“หากพวกเราคิดจะคัดค้าน ข้อหาฏคงอยู่ไม่ไกล” หลิงอ๋องสีหน้าเคร่งเครียด “ข้าไม่คิดเลยว่าวังหลวงจะเร่งรีบยึดอำนาจกลับไปเช่นนี้ นึกว่ายังจะพอมีเวลาอีกสักสี่ห้าปี”
หลิงคุนชะงัก บิดาของเขาดูเหมือนจะรู้เื่นี้อยู่ก่อนแล้ว หลิงอ๋องหันมามองบุตรชายคนรองที่กำลังนั่งนิ่งคล้ายครุ่นคิดบางอย่าง
“พ่อรู้เื่นี้มาพักหนึ่งแล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านี้ข่าวที่ถูกคนส่งมาจากเมืองหลวง พ่อได้ให้คนกลบเกลื่อนว่าเป็เพียงข่าวโคมลอยเพื่อให้วังหลวงตายใจ ในเมืองหรงเฉินมีคนของราชสำนักแฝงตัวอยู่พอสมควร พ่อจับได้และกำจัดพวกเขาไปหลายหนโดยทำให้เป็การตายแบบธรรมชาติ ต้องคิดวิธีจนจะคิดไม่ออกอยู่แล้ว ปีนี้ก็ยังมีคนส่งข่าวนั่นมาอีก พวกขุนนางขี้ขลาดที่เห็นจดหมายเข้า ดันพากันโวยวายให้ตุลาการตงได้รู้”
“ถ้าอย่างนั้น ขุนนางที่เห็นจดหมายก็....” หลิงคุนทำหน้าเหวอ
“คนแรกเพิ่งตายเพราะหัวใจวายบนรถม้า ยังเหลืออีกสองคนที่ต้องจัดการ” หลิงเจาเหว่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
“เราต้องกำจัดพวกเขาด้วยหรือขอรับ?”
“ตอนนี้พักไว้ก่อน ต้องดูท่าทีของวังหลวง ในเมื่อทำอย่างเปิดเผยเช่นนี้ คนสกุลหลิงไม่อาจจะเพิกเฉย ขุนนางที่สกุลเราสนับสนุนก็มีอยู่ไม่น้อย ต้องให้พวกเขาออกแรงช่วยเสียหน่อย”
ใน่ที่หลิงอ๋องหรือหลิงหนิงหลงยังครองตำแหน่งซื่อจื่ออยู่นั้น น้องสาวของเขาได้เข้าไปเป็พระสนมของฮ่องเต้ นางเป็ที่โปรดปรานจนได้ดำรงตำแหน่งพระสนมขั้นเฟย คนสกุลหลิงเข้ารับราชการอีกจำนวนหนึ่ง ขุนนางขั้นสามซึ่งเข้าประชุมในท้องพระโรงได้มีแซ่หลิงอยู่หลายคน ด้วยสายใยอำนาจอันซับซ้อนทำให้สิบกว่าปีมานี้ ฮ่องเต้ไม่อาจจะลิดรอนอำนาจของสกุลหลิงได้สำเร็จ
หลิงเจาเหว่ยสีหน้ายังไม่คลายกังวล “ท่านพ่อ ไม่รู้ว่าในวังหลวงเกิดความเปลี่ยนแปลงอันใดหรือไม่? ท่านน้าเองก็ไม่ส่งข่าวพวกเรานานแล้วนะขอรับ”
“จริงด้วย ข้าลืมไปเลย ถ้าอย่างนั้น ข้าต้องเขียนจดหมายถึงนางสักหน่อย เ้าให้คนไปส่งให้ทีก็แล้วกัน”
“ขอรับ ท่านพ่อ”
หลิงอ๋องเขียนจดหมายเสร็จก็พับใส่ซองและยื่นให้กับลูกชายคนโต เขาเหลือบมองลูกชายคนรองที่นั่งดื่มชาอยู่ไม่ไกล “เสี่ยวคุน ตอนนี้จวนอ๋องถึงคราวิกฤตแล้ว คงต้องอาศัยเ้า”
“ขะ ขอรับ” หลิงคุนตกตะลึง
“ท่านพ่อ เราจะพาเสี่ยวคุนไปดูถ้ำัหรือไม่ขอรับ?”
“ไปสิ ครั้งนี้คงต้องพึ่งพากำลังเสี่ยวคุนด้วย”
หลิงคุนมองบิดาและพี่ชายสลับกันไปมา “ถ้ำัคืออันใดขอรับ?”
หลิงเจาเหว่ยยกยิ้มมุมปาก “เอาไว้เ้าไปเห็นก็จะเข้าใจเอง ให้พ้นผ่านงานเลี้ยงครั้งนี้ไปก่อนเถิด”
บรรดาคุณหนูในเมืองหรงเฉินที่ได้รับเทียบเชิญล้วนตื่นเต้นดีใจ พวกนางพากันไปเลือกซื้อผ้าพับใหม่เพื่อมาตัดเย็บชุดงามไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนอ๋อง ไม่ถึงครึ่งเดือนร้านค้าผ้าหงส์หยกก็ถูกพวกนางมาเลือกซื้อผ้าไปจนหมด ไม่เหลือติดร้านแม้สักพับ
“เทียบเชิญสีแดงเพียงแผ่นเดียวทำเอาผ้าทั้งร้านของเราถูกแย่งกันซื้อไปจนหมด ดีที่เ้าคาดการณ์เอาไว้ก่อน พรุ่งนี้เรือเข้าอีกสองลำ ผ้าที่สั่งซื้อมาจากแดนใต้กับแคว้นิก็จะมาถึง” กู้ฮูหยินเอ่ยด้วยความปลาบปลื้ม
“ท่านแม่เ้าคะ ปกติจวนขุนนางก็มักจะจัดงานเลี้ยงใน่นี้อยู่แล้ว ข้าก็เลยสั่งผ้าเพิ่มพอดี”กู้เยว่ฉียิ้มน้อยๆ การจัดงานเลี้ยงคราวนี้ทำกำไรให้ครอบครัวของนางอย่างมาก
ผ้าที่เก็บเอาไว้ถูกนำออกมาขายจนเกลี้ยงคลัง ก่อนหน้าที่นางจะฝันร้าย นางรู้ว่าจวนขุนนางขยันจัดงานเลี้ยงเพื่อที่จะเผยแพร่ชื่อเสียงของคุณหนูบ้านตนให้ไปเข้าหูจวนอ๋อง ยิ่งมีงานเลี้ยงมาก สตรียิ่งตัดเย็บเสื้อผ้ามาก ดังนั้นนางจึงสั่งผ้ามาเพิ่มเผื่อไว้ แต่สิ่งที่เกินคาดก็คืองานเลี้ยงของจวนอ๋องที่เชิญคุณหนูและคุณชายสกุลสำคัญทั่วทั้งเมืองหรงเฉิน
“ท่านแม่เ้าคะ ครั้งนี้เราต้องเก็บทองคำซ่อนเอาไว้ให้มาก เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดาขึ้นเมื่อใด?”
“เยว่เอ๋อร์ เื่มันจะเลวร้ายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?” กู้ฮูหยินสีหน้าตื่นตระหนกหันไปมองบุตรสาว
ใต้เท้ากู้สีหน้าเคร่งเครียด “ฮูหยิน ตอนนี้แม้จะยังไม่ชัดเจนแต่ก็มีเค้าลางเตือนมาบ้างแล้ว ทองคำที่เราเก็บไว้ก่อนหน้านี้ดีที่ส่วนหนึ่งแบ่งแยกไปเก็บไว้ที่เมืองหลวงบ้าง ที่บ้านนอกบ้าง ไม่เช่นนั้นเราโยกย้ายเงินทองจำนวนมากในระยะนี้ อาจจะตกอยู่ในสายตาของจวนอ๋อง”
“ท่านพ่อเ้าคะ เราใช้เสี่ยวเซียนเอาทองไปเก็บที่บ้านสุดซอยอีกสองหีบแล้ว คงจะพอสบายใจได้”
ใต้เท้ากู้มองไปยังสวนหน้าเรือนใหญ่ในจวนตน “ไม่รู้ว่าทางวังหลวงจะบี้สกุลหลิงเช่นไร? หวังว่าพวกเขาคงไม่ทำจนราษฎรตกที่นั่งลำบาก”
“ในแคว้นเรา จวนหลิงอ๋องนับว่ามีอำนาจมากกว่าอ๋องทางตะวันตกและแดนใต้ ไม่แน่ว่าวังหลวงอาจจะกวาดล้างเพื่อเป็การเชือดไก่ให้ลิงดูนะเ้าคะ”
“พ่อเองก็เกรงเป็เช่นนั้น” กู้เจินพยักหน้าอย่างกังวล “กว่าพ่อจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งขุนนางระดับนี้ได้ใช้เวลาตั้งนาน จู่ๆ ดันมาเกิดเื่เช่นนี้ ช่างเคราะห์ร้ายเสียจริง”
กู้ฮูหยินเอื้อมมือไปลูบแขนสามีเป็การปลอบใจ “ท่านพี่ ข้ารู้ว่าท่านทุ่มเทลงไปมาก แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว เราคงต้องได้แต่ต้องหาทางรอดก่อนล่ะเ้าค่ะ”
“น่าเสียดายก็แต่กิจการของพวกเ้า หากเกิดเื่จริงก็จำต้องทิ้งไป ข้าวของในร้านมากมายก็คงจะขนไปด้วยไม่ได้ หากเราโยกย้ายคนจนผิดสังเกต ภัยจะมาถึงสกุลกู้”
“ท่านพ่ออย่าได้กังวล เราอ้างว่าจะไปเปิดสาขาในเมืองหลวงได้เ้าค่ะ ระหว่างนี้เราก็อ้างการขนสินค้าแอบขนทองเพิ่มไปด้วย เหลือไว้ที่นี่พอได้ใช้ก็พอ ข้าเขียนรายชื่อหลงจู๊และบ่าวรับใช้ที่เก่งๆ เอาไว้แล้ว ให้พวกเขาไปปักหลักเปิดร้านก่อน หากเกิดปัญหาเราก็ค่อยหลบหนีตามไป หรือถ้าไม่เกิดปัญหาเราก็ถือโอกาสขยายกิจการ หลิงอ๋องคงไม่นึกสงสัย”
ใต้เท้ากู้ยังคงขมวดคิ้ว “แล้วเรือสำเภากับเรือประมงเล่า? จะให้ท่านอาของเ้าทำเช่นไร?”
“ต้องให้เสี่ยวเซียนไปเปิดอู่ต่อเรือที่ท่าเรือใหญ่เ้าค่ะ ค่อยๆ แบ่งเรือจากท่านอาไปทีละนิด”
“หากเราทำแบบนี้ใน่เวลาเดียวกัน จวนอ๋องจะสงสัยหรือไม่?”
“ท่านพ่อเ้าคะ หากเราทำช้ากลัวนี้ ข้าเกรงจะไม่ทันการณ์ ถ้ารอจนเมืองหลวงส่งขุนนางกลุ่มใหม่ที่แต่งตั้งโดยฮ่องเต้ออกมาแล้วเราเริ่มเคลื่อนไหว นั่นล่ะจวนอ๋องจะหันมาเพ่งเล็งเรา”
“อืม เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ก่อนจะเกิดการปะทะกันระหว่างหลิงอ๋องกับค่ายทหารประจำมณฑล พวกเรารีบดำเนินการก่อน”
“ท่านพ่อ แม่ทัพมู่คงไม่ได้เข้าข้างหลิงอ๋องหรอกนะเ้าคะ” กู้เยว่ฉียังไม่วางใจ ชาติก่อนในฝันร้ายของนาง เคยเห็นแม่ทัพมู่พาบุตรชายคนโตและคนรองเข้ามาในจวนอ๋องอยู่สองสามครา “ขุนพลมู่ทั้งสองล้วนแกร่งกล้า ข้ากลัวว่าหากสกุลมู่เข้าฝ่ายหลิงอ๋อง แผนทั้งหมดของข้านับได้ว่าล้มเหลวโดยสมบูรณ์”
ใต้เท้ากู้ส่ายหน้าเบาๆ “ไม่น่าจะเป็ไปได้ แม่ทัพมู่นับว่าเป็พระญาติของฮ่องเต้เช่นกัน แม้จะเป็ญาติห่างมากก็เถอะ พ่อได้ยินมาคราหนึ่งว่าหลิงอ๋องคิดจะให้บุตรสาวของชายาเอกม่านไปเป็สะใภ้ของสกุลมู่ แต่ใต้เท้ามู่ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลโดยอ้างว่าบุตรชายคนโตหมกตัวอยู่แต่บนเรือรบ ส่วนบุตรชายคนรองก็มีแต่เข้าป่า หลิงอ๋องรู้ว่าแม่ทัพมู่เกรงราชสำนักไม่วางใจจึงมิได้รบเร้า”
“หากว่าเปลี่ยนเป็ผลประโยชน์แทนเล่าเ้าคะ?”
“สกุลมู่ขึ้นชื่อเื่ตงฉินแต่ไหนแต่ไร ทรัพย์สินเดิมก็มีมิใช่น้อย สกุลของมู่ฮูหยินก็ร่ำรวยอยู่ในแดนใต้ ไม่จำเป็ต้องรับเงินใต้โต๊ะจากหลิงอ๋อง”
“ถ้าท่านพ่อยืนยันเช่นนั้น ข้าก็ค่อยวางใจเ้าค่ะ”
************
ไรเตอร์แนะนำ...อีบุ๊กเซ็ท "ฮูหยินของแม่ทัพจี"
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNDQ1ODg3MCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI2MjM2OSI7fQ
