หลายเดือนต่อมา ที่ใต้ต้นจางซู่[1]หน้าเรือนเยวี่ยฉง
“ว่าวของข้าๆ”
“บ่าวเห็นแล้วคุณชายรอสักหน่อยนะเ้าคะ เดี๋ยวเหมียนฮวาหาไม้มาสอยลงให้” พี่เลี้ยงสาวบอกนางหันรีหันขวางมองหาท่อนไม้ที่ยาวพอจะปลดว่าวของคุณชายเจียนจื่อลงจากคาคบไม้เบื้องหน้าบ่าวผู้ชายที่พอจะเรียกไหว้วานได้ก็ประจวบเหมาะว่าถูกเกณฑ์ไปปรับสวนและขุดทางระบายน้ำที่เรือนฝั่งตะวันตกเสียหมด
“มีอะไรหรือพี่เหมียนฮวาทำไมทำหน้ายุ่งยากใจอย่างนั้นเล่า” จินป๋ายไช่ที่เดินผ่านมาทักขึ้นนางเพิ่งกลับจากช่วยงานในครัวใหญ่
“บนโน้น...ข้ากำลังหาไม้ยาวๆอยู่” เหมียนฮวาชี้นิ้วไปบนต้นไม้ และที่ใต้ต้นของมันคุณชายเจียนจื่อกำลังยืนทำท่าทางเอาแต่ใจอยู่
“ข้าอยากได้ว่าวของข้าคืนท่านพ่อเพิ่งจะซื้อมาฝากเมื่อวานนี้เอง” ฟู่เจียนจื่อบอกถึงความสำคัญของว่าวรูปนกสีแดงสดนั้นด้วยความเป็คนใจร้อน มือน้อยจึงออกแรงดึงสายเชือกที่ผูกไว้จนโครงว่าวบิดเบี้ยว
“ที่โล่งๆไม่ยักไปเล่น...ปล่อยเชือกก่อนดีไหมเ้าคะ” เด็กสาววัยสิบสี่แนะก่อนที่นางจะเดินไปลากเก้าอี้หินตัวเล็กที่สุดซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันมาวางตรงโคนต้นไม้
จินป๋ายไช่ลูบคลำรอบเปลือกของไม้ยืนต้นขนาดกลางซึ่งว่าวของคุณชายน้อยลอยขึ้นไปติด“ไม่ต้องหาไม้ให้เสียเวลาหรอก ข้าปีนต้นไม้เก่ง”
เ้าของร่างน้อยก้าวขึ้นไปยืนบนเก้าอี้หินชุดที่สวมใส่นั้นไม่ได้รุ่มร่ามนัก จึงไม่เป็อุปสรรคในการเคลื่อนตัวปีนป่ายขึ้นไปชีวิตในวัยเด็กของนาง ต้นไม้สูงกว่านี้นางก็ทำใจกล้าปีนมาแล้วใช้เวลาชั่วครู่เด็กสาวก็คว้าได้ว่าวเ้าปัญหา
ฟู่หลิงเฉินซึ่งกลับจากตรวจงานที่โรงเตี๊ยมเห็นบุตรชายและพี่เลี้ยงของเขากำลังแหงนหน้ามองขึ้นไปบนต้นจางซู่มิได้สนใจว่าบิดาเพิ่งจะกลับมาถึงเรือน ชายหนุ่มเดินเข้าไปหาและเงยหน้าขึ้นมองบ้าง
“ป๋ายไช่...”
เสียงของเขาเรียกความสนใจจากบุตรชายและเหมียนฮวาได้ทันทีไม่ต่างจากเ้าของชื่อที่สะดุ้งสุดตัวเพราะไม่คาดคิดว่าจะพบผู้เป็นายยืนแหงนหน้ามองอยู่ด้านล่าง
“นายท่าน อ๊ะ!”
ด้วยความใจินป๋ายไช่จึงเผลอปล่อยมือจากการเกาะเกี่ยวลำต้น เท้าพลันพลิกลื่นจากกิ่งไม้ตกลงมาชายหนุ่มด้านล่างกางอ้อมแขนแข็งแรงออกเพื่อรองรับร่างนางตามสัญชาตญาณ แม้นางตัวเล็กแต่แรงปะทะก็ทำให้เขาเสียหลักทรุดฮวบลงกับพื้น ด้านเหมียนฮวาก็คว้าตัวคุณชายน้อยะโหลบออกห่างได้ทันท่วงทีเช่นกัน
ศีรษะของเด็กสาวฟาดใส่กลางอกแกร่งของชายหนุ่มจนจุกแต่ในใจของเขากลับไม่ห่วงตัวเองแม้แต่น้อย เขากอดนางไว้แน่นด้วยความรู้สึกอยากปกป้องจากอันตราย หวังเพียงว่ากระดูกของนางคงจะไม่มีส่วนไหนหัก
ส่วนคนที่พลัดตกลงมาก็เผลอตัวโอบรั้งรอบคอของฟู่หลิงเฉินเป็หลักยึดร่างของทั้งสองจึงกอดกันกลมทีเดียว และเมื่อชายหนุ่มรู้ตัวก็ผลักนางออกเบาๆ เพื่อดูว่าาเ็ส่วนไหนหรือไม่
เด็กสาววัยสิบสี่ครางเสียงแ่นางรู้สึกมึนหัว แว่วๆ ว่าได้ยินเสียงของคุณชายน้อยและเหมียนฮวาข้างกายเพียงแต่นางยังไม่อาจจะโต้ตอบสิ่งใดได้ในตอนนี้
“เ้าไหวหรือไม่”น้ำเสียงทุ้มใกล้หูทำให้จินป๋ายไช่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น
“...นายท่าน”
“เ้าเจ็บตรงไหนบ้างป๋ายไช่” ฟู่หลิงเฉินถามซ้ำดวงตาคมดำจัดสบลึกกับดวงตากลมโตที่จ้องเขาแทบไม่กะพริบใบหน้าเล็กแต่มีแก้มป่องเล็กน้อยด้วยเพิ่งแตกวัยสาวห่างจากหน้าเขาแค่เพียงคืบริมฝีปากอิ่มสีชมพูระเรื่อปราศจากเครื่องประทินโฉมขยับตอบเขา
“ไม่เ้าค่ะ” นางยังมีท่าทางงงๆ อยู่
“ท่านพ่อๆ...เ้าลงมาจากตัวท่านพ่อของข้าก่อนสิ”ฟู่เจียนจื่อผลักไหล่ของจินป๋ายไช่ บิดาเขาล้มลงก็คงจะเจ็บมากแล้วนางยังจะนั่งทับอยู่บนตัวบิดาของเขาไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ได้
“อ๊ะ!” เด็กสาวหงายผึ่งลงข้างตัวผู้เป็นายโดยที่ขาทั้งสองยังคงพาดทับอยู่บนตัวของเขา
“พ่อไม่เป็อะไร”ฟู่หลิงเฉินเห็นสีหน้าใของบุตรชาย เขาจึงขยับตัวช้าๆเมื่อสาวน้อยขยับร่างพ้นจากตัวเขาแล้ว นางกำลังนั่งคุกเข่าก้มศีรษะปลกๆ อยู่ข้างเขา
“ขออภัยนายท่าน บ่าวใก็เลยเผลอปล่อยมือ”
หากคิดจะหลบเขาก็หลบได้ แต่เขาตั้งใจจะกางแขนรับเอาตัวนางไว้ั้แ่ต้นแน่นอนว่านางไม่รู้ถึงความจริงข้อนี้
“นายท่านาเ็หรือไม่เ้าคะแน่ใจนะว่าไม่มีาแจริงๆ” ด้วยความเป็ห่วงไม่ทันคิดว่าควรหรือไม่ควร มือของนางก็ลูบจับสำรวจไปบนลำตัว แขนและขาของเ้านายหนุ่ม สายตามุ่งมั่นตรวจตราแฝงแวววิตกเป็ห่วงเป็ใยชัดเจนปลายหางของผมเปียสะบัดไปมาเมื่อนางขยับกายไปรอบตัวเขาดูเงางามราวแพรไหมร่างของนางที่เฉียดใกล้เขาเพราะไม่ระวังตัวก็อวลไปด้วยกลิ่นหอมของวัยแรกสาว ฝ่ามือเล็กของนางที่ป่ายปัดไปทั่วกายเขานั้นก่อเกิดัันุ่มนวลและอบอุ่นสู่ใจเขาได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“นายท่านเ้าคะ”เมื่อจินป๋ายไช่เห็นนายท่านไม่ตอบคำ แถมยังยิ้มมุมปากน้อยๆ ด้วยดวงตาที่มีประกายวูบหนึ่งนางจึงเรียกเขาซ้ำและยื่นหน้าเข้าไปใกล้
“...ข้าไม่เป็ไร”ฟู่หลิงเฉินเห็นดวงตาใสซื่อและท่าทางไร้เดียงสาของนางความรู้สึกประดักประเดิดก็เข้าจู่โจมเขาอย่างฉับพลันเขาจึงรีบลุกขึ้นจูงข้อมือของบุตรวัยเยาว์ที่ยืนถือว่าวรูปนกอยู่พร้อมกับจ้องตาแป๋วมาที่เขากับจินป๋ายไช่ก่อนจะพาเดินลิ่วไปที่ตัวเรือน เหมียนฮวาหันมาทำหน้าเหลอหลากับจินป๋ายไช่แล้วรีบสาวเท้าตามเข้าไปปรนนิบัตินายน้อยของตน
คนที่ยังนั่งอยู่กับพื้นพอเห็นท่าทีที่ชายหนุ่มแสดงออก กลับคิดว่าความผิดของนางครั้งนี้คงทำให้ผู้เป็นายโกรธเคืองนางไปอีกนานเป็แน่...
ไม่มีเหตุการณ์ใดในบ้านที่เล็ดลอดสายตาของนางฟู่หลันเื่ที่เกิดขึ้นตอน่บ่ายรู้ถึงหูนายหญิงใหญ่ภายในเวลาไม่นานนางเหม่ยจึงพาหลานสาวไปพบเมื่อถูกเรียกหา เมื่อถูกตำหนิมา หญิงสูงวัยจึงได้เริ่มเอาจริงเอาจังกับการอบรมหลานสาวให้สมกับเป็กุลสตรีมากกว่าเดิมเพราะเด็กสาวโตขึ้นทุกวัน จะมัวทำตัวไร้ระเบียบ กิริยาแข็งกระด้างไม่ได้นางคือคนของบ้านสกุลฟู่ หากหย่อนมารยาทการอบรมภายภาคหน้าอาจทำเื่เสียชื่อมาถึงนายที่เลี้ยงดูเสื่อมเสียมาถึงตัวนางที่เป็ญาติสนิท และคนที่จะเสียหายมากที่สุดก็คือเด็กสาวนั่นเอง
[1] ต้นการบูร