ทหารของจวนเจ้าเมืองกลุ่มนั้นถูกคนของเจ้าเมืองลากออกไปใบหน้าของคนเหล่านั้นต่างสิ้นหวังอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าโทษที่พวกเขาจะได้รับต้องรุนแรงมากและไม่อาจให้อภัยได้
“ขออภัยทุกท่านที่ทำให้เดือดร้อนเพราะงั้นเพื่อเป็นการขอโทษมื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง” เจ้าเมืองกล่าว
“สุดยอดขอขอบคุณท่านเจ้าเมือง” คนที่ทานอาหารอยู่ชั้นร่างพากันร้องเฮด้วยความดีใจ
ร้านอาหารของฉางเฟิงซึ่งต่อเติมขึ้นมาใหม่มีสองชั้นชั้นที่สองจะเป็นพื้นที่ของตัวตนระดับสูงที่มีเงินค่อนข้างมากที่จะเข้าไปได้หรือมีเพียงแขกพิเศษที่ได้รับการยอมรับจากฉางเฟิงเท่านั้น
หลังจากขึ้นมายังชั้นที่สองเจ้าเมืองก็กลับมานั่งโต๊ะของตนเองและข้างหน้าก็มีหญิงสาวที่ดูจะอายุ20 ปีคนหนึ่งนั่งอยู่
“ไม่คิดว่าท่านจะมายังเมืองการค้าของข้าทำให้ข้าไม่สามารถต้อนรับได้ทัน”เจ้าเมืองกล่าว
“ไม่เป็นอะไรหรอกข้าก็แค่เบื่อที่ไม่สามารถออกไปใหนได้และต้องติดอยู่ในโลกกระบี่อีกหลายปี” หญิงสาวกล่าว
“นั่นสินะตั้งแต่ประตูโบราณปรากฎขุมอำนาจส่วนใหญ่ต่างก็พากันออกไปโจมตีโลกคู่แข่งไม่รู้ว่าตอนนี้สถานการณ์จะเป็นยังไงบ้าง” เจ้าเมืองกล่าว
“จากที่ข้าดูเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะบุกเข้ามาทำแค่ป้องกันอย่างเดียว”หญิงสาวตักซุปที่ทำจากสมุนไพรและเนื้อไก่ขึ้นมาทานด้วยใบหน้าพึงพอใจ
“ถ้าแบบนั้นไม่ใช่ว่าทั้งสองโลกสามารถทำข้อตกลงกันได้ไม่ใช่เหรอ”เจ้าเมืองกล่าว
“นิกายเทพกระบี่ไม่มีทางยอมหรอกหลายปีมานี้นิกายเทพกระบี่ค่อนข้างทะเยอทะยานมากเพราะบรรพชนของพวกเขากลายเป็นระดับพระเจ้าและยังมีวังสวรรค์หนุนหลังอยู่พวกเขาย่อมอยากจะพัฒนาโลกกระบี่ให้กลายเป็นโลกระดับสูงสุดแน่”หญิงสาวกล่าว
“เฮ้อสงครามไม่เคยทำให้คนมีความสุขโชคดีที่เมืองการค้ามีหอสมบัติและสมาคมนักปรุงยาคอยปกครองทำให้ไม่ค่อยเกิดการต่อสู้ขึ้น”เจ้าเมืองกล่าว
“ไม่ใช่ว่าคนของสมาคมนักปรุงยาบางส่วนและหอสมบัติบางส่วนก็เข้าร่วมสงครามด้วยไม่ใช่เหรอ”ขณะที่ทั้งสองคุยกันก็ยังทานอาหารไม่ได้หยุดปาก
“เป็นเช่นนั้นจริงเพราะงั้นตอนนี้ทำให้เกิดการแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่ายข้าว่าท่านควรจะออกหน้าจัดการเสียหน่อยไม่งั้นอาจจะเกิดผลกระทบต่อชื่อเสียงของหอการค้าของพวกเราก็ได้”เจ้าเมืองกล่าว
“คงต้องเป็นเช่นนั้นข้าในฐานะทูตจากหอการค้าหลักต้องรับผิดชอบถ้าเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น เอาละหลังจากที่ทานอาหารเสร็จข้าจะตรวจสอบดูว่าใครในหอสมบัติที่มีความคิดที่เข้าแทรกแซงสงครามและหลังจากได้หลักฐานข้าจะลงมือทันที” หญิงสาวกล่าว
“ขอขอบคุณท่านมากจริงๆว่าแต่อาหารเป็นอย่างไรบ้าง” เจ้าเมืองกล่าว
“อืมไม่เลวเลย แม้จะด้อยกว่าพ่อครัวจักรพรรดิเล็กน้อยแต่ไม่มาก แถมมันยังแตกต่างกันออกไปแต่ก็ถือว่าอยู่ในอันดับที่ 2 ได้แต่สิ่งที่น่าสนใจคือสุราหวนคำนึงและสุราร้อยบุปผา สองอย่างนี้ถูกใจข้ามาก”หญิงสาวกล่าว
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะมอบสุราอย่างละร้อยไหเพื่อเป็นของขวัญให้กับท่าน”เจ้าเมืองกล่าว
จากนั้นเจ้าเมืองก็สั่งให้คนไปเรียกฉางเฟิงมาซึ่งฉางเฟิงตอนนี้ก็ยุ่งมากและไม่สามารถปลีกตัวออกมาได้จึงสร้างร่างแยกพลังจิตออกมา
“เป็นพลังจิตที่มีเอกลักษณ์มาก”หญิงสาวในตอนนี้ใส่ผ้าปิดหน้าแล้วมองไปยังฉางเฟิง
“ดูเหมือนเจ้าจะไม่มีเวลาพักเลยจริงๆ”เจ้าเมืองยิ้มออกมา
เพราะฉางเฟิงเป็นคนทำอาหารแค่คนเดียวแต่ลูกค้ากลับมีเกือบร้อยคนนี่จึงไม่แปลกที่ฉางเฟิงจะไม่สามารถมาพบด้วยร่างจริงได้และเจ้าเมืองก็ไม่ได้โกรธใครใช้ให้ฉางเฟิงทำอาหารและหมักสุราอร่อยกันละ
“ข้าอยากจะขอสั่งสุราร้อยบุปผาและสุราหวนคำนึงล่วงหน้าอย่างละ 100 ไห เป็นไปได้หรือไม่” เจ้าเมืองกล่าว
“ถ้าเป็นสุราร้อยบุปผาไม่น่าจะมีปัญหาแต่สุราหวนคำนึงค่อนข้างขาดวัตถุดิบ อย่างมากตอนนี้ก็ได้แค่ 50 ไห” ฉางเฟิงกล่าว
“ไม่เป็นไร50 ก็ 50” เจ้าเมืองกล่าว
“ถ้าเช่นนั้นอีก10 วันมารับได้เลย” ฉางเฟิงกล่าว
“เร็วขนาดนั้นแต่ข้าชอบ” เจ้าเมืองหัวเราะ
หลังจากจ่ายเงินแล้วเจ้าเมืองและหญิงสาวก็ออกไปขณะที่กำลังเดินออกหญิงสาวหันไปมองซีรั่วหยานที่นั่งอ่านตำราบางอย่างอยู่ข้างๆเสี่ยวเสี่ยวและศิลาน้อยกำลังทะเลาะกันเหมือนเด็ก
“จำไว้อย่าเป็นศัตรูกับนาง” หญิงสาวกล่าวเสร็จก็ออกไป
“ข้ารู้อยู่แล้วละแม้แต่ข้าที่เป็นจักรพรรดิเทพขั้นที่ 9 ยังไม่มองนางไม่ออกถ้างั้นก็บอกได้เพียงว่านางแข็งแกร่งกว่าข้ามาก”เจ้าเมืองกล่าว
ภายในวันเดียวฉางเฟิงได้กำไรมหาศาลมากเรียกได้ว่าตอนนี้ฉางเฟิงเป็นหนึ่งในคนที่ร่ำรวยแล้วก็ว่าได้ศิลาเซียนและศิลาเทพเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ
“ตอนนี้ไม่น่าจะต้องห่วงเรื่องทรัพยากรบ่มเพาะแล้วคงต้องห่วงเวลาฝึกฝนมากกว่า” ฉางเฟิงกล่าว
“ข้าพอจะได้ข่าวที่น่าสนใจมาบ้าง”ลั่วจีเดินเข้ามาและนำข้อมูลส่งให้ฉางเฟิง
หลายวันมานี้พวกลูกค้าพากันมานั่งกินสุราและเมื่อเริ่มเมาก็พูดเรื่องรางต่างๆมากมายและลั่วจีก็ทำหน้าที่เก็บข้อมูลเหล่านั้น
“อีก2 เดือนสุสานกระบี่จะเกิด ซึ่งในสุสานกระบี่ไม่ใช่ของนิกายเทพกระบี่แต่อย่างใดแต่เป็นสุสานของปรมาจารย์ผู้ที่ไม่ได้ขึ้นตรงต่อนิกายใด และในช่วงชีวิตของเขามักจะชอบเก็บสะสมกระบี่ที่ยอดเยี่ยมมากมายและว่ากันว่าตัวเขาเองก็เป็นปรมาจารย์ผู้สร้างกระบี่ที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง
หลังจากที่ใกล้ตายเขาสร้างสุสานของตัวเองขึ้นและในสุสานจะมีกระบี่เซียนและกระบี่เทพนับร้อยถูกซ่อนอยู่อย่างงั้นเหรอน่าสนใจ” ฉางเฟิงอ่านข้อมูลเสร็จก็รู้สึกสนใจทันที
“นี่เป็นโอกาสของถูคง”ซีรั่วหยานกล่าว
“ไม่ผิดจริงๆแต่ว่าข้อมูลของชายคนนี้เป็นอย่างไร” ฉางเฟิงกล่าว
“ได้ยินว่าเขาตายไปเมื่อ1000 ปีก่อนและก่อนตายเขาก็เคยประกาศเอาไว้ว่าในสุสานของเขามีกระบี่เทพมากมายซ่อนอยู่และหนึ่งในนั้นยังมีชุดเกาะอุปกรณ์มากมายเช่นกันเพียงแต่เวลาพันปีกลับไม่มีใครพบสุสานของเขาจนกระทั่งเมื่อหลายวันก่อนได้ปรากฎลำแสงสายหนึ่งออกมากลิ่นอายกระบี่เทพแผ่กระจายออกมาเป็นวงกว้างทำให้คนสัมผัสได้และเดินทางไปที่นั่นแต่เห็นได้ชัดว่าต้องใช้พลังที่แข็งแกร่งในการทลายทางเข้า”ลั่วจีกล่าว
“แสดงว่าสามนิกายใหญ่จะต้องผูกขาดสิทธิ์ในการเข้าไปสินะ”ฉางเฟิงหรี่ตาลง
“ใช่แล้วแต่ถึงอย่างงั้นก็ไม่สามารถที่จะปิดกั้นผู้คนได้หมด หลายคนที่มีเบื้องหลังไม่ธรรมดาก็มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปส่วนพวกเราถ้าให้ผู้อาวุโสออกหน้าก็น่าจะไม่มีปัญหา” ลั่วจีหันไปทางซีรั่วหยานทันทีเพราะในกลุ่มมีเพียงซีรั่วหยานเท่านั้นที่จะแสดงพลังอำนาจจนทำให้สามนิกายต้องหวั่นเกรงได้