เมื่อก้าวพ้นอาณาเขตของแท่นศิลาแห่งจิต อาลอนก็ตกเป็เป้าสายตาของฝูงชนในทันที ทว่าไม่ใช่ในฐานะผู้มีพร์อันน่าเกรงขาม หากแต่เป็เพียง "เด็กหนุ่มผู้โชคช่วย" ในสายตาของผู้สมัครคนอื่น เสียงกระซิบกระซาบที่เต็มไปด้วยความดูแคลนดังลอยมาตามสายลม บ้างก็พากันจับกลุ่มวิจารณ์ว่าแท่นศิลาคงเกิดความขัดข้องทางเทคนิค จึงเปิดทางให้คนจากเขตรากหญ้าอย่างเขาหลุดรอดเข้ามาได้
อาลอนปลีกตัวออกมาอย่างเงียบเชียบ มุ่งหน้าสู่โถงกลางอันเป็สถานที่ทดสอบรอบที่สอง ตลอดทางเดินทอดตัวยาวประดับประดาด้วยท่อไอน้ำเวทมนตร์และฟันเฟืองขนาดั์ เสียงโลหะกระทบกันดัง แคล้ง... เคร้ง! สะท้อนผนังหินสลับกับเสียงหวีดหวิวของวาล์วระบายความร้อน กลิ่นไอความร้อนของน้ำมันเครื่องผสมปนเปกับควันกำมะถันจนรู้สึกแสบจมูก
เด็กหนุ่มก้าวไปต่อแถวด้วยท่วงท่าเยือกเย็น สายตาสอดส่ายประเมินโต๊ะงานช่างโดยรอบ ผู้สมัครแต่ละคนได้รับมอบหมายให้วิเคราะห์และซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ชำรุดแบบสุ่ม สำหรับผู้ที่เติบโตมาในโรงซ่อมของอาดัม ช่างสำรวจคนแคระผู้เป็พ่อบุญธรรม งานโครงสร้างกลไกพื้นฐานเหล่านี้แทบจะเป็เื่ปกติธรรมดา
ทว่าเมื่อถึงคิวของเขา กรรมการคุมสอบคนหนึ่ง—ซึ่งอาลอนจำได้ว่าเป็สมุนของรองผู้อำนวยการฮาซัน—กลับแสยะยิ้มร้าย พลางกระชากผ้าคลุมสีหม่นออกเผยให้เห็นสิ่งของเบื้องหน้า
มันคือ "ซากโดรนสอดแนมโบราณรุ่นปฐมา" สภาพของมันแหลกลาญราวกับถูกบดทับด้วยเครื่องจักรหนักนับสิบครั้ง ฝาครอบโลหะสังกะสีบิดเบี้ยวจนเสียรูป สายไฟภายในไหม้เกรียมจนกรอบเป็สีดำสนิท ที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือแกนพลังงานแม่เหล็กตรงกลางแตกสลายเป็เสี่ยงๆ ยิ่งไปกว่านั้น อุปกรณ์บนโต๊ะที่เตรียมไว้ให้ก็ชวนให้สิ้นหวัง ทั้งประแจที่มีรอยบิ่นจนจับน็อตไม่อยู่ ไขควงหัวทื่อ และไร้ซึ่งอะไหล่ที่ตรงรุ่น
"อย่าเสียเวลาเลยเ้าหนู..." กรรมการเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูิ่ พลางพลิกนาฬิกาทรายขนาดั์ "ซากกองนี้พังเกินเยียวยา ต่อให้เป็เทพแห่งการช่าง ก็ไม่มีทางทำให้มันบินได้ภายในหนึ่งชั่วโมงหรอก!"
คำพูดนั้นชัดเจนว่านี่ไม่ใช่แค่บททดสอบ แต่คือ "กับดัก" ที่จงใจกลั่นแกล้งเพื่อคัดผู้สมัครไร้เส้นสายอย่างเขาออกั้แ่รอบนี้
'ตั้งใจทำลายมาเพื่อมัดมือชกสินะ...' อาลอนคิดในใจพลางใช้นิ้วเรียวยาวแตะซากโลหะ เสียงกรอบแกรบของฟิลาเมนต์ไหม้ร่วงหล่นลงบนโต๊ะ
ทว่า ั์ตาสีดำสนิทข้างซ้ายของเขากลับกะพริบแสงสีฟ้าถี่รัว—ระบบ 377 เริ่มเปิดการประมวลผลคำนวณเชิงโครงสร้างในระดับไมโครวินาที!
[System 377: Scanning Vessel Structural Integrity...]
[Core Drive: Damaged 82% / Circuit Frequency: Desynchronized]
[Primary Directive: Reconstruct Alternative Logic Loop]
อาลอนไม่คิดจะซ่อมตามพิมพ์เขียวเดิม แต่เขากำลัง "แฮ็ก" โครงสร้างที่พังทลายเพื่อสร้างวงจรใหม่ขึ้นมาแทนที่ เขาค่อยๆ ใช้ไขควงดัดปลายงัดเส้นทองแดงที่ขาดวิ่นออกอย่างประณีต เวลาล่วงเลยไปเกือบห้าสิบนาที โดรนเริ่มส่งเสียง ปิ๊บ... ปิ๊บ... แ่เบา ทว่าในชั่วพริบตาต่อมา แผงควบคุมหลักที่เสื่อมสภาพกลับะเิ ปุ้ง! ควันสีเทาพวยพุ่งขึ้นมา แผงวงจรไหม้ละลายกลายเป็เถ้าถ่านต่อหน้าต่อตา!
"ชิ..." อาลอนขมวดคิ้ว เวลาบนนาฬิกาทรายเหลือไม่ถึงสามนาที
ฟึ่บ!
ทันใดนั้น วัตถุสี่เหลี่ยมชิ้นหนึ่งห่อด้วยผ้าน้ำมันร่อนลงกระทบขอบโต๊ะของอาลอนอย่างแม่นยำ เมื่อแกะออก มันคือ "แผงวงจรแปลงความถี่สเปกตรัม" ในสภาพสมบูรณ์ไร้ที่ติ
อาลอนหันไปมองโต๊ะข้างๆ เด็กหนุ่มเผ่ายักษาที่มีผิวสีน้ำตาลแดงปนส้ม โครงหน้าดุดันแต่แฝงรอยยิ้มเปิดเผย พร้อมทรงผมถักเซเนกาเลส ทวิสต์ (Senegalese Twists) อันเป็เอกลักษณ์ กำลังยักคิ้วให้
"เอาไปใช้เถอะสหาย!" ั์หนุ่มะโบอกด้วยน้ำเสียงร่าเริง "ข้าเห็นเ้ากำลังจะะเิตัวเองอยู่รอมร่อ อะไหล่นี่ข้าเหลือใช้ ไม่จำเป็ต้องแตะต้องมันเลยสักนิด!"
อาลอนไม่เสียเวลาตั้งคำถาม เขารับแผงวงจรมาแล้วเปิดระบบ 377 วิเคราะห์ตำแหน่งขั้วต่อในเสี้ยววินาที เมื่อเห็นว่าขั้วเชื่อมเดิมไม่ตรงกัน เขาจึงหยิบเศษแร่ผลึกบนโต๊ะมาฝนกับประแจจนกลายเป็ผงตัวนำกระแสไฟฟ้าพิเศษ โรยลงบนข้อต่อเพื่อเร่งประสิทธิภาพการถ่ายโอนพลังงาน
‘หนึ่งนาทีสุดท้าย... สมการนี้้าความเสถียรของคลื่นปราณ’
อาลอนหลับตาลง ปล่อยให้กระแสไฟฟ้าจางๆ จากร่างกายสอดประสานเข้ากับระบบของโดรน ถ่ายโอนลมปราณก่อเกิดอันบางเบาเข้าไปปรับจูนคลื่นความถี่ของแผงวงจรให้สอดรับกับแกนกลไกโบราณ
แกร๊บ... กริ๊ก! ฟันเฟืองทองเหลืองจิ๋วสับเข้าล็อกอย่างเที่ยงตรงเหนืุ์ ผู้สมัครรอบข้างต่างหยุดมือและหันมามองเป็ตาเดียว
อาลอนใช้นิ้วโป้งกดลงบนสวิตช์จุดชนวนแรงดันไอน้ำ!
ทั่วทั้งตัวโดรนสั่นะเื เสียงครางกระหึ่มของเครื่องยนต์ยุคปฐมาพลันแผดร้องขึ้น ปีกโลหะซ้อนชั้นสยายออกอย่างสง่างาม เลนส์ดวงตาของมันส่องสเปกตรัมแสงสีฟ้าครามเจิดจ้า ร่อนทะยานขึ้นสู่เพดานโถงทดสอบอย่างนุ่มนวลและทรงพลัง—ท่ามกลางเม็ดทรายเม็ดสุดท้ายที่ร่วงหล่นลงมาพอดี!
กรรมการคุมสอบที่ยืนกอดอกอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง ปากกาในมือสั่นเทาด้วยความตื่นตะลึง ไม่เคยมีใครคืนชีวิตให้แก่ซากอารยธรรมโบราณได้รวดเร็วและสมบูรณ์แบบเช่นนี้มาก่อน
หลังเสียงสัญญาณหมดเวลาดังขึ้น อาลอนเช็ดคราบน้ำมันดินออกจากฝ่ามือพลางก้าวเดินตรงไปยังโต๊ะของเด็กหนุ่มเผ่ายักษา
"ขอบใจ..." อาลอนหยุดยืนตรงหน้า ร่างสูงโปร่งมองสบตากับั์หนุ่ม "ถ้าไม่ได้แผงวงจรนั่น สมการการซ่อมของข้าคงไม่มีวันสมบูรณ์"
ยักษาหนุ่มตบตักตัวเองดังปังแล้วหัวเราะลั่นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลัง "เื่เล็กน้อยน่า! ข้าเห็นเ้านั่งจ้องซากเหล็กนั่นตาเขม็ง นึกว่ากำลังจะะเิตัวเองตายไปเสียแล้ว ไม่คิดเลยนะว่าเ้าจะ "แฮ็ก" ความถี่แผงวงจรของข้าเข้ากับแกนยุคปฐมาได้ในเสี้ยววินาที... ฝีมือระดับนี้ เ้ามาจากไหนกันแน่? มือของชาลัคอย่างสนใจ "กลไกลูกสูบไอน้ำที่ข้อมือเ้า... ถ่ายโอนแรงดันปราณพสุธาได้นุ่มนวลมาก"
ชาลัคฉีกยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวเล็กๆ "ตาแหลมไม่เบานี่! คนส่วนใหญ่คิดว่าเครื่องจักรเป็แค่เศษเหล็กเย็นชืดเอาไว้รับใช้พวกชนชั้นสูง... แต่สำหรับข้า โลหะพวกนี้มันมีชีวิต ยิ่งได้ยินเสียงเฟืองมันครางเวลาเดินเครื่อง ข้ายิ่งรู้สึกเหมือนมันกำลังกระซิบตอบเราอยู่"
อาลอนเลิกคิ้วเล็กน้อย ั์ตาสีดำสนิทกะพริบแสงสีฟ้าจางๆ ในลานสายตา
[Target Profile: Chalack / Classification: Ally]
นี่เป็ครั้งแรกที่อาลอนได้พบกับคนที่มองเครื่องจักรด้วย 'หัวใจ' ไม่ใช่แค่เครื่องมือคำนวณ
"เ้ามองว่ามันมีชีวิตงั้นรึ?" อาลอนถามเบาๆ
"แน่นอน!" ชาลัคยื่นมือที่เปรอะคราบเขม่ามาตรงหน้า "วิทยาลัยนี้อาจจะสอนให้เราสร้างอาวุธไว้ฆ่าคน... แต่ข้ามาที่นี่เพื่อตามหา 'เจตจำนงของเหล็กกล้า' ที่แท้จริงต่างหาก