่ปลายฝนต้นหนาว ไอเย็นลอยอยู่เหนือพื้นหญ้าที่สูงระดับเข่ามือคู่หนึ่งสอดเหล็กแบนเข้าไปในช่องว่างระหว่างหน้าต่างไม้ผุเก่าบานแล้วเล่าก็ไม่มีบานไหนเปิดได้
“เปิดได้หรือยัง”
เสียงบวกลมหายใจเบาๆ รินรดต้นคอทำให้เด็กหนุ่มม.ต้นคนหนึ่งสะดุ้งโหยงหันไปเอ็ดเพื่อนสนิทด้วยสายตาเกรี้ยวกราด
“อย่าเร่งสิ แล้วแกจะมากระซิบทำไมใหมด”หัวโจกมืองัดหน้าต่างว่า “ว่าแต่ไอ้ปอดนั่นยังดูต้นทางอยู่ใช่ไหม”
“แหงละ ยังไม่ทันเข้าไป มันก็กลัวแทบฉี่ราดแล้วไม่รู้จะไหวรึเปล่า”
“ไอ้แจ็ก แกอยากเห็นมันเป็ไอ้ขี้แพ้ไปจนตายหรือไงเราสามคนโตมาด้วยกันนะ วันนี้ละ ฉันจะทำให้ไอ้จ๊อดกลายเป็คนใหม่ที่ไม่มีใครกล้ารังแกมันอีก” ตัวตั้งตัวตีพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นก่อนหันไปจัดการงานงัดแงะตรงหน้าต่อ
กึก!
ในขณะที่มือยังไล่งัดหน้าต่างไปเรื่อย จู่ๆ หน้าต่างบานหนึ่งก็เปิดผัวะออกเล่นเอาคนที่กำลังออกแรงเต็มที่หงายเงิบ สบถออกมาดังลั่น
“เปิดได้แล้ว! ฉันโทรเรียกไอ้จ๊อดเอง”เด็กหนุ่มอีกคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
สวบ!
“ไอ้เอก ไอ้แจ็ก ฉันอยู่นี่...”
เสียงสั่นเครือดังขึ้นในความมืดกลางพงหญ้า แสงจากหน้าจอโทรศัพท์ที่กำลังดังส่องเรืองขาวอยู่ใต้คางของเด็กหนุ่มร่างท้วมผิวขาวขับให้ใบหน้าที่กำลังหวาดกลัวดูน่ากลัวเสียยิ่งกว่าอะไร
“เฮ้ย! ทำไมมาอยู่ตรงนี้ ฉันให้แกดูต้นทางไว้ไง” หัวโจกถามกึ่งไม่พอใจ
“ก็...ยืนอยู่มืดๆ คนเดียวฉัน...กลัว”
“ไอ้จ๊อด!” แจ็กะโด่าเสียงดัง
“เฮ้ย! อย่าเสียงดัง อยากปลุกตาแก่นั่นมาไล่ตีหัวพวกเราหรือไง”
เด็กหนุ่มที่กำลังอ้าปากรีบงับคำพูดลงคอกิตติศัพท์ความดุของคนเฝ้าที่นี่ ไม่มีเด็กคนไหนไม่รู้ว่าดุยิ่งกว่าอะไร
“ฉันเข้าไปก่อน จ๊อด...แกอยู่ตรงกลาง” เอกหัวหน้าแก๊งเอ่ยสรุป
“งั้นฉันปิดให้เอง กล้อง...พร้อม” แจ็กเองก็เตรียมตัวเรียบร้อย
“นี่เรา...จะเข้าไปจริงๆ น่ะเหรอ อย่าเลย...ทำแบบนี้มันไม่ดีนะ”มีเพียงจ๊อดเท่านั้นที่คัดค้าน
“นับหนึ่ง...สอง...” เด็กหนุ่มที่ถือมือถือไว้ระดับสายตาเงื้อเท้าขึ้นเตรียมพร้อมเห็นท่าทางที่เหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อของเพื่อนก็ได้แต่ถอนหายใจ “สาม!”
โดยไม่เปิดโอกาสให้อีกคนลังเลร่างสูงโปร่งก็ะโปีนเข้าไปด้านในเปิดไฟฉายแล้วกวักมือเรียกให้อีกสองคนตามเข้าไป แน่นอนว่าต่อให้ไม่เต็มใจแค่ไหนก็ไม่เหลือทางให้ถอยแล้ว
แสงจากไฟฉายสองดวงสาดไปมา เผยให้เห็นบรรยากาศและโครงสร้างใหญ่โตที่ทรุดโทรมผนังหลุดลอก ข้าวของเครื่องใช้กองระเกะระกะ พื้นไม้มีฝุ่นจับหนาส่งเสียงแอดอาดครางตามทุกย่างก้าว
ทว่าถ้าไม่นับเสียงไม้ลั่น สถานที่แห่งนี้ก็เงียบเสียจนคำว่าวังเวงยังดูน้อยเกินไป
“ข้างในกว้างเป็บ้าเลย”เด็กหนุ่มที่กำลังถ่ายคลิปพูดทำลายความเงียบ ในขณะที่พวกเขาเดินออกจากห้องห้องหนึ่งมาหยุดอยู่หน้าโถงบันไดทรงโค้งเหมือนที่เคยเห็นในละครแน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้คิดจะหยุดอยู่แค่ชั้นล่างจึงกึ่งลากกึ่งบังคับให้คนตรงกลางเดินขึ้นบันไดไปด้วยกัน
เพราะโครงสร้างเก่าไร้การบำรุงรักษาจะวางเท้าลงแต่ละก้าว ทั้งสามก็ต้องส่องไฟให้ดี อึดใจก็ขึ้นมาถึงชั้นบนมองเห็นทางเดินแยกออกเป็สองทาง มีห้องหับมากมาย
“บ้านเศรษฐีแน่ๆ แต่ทำไมถึงปล่อยร้างขนาดนี้นะจ้างคนเฝ้าได้ ทำไมไม่มาทำให้ดี หรือว่า...มัน...อยู่ไม่ได้”แสงไฟฉายส่องกลับมาที่คนเดินตามหลัง
“ฉันเจอในอินเทอร์เน็ตว่าตึกหลังนี้เคยเป็...วังเก่าต้องมี...แน่ๆ เลย” จ๊อดเล่าเสียงสั่น
“มั่วแล้ว ฉันถามพ่อมาแล้วพ่อบอกที่นี่เคยเป็โรงพยาบาลชุมชน แต่ถูกปล่อยร้างเพราะมีการสร้างใหม่ในเมือง” แจ็กแย้ง
วูบ!
พูดจบก็มีลมเย็นเยือกพัดระต้นคอจนทั้งสามคนเงียบกริบสาดไฟไปมารอบตัว
“ระ...โรงพยาบาลเหรอ”เด็กหนุ่มที่กลัวมากเป็ทุนอยู่แล้วกลืนน้ำลาย
โรงพยาบาล...สถานที่ของคนเกิด ป่วย และ...ก็ต้องมีคนตาย!
“ฉัน...ฉันว่าเราพอแค่นี้เถอะ อย่าไปต่อเลย ฉันขอละ”ร่างท้วมชุ่มไปด้วยเหงื่อจนเสื้อเปียก หน้าซีดเหมือนกระดาษ“ฉันจะเป็ลมอยู่แล้ว...ไม่ไปแล้ว”
เพราะเห็นอาการของคนพูดไม่สู้ดีซ้ำร้ายถ้าจ๊อดเป็ลมไปจริงๆ คงได้เหนื่อยแบกกันกลับออกไปอีกสองคนที่เหลือจึงเปลี่ยนแผน
“แกว่าไง งั้นเอาตรงนี้เลยไหม”คนเดินนำชะโงกถามคนปิดท้าย คนที่ถ่ายคลิปอยู่พยักหน้าแล้วโยนกระเป๋าสีดำใบหนึ่งให้เพื่อน
คนเดินนำนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นไม้ วางถ้วยกระดาษใส่ขนมหวานกับขวดน้ำไว้บนพื้นแล้วจุดธูปดอกหนึ่งส่งให้
“จะ...จะทำอะไรน่ะ” จ๊อดถามเสียงเครือทำท่าจะหันหลังวิ่งก็โดนฉุดแขนเอาไว้
“นี่คือภารกิจของแกไง เอาธูปไปแล้วพูดตามฉัน” เอกอธิบายเร็วๆ
“มะ...ไม่เอา”
“แกพูดจบ...พวกเรากลับทันทีสัญญา”
ด้วยจ๊อดรู้นิสัยของเพื่อนดีไม่มีทางที่พวกนี้จะยอมรามือ และเขาเองก็ไม่กล้ากลับลงไปคนเดียว จึงได้แต่กลั้นใจ รับธูปมาถือเอาไว้ทั้งที่ตัวสั่นเป็เ้าเข้า
ความเงียบพอเจือด้วยกลิ่นธูปก็ยิ่งสร้างบรรยากาศอึดอัดน่ากลัวแม้แต่สองคนที่ใจกล้าเต็มร้อยในตอนแรกยังอดเสียวสันหลังไม่ได้
กึง!
เสียงคล้ายของชิ้นใหญ่ตกลงกระแทกพื้นดังกึกก้อง เด็กหนุ่มสามคนทรุดตัวลงนั่งกับพื้นแทบพร้อมกัน
“สะ...เสียงอะไร”
ไม่มีใครตอบ ทั้งหมดนิ่งเงียบ แทบกลั้นหายใจ
ทว่าผ่านไปเกือบนาทีก็ไม่มีเสียงอะไรดังขึ้นอีก
“หรือว่าตาแก่คนเฝ้าบ้านรู้แล้วว่ามีคนเข้ามา”ตากล้องกวักมือเร่ง “อย่าเสียเวลา ไม่งั้นโดนเจอเข้าก็เท่ากับเรามาเสียเที่ยวนะ”
“เออ...จริง! ไอ้จ๊อด...เร็วๆ พูดตามฉัน...”
มือขาวซีดของจ๊อดยกขึ้นปาดน้ำตาก้มหน้าพนมมือพร้อมธูปหนึ่งดอก
“ข้าแต่ดวงิญญาที่อยู่ที่นี่จงออกมากินเครื่องเซ่นที่ผมเอามา” เอกพูดนำ
“ขะ....ข้าแต่...ดะ....ดวงวิญ...ญาณ...ฮึก” เสียงที่พูดตามสั่นจนแทบจับใจความไม่ได้
“หากพวกท่านมีอยู่จริง ก็ขอให้แสดงให้รู้”
ดวงตาที่เอ่อด้วยน้ำตาช้อนมองเพื่อนราวกับกำลังร้องขอชีวิตอีกสองคนก็จ้องเขม็งเร่งให้เขาพูดตาม
“หะ...หากมีอยู่...จริง...ก็...ขอให้...อะ...ออก...มา”
พรึ่บ!
จู่ๆ แสงสลัวภายในห้องก็ดับวูบลง
“ว้าก! ผีหลอก!”
กึก...ตึง!
“โอ๊ย!” เด็กหนุ่มที่ถือกล้องถูกใครบางคนวิ่งชนเข้าอย่างแรงจนหงายหลังโทรศัพท์ในมือร่วงกระแทกพื้น เขาพยายามคว้าร่างนั้นในความมืดแต่ไม่สำเร็จ ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าวิ่งตึงตังห่างออกไปจึงรีบเปิดไฟฉายเพื่อมองดูทาง
กระทงขนมหวานโดนเหยียบเละเทะ เพื่อนอีกคนยืนหน้าซีดเผือดเปิดไฟฉายของตัวเองส่องไปมารอบๆ
“ไอ้จ๊อดล่ะ”
“มันวิ่งชนฉันหายไปไหนแล้วไม่รู้หรือว่าพวกเราเล่นแรงไปวะ”
“โอ๊ย!!!! ช่วยด้วย!!!”
เป็เสียงจ๊อด ร้องลั่นมาจากชั้นล่างไม่ผิดแน่ๆ
“ซวยแล้ว!”
เพื่อนสนิทสองคนหันสบตาหน้าถอดสีรีบวิ่งตามลงไปชั้นล่าง ะโเรียกชื่อเพื่อนอย่างไม่กลัวคนเฝ้าจะได้ยิน
ห้องโถงชั้นล่างแยกออกเป็สองทางเด็กหนุ่มสองคนยืนหายใจหอบถี่ ไม่รู้จะเลือกไปทางไหนดี
“ฮือ...ช่วยด้วย!”
“ทางนั้น” ถึงเสียงครางจะเบา แต่ทั้งคู่ก็ได้ยินชัดเต็มสองหูไล่ตามเสียงร้องไห้ไปจนสุดทางก็เห็นเงาตะคุ่มนั่งทรุดอยู่มุมห้อง
“ไอ้จ๊อด...ไปนั่งทำไมตรงนั้น มานี่” ตากล้องกวักมือเรียกเห็นอีกคนไม่น่าเป็อะไรก็เปิดกล้องถ่ายต่อ “ถือว่าแกทำสำเร็จนะ มา กลับกันได้แล้ว”
ทว่าไม่ว่าพูดยังไงอีกคนก็ไม่ยอมขยับตัวได้แต่ซุกหน้ากับหัวเข่า ร้องไห้เหมือนเด็กจนเขาชักรำคาญ
“มาๆ ไม่มีอะไรแล้วเลิกร้องได้แล้ว...!”ขณะที่คนนำกลุ่มจะเดินเข้าไปหา มือเย็นเฉียบชุ่มเหงื่อที่คว้าข้อมือเขาเอาไว้ก็กระตุกอย่างแรง
เสียงร้องไห้ตรงหน้าเวลานี้เปลี่ยนจากเสียงเพื่อนที่คุ้นหูเป็เสียงเด็กเล็กๆอย่างชัดเจน
ตากล้องปากสั่นเทิ้ม พูดออกมาไม่มีเสียง ก่อนชูหน้าจอโทรศัพท์ที่กำลังอัดคลิปขึ้นตรงหน้าให้มองเห็นจ๊อดในคลิปด้วยเพื่อบันทึกเหตุการณ์ทว่านั่นกลับกลายเป็ความคิดที่ผิดมหันต์
ทั้งที่ดวงตายังมองเห็นร่างคุดคู้อยู่ตรงหน้า หูก็ยังได้ยินเสียงร้องไห้แต่ในหน้าจอที่กำลังบันทึกภาพกลับไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย!
จังหวะเดียวกันนั้นโทรศัพท์ก็ตัดเข้าไลน์ที่มีคนโทรเข้ามาและเมื่อแจ็กเห็นชื่อที่โทรเข้ามาเขาก็ทำได้เพียงเงยหน้ามองอีกคนด้วยดวงตาตื่นตระหนก
‘จ๊อด’
บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันทีมือของแจ็กสั่นเครือเมื่อค่อยๆ ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูดวงตาของทั้งสองคนมองร่างที่ยังคุดคู้ร้องไห้ตาไม่กะพริบ
‘ฉันออกมาจากบ้านแล้ว พะ...พวกนายอย่าโกรธฉันนะ’พูดแค่นั้นจ๊อดก็ตัดสายไป
“ว้าก!!!”
ไม่มีใครประคองสติได้อีก ทั้งคู่ร้องเสียงหลงหันหลังกลับจะวิ่งออกจากห้อง แต่วิ่งไปได้ไม่เท่าไรขาสองคู่ก็ชะงักค้าง
ที่หน้าประตูห้องซึ่งมองเห็นได้จากปลายแสงของไฟฉายสั่นเทิ้มปรากฏร่างผอมบางในชุดสีขาวกระโปรงยาวเกือบครึ่งแข้ง สวมหมวกสีขาวทรงเหลี่ยมไว้บนหัว
ใบหน้านั้นเขียวคล้ำ ดวงตาสองข้างเหมือนลูกแก้วขุ่นไร้แววปากค่อยๆ ฉีกกว้างจนเลยแนวฟันกราม ฉีกกว้างไปถึงกกหู เนื้อริมฝีปากบางส่วนมีรอยไหม้จนลอกหลุดเผยเส้นกล้ามเนื้อสีแดงฉานกองเืยังไหลออกมาจากปากหยดตามพื้นเป็แนวยาว
“ที่นี่โรงพยาบาล...ห้าม...เสียง...ดัง”
“เหวอ!!!!”
กลัวจนภาพตัด ล้มทั้งยืน เคยได้ยินมาก็เยอะวันนี้ทั้งคู่ก็ได้รู้ซึ้งถึงความกลัวอย่างสุดขีดนั่นแล้ว...