหร่วน “ซะ...หลินซิ่ว ขอ...ขอโทษ”
หลินหร่วนยิ้มเหยียดพลางปล่อยมือของเขา
ทันทีที่หลินหยูเป็นอิสระ เขาก็ลูบข้อมือที่บวมช้ำของตนเองทันใดจากนั้นก็หันหลังกลับเตรียมจะจากไป
ทว่าหลินหร่วนกลับเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า“ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าไปกัน ? ”
หลินหยูตื่นตกใจจนตัวสั่น จากนั้นก็เอ่ยออกมาว่า“ข้าขอโทษเจ้าแล้วมิใช่หรือ เจ้าจะเอาอันใดอีก ? ”