บุปผาคืนชะตา หมื่นิญญาคำนับนาง
ตอนที่ 5 งานเลี้ยงชมบุปผา
เช้าวันงานเลี้ยงชมบุปผา จวนเสิ่นคึกคักั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง
บ่าวไพร่เร่งเดินไปมาตามระเบียงไม้ยาว เสียงถาดกระเบื้องกระทบกันเบา ๆ ดังสลับกับเสียงสั่งงานของมามาในเรือนใหญ่ กลิ่นชาหอม ขนมอบ และดอกไม้สดลอยปะปนอยู่ในอากาศ แพรสีอ่อนถูกนำมาผูกตามเสาโถงรับรอง โคมผ้าไหมปักลายบุปผาถูกแขวนใต้ชายคา แจกันลายครามถูกจัดวางด้วยกิ่งเหมย กิ่งท้อ และดอกหลันอย่างประณีต ทุกอย่างดูงดงามเหมาะสมกับงานเลี้ยงของจวนแม่ทัพผู้มีเกียรติ ทว่าเสิ่นเยว่หลันกลับรู้ดีว่าใต้ความงดงามเ่าั้ มีมือของคนบางคนกำลังจัดวางกับดักไว้อย่างเงียบเชียบ
งานเลี้ยงนี้ในชาติก่อนเคยเป็วันที่นางถูกเปรียบเทียบกับเสิ่นอวี้หรงเป็ครั้งแรกอย่างชัดเจน
วันนั้นนางสวมชุดขาวปักดอกบัวตามคำแนะนำของอวี้หรง เพราะน้องสาวบอกว่าสีขาวจะขับความบริสุทธิ์อ่อนโยนของนาง แต่เมื่อยืนท่ามกลางแดดอ่อนและหมู่ดอกไม้ นางกลับดูซีดเซียวราวคนป่วย ขณะที่อวี้หรงในชุดชมพูอ่อนกลับสดใสอ่อนหวานเหมือนบุปผาแรกแย้ม ทุกคนต่างชมว่าน้องสาวต่างมารดางดงามน่าทะนุถนอม ส่วนคุณหนูใหญ่แม้มีฐานะสูงกว่า กลับดูเปราะบางและไร้ชีวิตชีวา
ยิ่งไปกว่านั้น วันนั้นยังมีเหตุการณ์หยกประจำตระกูลหายไปจากโต๊ะเครื่องประดับของฮูหยินรอง และถูกพบในกล่องเครื่องประดับของนางในภายหลัง แม้สุดท้ายฮูหยินรองจะแสดงความใจกว้างว่า “คงเป็ความเข้าใจผิดของบ่าวไพร่” แต่สายตาของแขกในงานก็เปลี่ยนไปแล้ว ั้แ่นั้นข่าวลือเื่คุณหนูใหญ่เสิ่นเอาแต่ใจ ขี้อิจฉา และอาจขโมยของของน้องสาวก็เริ่มแพร่ไปในเมืองหลวงอย่างแ่เบาแต่ยาวนาน
ในเวลานั้นนางไม่รู้ว่าตนเองถูกวางหมาก
ชาตินี้ นางรู้
และเมื่อรู้แล้ว นางย่อมไม่ยอมเดินเข้าไปเหยียบกับดักเดิมด้วยรอยยิ้มโง่งมอีก
ภายในเรือนหลันฮวา ชิงหลัวกำลังจัดชายแขนเสื้อให้เสิ่นเยว่หลันอย่างประณีต ดวงตาของสาวใช้แดงเล็กน้อยเพราะแทบไม่ได้นอนทั้งคืน นางปักถุงหอมสีแดงเหมยเสร็จทันยามฟ้าสาง นิ้วชี้มีรอยเข็มจิ้มหลายจุด แต่เ้าตัวกลับไม่ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว
“คุณหนู เจ็บตรงไหนหรือไม่เ้าคะ ชุดนี้รีบเย็บมาก บ่าวกลัวตะเข็บด้านในจะระคายผิว” ชิงหลัวถามด้วยความกังวล
เสิ่นเยว่หลันมองตนเองในกระจกทองเหลือง
ชุดสีแดงเหมยบนร่างไม่ได้หรูหราเกินงาม ผ้าไหมเนื้อดีทิ้งตัวลงอย่างนุ่มนวล ปลายแขนเสื้อกว้างแต่ไม่รุ่มร่าม ขอบคอและชายกระโปรงปักเพียงลายเหมยเล็ก ๆ ด้วยด้ายสีเข้มเกือบดำ ทำให้สีแดงยิ่งดูสงบและลึก ไม่ฉูดฉาดเหมือนสตรีที่้าแย่งสายตา แต่ก็ไม่อ่อนจางจนถูกกลืนหาย นางเลือกปิ่นหยกดำเสียบผมเพียงชิ้นเดียว ต่างหูไข่มุกเม็ดเล็กคู่หนึ่ง และถุงหอมสีแดงเหมยที่ชิงหลัวปักเมื่อคืนห้อยอยู่ข้างเอว
ถุงหอมใบนั้นคล้ายถุงหอมของเสี่ยวถงในอดีตมากพอให้คนที่เคยเห็นจดจำได้ แต่ไม่เหมือนจนดูเป็ของเก่า มันเป็เพียงเงา เป็เพียงเสียงกระซิบจากอดีตที่ตั้งใจให้คนผิดได้ยินก่อนใคร
เสิ่นเยว่หลันยกมือแตะถุงหอมเบา ๆ
“ไม่เจ็บ” นางกล่าว “เจ็บกว่านี้ ข้าเคยผ่านมาแล้ว”
ชิงหลัวชะงัก ปลายนิ้วที่กำลังจัดชายเสื้อหยุดลงเล็กน้อย ก่อนนางจะก้มหน้าต่ำลง “วันนี้บ่าวจะอยู่ข้างคุณหนูตลอดเ้าค่ะ”
“เ้าไม่ต้องอยู่ข้างข้าตลอด” เยว่หลันกล่าว “ข้ามีงานให้เ้าทำ”
ชิงหลัวเงยหน้า “งานใดเ้าคะ”
เยว่หลันเดินไปที่โต๊ะ หยิบกล่องเล็กใบหนึ่งออกมา ด้านในมีผ้าห่อบางสิ่งไว้หลายชั้น นางไม่ได้เปิดให้ชิงหลัวดูทั้งหมด เพียงหยิบถุงหอมจริงของเสี่ยวถงออกมาวางข้าง ๆ ถุงหอมใหม่ที่เอวตนเอง
“ถุงหอมใบจริง เ้าต้องเก็บไว้ให้ดี ห้ามให้ใครเห็นเด็ดขาด ส่วนจดหมายกับเศษปิ่นทองให้ซ่อนไว้ในที่ที่ข้าบอกเมื่อคืน”
ชิงหลัวพยักหน้าอย่างจริงจัง “บ่าวจำได้เ้าค่ะ ใต้พื้นไม้ช่องที่สามหลังตู้หนังสือ”
“ดี” เยว่หลันกล่าว “วันนี้หากเกิดเื่ขึ้น และมีคนพยายามค้นเรือนหลันฮวา เ้าต้องให้คนของเรือนเราอยู่รวมกัน ห้ามแตกตื่น และห้ามให้บ่าวจากเรือนอื่นเข้าใกล้ห้องชั้นใน”
“จะมีคนค้นเรือนเราหรือเ้าคะ” ชิงหลัวหน้าเปลี่ยนสี
“อาจมี” เยว่หลันตอบอย่างสงบ “เพราะแผนเดิมของพวกเขาคงต้องใช้การค้นของบางอย่าง”
หยกประจำตระกูล
หากทุกอย่างยังเดินตามชาติก่อน วันนี้หยกชิ้นนั้นจะถูกซ่อนไว้ในกล่องเครื่องประดับของนาง แล้วถูกพบต่อหน้าแขก เป็การทำให้นางเสียชื่ออย่างแเี โดยฮูหยินรองจะทำตัวเป็ผู้ใหญ่ใจดี ไม่เอาความ นางจึงยิ่งไม่มีโอกาสแก้ตัว เพราะหากนางโวยวาย นางจะดูไร้มารยาท หากนางเงียบ ผู้คนก็จะคิดว่านางยอมรับผิดโดยไม่พูด
หมากเช่นนี้ชั่วร้ายตรงที่ผู้ถูกทำร้ายไม่มีทางชนะ
เว้นแต่นางจะรู้ล่วงหน้า
“คุณหนูรู้หรือเ้าคะว่าเขาจะใส่ร้ายเื่ใด” ชิงหลัวถามเสียงเบา
เยว่หลันยิ้มบาง “ข้าไม่รู้ทั้งหมด แต่พอเดาได้”
นางเดินไปหยิบกล่องเครื่องประดับของตนเอง เปิดออกช้า ๆ ภายในมีปิ่น กำไล หยก และเครื่องประดับเล็ก ๆ จัดวางเรียบร้อย นางหยิบกำไลหยกสีเขียวอ่อนวงหนึ่งขึ้นมา ก่อนวางกลับลงไป แล้วปิดฝากล่อง
“วันนี้ก่อนออกจากเรือน เ้าจงให้บ่าวสองคนของเราและพ่อบ้านเฉินเห็นกับตาว่ากล่องเครื่องประดับของข้ามีอะไรบ้าง จากนั้นปิดผนึกด้วยครั่งตรงนี้”
ชิงหลัวเบิกตาเล็กน้อย ก่อนเข้าใจทันที “หากมีของแปลกปลอมปรากฏในกล่องภายหลัง ก็แปลว่ามีคนเปิดผนึกเ้าค่ะ”
“ใช่” เยว่หลันกล่าว “และคนที่จะเปิดได้ ย่อมต้องมีโอกาสเข้าเรือนเราใน่งานเลี้ยง”
“บ่าวจะทำเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ”
ชิงหลัวหมุนตัวเตรียมออกไป แต่เยว่หลันเรียกไว้ก่อน
“ชิงหลัว”
“เ้าคะ”
“อย่าใ ไม่ว่าวันนี้ใครร้องไห้ ใครกล่าวหาข้า หรือใครทำตัวน่าสงสาร เ้าจงจำไว้ว่า น้ำตาของคนเป็บางคนมีพิษยิ่งกว่ายาพิษในถ้วยชา”
ชิงหลัวนิ่งไป ก่อนพยักหน้าอย่างหนักแน่น “บ่าวจะจำไว้เ้าค่ะ”
เมื่อชิงหลัวออกไป หลัวมามากับเสี่ยวถงจึงปรากฏชัดขึ้นในมุมห้อง ิญญาทั้งสองยืนอยู่เงียบ ๆ เหมือนเงาจาง ๆ ที่แสงเช้าไม่อาจส่องทะลุ เสี่ยวถงมองถุงหอมที่เอวของเยว่หลัน ดวงตากลมโตมีทั้งความตื่นเต้นและความหวาดกลัว
“คุณหนูใหญ่จะสวมมันจริง ๆ หรือเ้าคะ” เด็กหญิงถามเสียงแ่
“จริง”
“ซูเหลียนมามาจะจำได้หรือไม่เ้าคะ”
“นางจะจำได้” เยว่หลันตอบ “คนทำผิดย่อมจำสิ่งที่ตนพยายามฝังได้ดีกว่าผู้ใด”
เสี่ยวถงก้มหน้าลง “บ่าวกลัวเ้าค่ะ”
เยว่หลันเดินเข้าไปใกล้ แม้ไม่อาจััร่างเด็กหญิงได้จริง แต่นางก็หยุดอยู่ตรงหน้าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “วันนี้เ้าไม่ต้องทำสิ่งใด เพียงยืนมองก็พอ ข้าจะเป็คนพูดแทนเ้าเอง”
เสี่ยวถงเงยหน้าขึ้น น้ำตาเอ่อคลอ “บ่าวเชื่อคุณหนูใหญ่เ้าค่ะ”
หลัวมามาก้มศีรษะ “ฮูหยินใหญ่คงภูมิใจในตัวคุณหนูมากเ้าค่ะ”
คำว่ามารดาทำให้เยว่หลันนิ่งไปชั่วครู่ แต่ไม่นานนางก็ยืดแผ่นหลังตรงอีกครั้ง
“ยังเร็วเกินไปที่จะภูมิใจ” นางกล่าว “วันนี้เป็เพียงหมากแรก”
ครึ่งชั่วยามต่อมา แขกหญิงจากจวนต่าง ๆ เริ่มทยอยมาถึงงานเลี้ยงชมบุปผา
แม้งานนี้เป็งานเลี้ยงภายในที่ฮูหยินรองอ้างว่าจัดเพื่อให้คุณหนูใหญ่ได้ออกมาพบผู้คนหลังฟื้นไข้ แต่รายชื่อแขกกลับไม่ธรรมดา มีทั้งฮูหยินขุนนางระดับกลาง คุณหนูจากตระกูลบัณฑิต คุณหนูของขุนนางกรมพิธีการ และสตรีสูงศักดิ์บางคนที่มีความเกี่ยวข้องกับวังหลวงอย่างอ้อม ๆ เห็นได้ชัดว่าฮูหยินรองตั้งใจให้ข่าวลือจากงานนี้แพร่ไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว หากวันนี้เยว่หลันเสียหน้า เื่จะไม่หยุดอยู่เพียงในจวนเสิ่นแน่นอน
โถงจัดงานอยู่ใกล้สวนด้านหน้า ถูกตกแต่งด้วยบุปผาหลากสี เสียงหัวเราะและคำทักทายดังแ่เบาท่ามกลางกลิ่นชาอุ่น ฮูหยินรองนั่งอยู่ตำแหน่งเ้าภาพ ใบหน้างามสง่าในวัยสามสิบปลาย ๆ ประดับรอยยิ้มอ่อนโยน นางสวมชุดสีม่วงอ่อน ปักลายเถาดอกไม้ละเอียด เส้นผมเกล้าสูงประดับปิ่นทอง ทำให้ดูทั้งอ่อนหวานและมีอำนาจสมกับผู้ดูแลเรือนในของจวนแม่ทัพ
ข้างกายนางคือเสิ่นอวี้หรง
อวี้หรงวันนี้สวมชุดชมพูอ่อนเหมือนชาติก่อน ใบหน้ามีแป้งแต้มบาง ๆ เพื่อกลบความซีดจากพิษเย็น แม้นางยังดูอ่อนเพลียเล็กน้อย แต่ความบอบบางนั้นกลับยิ่งทำให้นางดูน่าทะนุถนอม คุณหนูหลายคนเข้าไปถามไถ่อาการ นางก็ยิ้มอ่อนแล้วตอบว่าเพียงพักผ่อนน้อยเพราะเป็ห่วงพี่สาว
“คุณหนูรองช่างมีน้ำใจนัก”
“ได้ยินว่าคุณหนูใหญ่ป่วยมาหลายวัน คุณหนูรองคงเหนื่อยมาก”
“พี่น้องรักใคร่เช่นนี้น่าอิจฉาจริง ๆ”
เสิ่นอวี้หรงก้มหน้าลงเล็กน้อย แก้มแดงจาง “ทุกท่านชมเกินไปแล้วเ้าค่ะ พี่หญิงเป็บุตรีเอกของจวน พวกเราย่อมต้องดูแลนางให้ดี”
คำว่าบุตรีเอกถูกเอ่ยอย่างถ่อมตน แต่ในน้ำเสียงกลับแฝงความหมายบางอย่าง ทำให้ฮูหยินบางคนลอบสบตากัน รู้สึกได้ว่าบุตรีรองผู้นี้ทั้งรู้ที่ต่ำที่สูงและวางตัวน่าสงสาร ต่างจากคุณหนูใหญ่ที่ยังไม่ปรากฏตัวทั้งที่แขกมาถึงมากแล้ว
ฮูหยินรองยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ แต่ดวงตาเหลือบไปทางประตูหลายครั้ง
ซูเหลียนมามายืนอยู่ด้านหลังนาง สีหน้าเรียบร้อยไม่เปลี่ยน ทว่าใต้แขนเสื้อ มือของนางกำผ้าเช็ดหน้าแน่นกว่าปกติ เมื่อเช้านางได้รับรายงานว่าเรือนหลันฮวาให้พ่อบ้านเฉินไปเป็พยานตอนปิดผนึกกล่องเครื่องประดับ นั่นทำให้แผนบางอย่างต้องปรับใหม่อย่างกะทันหัน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวานคุณหนูใหญ่ยังไปสวนเหมยหลังจวน และหลังจากนั้นฮูหยินรองก็สั่งให้งานเลี้ยงเลื่อนเร็วขึ้นหนึ่งวันทันที
ทุกอย่างดูเหมือนความบังเอิญ
แต่ซูเหลียนเป็คนอยู่ในเรือนในมานานเกินกว่าจะเชื่อความบังเอิญง่าย ๆ
“ฮูหยินเสิ่น” ฮูหยินจากจวนกรมพิธีการเอ่ยยิ้ม ๆ “ได้ยินว่าคุณหนูใหญ่ฟื้นดีแล้ว เหตุใดยังไม่ออกมาเล่า หรือร่างกายยังไม่พร้อม”
ฮูหยินรองยิ้มอย่างอ่อนโยน “เยว่หลันเพิ่งฟื้นไข้ ร่างกายยังอ่อนแอ ข้าจึงไม่อยากเร่งนางนัก เด็กคนนี้ปกติก็ขี้อายอยู่แล้ว หากแต่งตัวช้าบ้าง ขอทุกท่านอย่าได้ถือสา”
คำพูดนั้นฟังดูห่วงใย แต่กลับทิ้งคำว่า “อ่อนแอ” และ “ขี้อาย” ไว้ในใจคนฟังอย่างแเี
อวี้หรงรีบเสริมเสียงเบา “พี่หญิงคงอยากออกมาพบทุกท่านมาก เพียงแต่่นี้นางอารมณ์ไม่ค่อยมั่นคงเพราะป่วย น้องหวังว่าทุกท่านจะเมตตานางนะเ้าคะ”
คำว่าอารมณ์ไม่มั่นคงทำให้เสียงสนทนาเบาลงทันที
บางคนเริ่มหันไปกระซิบกัน
ฮูหยินรองแสร้งถอนหายใจ “อวี้หรง เ้าอย่าพูดมาก พี่สาวเ้าเพียงป่วย ไม่ได้เป็อะไรเสียหน่อย”
ประโยคแก้ตัวนั้นยิ่งตอกย้ำสิ่งที่อวี้หรงเพิ่งพูด ทุกคนจึงยิ่งอยากเห็นคุณหนูใหญ่เสิ่นด้วยตาตนเอง
ในจังหวะนั้นเอง เสียงสาวใช้หน้าประตูดังขึ้น
“คุณหนูใหญ่เสิ่นมาถึงแล้วเ้าค่ะ”
เสียงสนทนาในโถงเงียบลงแทบพร้อมกัน
ทุกสายตาหันไปทางประตู
เสิ่นเยว่หลันก้าวเข้ามาอย่างช้า ๆ
เพียงก้าวแรก บรรยากาศในโถงก็เปลี่ยนไป
ชุดสีแดงเหมยบนร่างนางขับผิวขาวซีดให้ดูสว่างราวหิมะต้องแสงอรุณ ไม่ใช่ความซีดเซียวของคนป่วย แต่เป็ความงามเย็นที่มีชีวิตอยู่ในความหนาว ผมดำเกล้าเรียบง่าย ปักปิ่นหยกดำเพียงชิ้นเดียว ยิ่งทำให้ใบหน้างามเด่นชัดโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องประดับมากมาย ดวงตาคู่สงบนิ่งกวาดผ่านผู้คนอย่างสุภาพ ไม่หลบ ไม่อวด ไม่ตื่นกลัว ท่าทางของนางมิได้อ่อนแออย่างที่ฮูหยินรองเพิ่งกล่าว แต่ก็ไม่แข็งกร้าวจนไร้มารยาท
นางเหมือนดอกเหมยดอกแรกที่ผลิบานกลางลานหิมะ
เงียบ
เย็น
และทำให้ผู้คนละสายตาไม่ได้
เสิ่นอวี้หรงรอยยิ้มค้างอยู่บนใบหน้า
นางไม่คาดคิดว่าเสิ่นเยว่หลันจะสวมสีแดง
ยิ่งไม่คาดคิดว่าพี่สาวที่เพิ่งฟื้นไข้จะดูงดงามถึงเพียงนี้
สีแดงเหมยไม่ทำให้เยว่หลันดูแรงเกินไป ตรงกันข้าม มันทำให้นางดูสง่างามอย่างที่อวี้หรงไม่เคยเห็นมาก่อน ความงามของเยว่หลันในวันนี้ไม่ใช่ความหวานบอบบางที่รอให้คนปกป้อง แต่เป็ความงามที่เหมือนมีดบาง ๆ ซ่อนอยู่ใต้กลีบดอกไม้
ฮูหยินรองเองก็ชะงักไปเพียงชั่ววูบ ก่อนจะยิ้มรับอย่างรวดเร็ว “เยว่หลัน มาแล้วหรือ เหตุใดไม่ให้คนมาบอกก่อน แม่จะได้ให้คนไปรับ”
คำว่า “แม่” ทำให้มุมปากของเยว่หลันแทบขยับ
ในจวนนี้ ฮูหยินรองไม่เคยหยุดพยายามวางตนเป็มารดาของนางต่อหน้าคนนอก ทั้งที่มารดาแท้ ๆ ของนางถูกคนเหล่านี้ฝังไว้ใต้ยาพิษและความเงียบ
“ขอบคุณฮูหยินรองที่เป็ห่วงเ้าค่ะ” เยว่หลันย่อกายคำนับอย่างถูกต้อง “แต่ข้าเดินมาเองได้ ไม่กล้ารบกวนท่าน”
คำว่า “ฮูหยินรอง” ทำให้หลายคนเลิกคิ้วเล็กน้อย
ปกติคุณหนูใหญ่เสิ่นเรียกฮูหยินรองว่า “ท่านแม่รอง” อย่างสนิทสนมมิใช่หรือ
ฮูหยินรองรอยยิ้มไม่เปลี่ยน แต่ปลายนิ้วที่วางบนถ้วยชากระตุกเล็กน้อย “เด็กคนนี้ วันนี้ช่างมีพิธีรีตองนัก”
เยว่หลันยิ้มบาง “งานวันนี้มีแขกผู้ใหญ่หลายท่าน ข้าย่อมต้องระวังกิริยา ไม่ให้ผู้ใดกล่าวได้ว่าจวนเสิ่นไม่รู้มารยาท”
คำตอบนั้นสุภาพจนไม่มีช่องให้ตำหนิ
ฮูหยินจากจวนกรมพิธีการพยักหน้าอย่างพอใจ “คุณหนูใหญ่กล่าวได้ดี”
อวี้หรงรีบลุกขึ้น เดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน “พี่หญิง วันนี้ท่านงามมากเ้าค่ะ น้องไม่เคยเห็นท่านสวมสีแดงมาก่อน เหมาะกับท่านยิ่งนัก”
เยว่หลันมองนาง
ใบหน้าของอวี้หรงยังงดงามอ่อนโยน แต่ใต้แป้งบาง ๆ ยังเห็นความซีดจากพิษเย็นอยู่ ถ้านางไม่ฝืนยิ้มมากเกินไป ก็คงดูน่าสงสารไม่น้อย
“เ้าก็เช่นกัน” เยว่หลันกล่าว “แม้เพิ่งไม่สบาย สีหน้าก็ยังดีอยู่มาก”
เสียงรอบข้างเงียบลงเล็กน้อย
อวี้หรงรอยยิ้มแข็งไป “พี่หญิงเข้าใจผิดแล้ว น้องไม่ได้ไม่สบาย เพียงนอนน้อยเพราะเป็ห่วงท่าน”
“อย่างนั้นหรือ” เยว่หลันเอียงศีรษะเล็กน้อย “เมื่อวานข้าได้ยินว่ามีหมอเข้าทางประตูหลังเรือนตะวันออก จึงคิดว่าเ้าไม่สบาย หากเป็เพียงข่าวผิด ข้าคงกังวลเกินไปเอง”
สีหน้าของฮูหยินรองเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที
หมอเข้าทางประตูหลังเป็เื่ที่นางสั่งปิดข่าวแล้ว ใครเป็คนบอกเยว่หลัน
แขกบางคนเริ่มแลกเปลี่ยนสายตากัน
หากคุณหนูรองเพียงนอนน้อยจริง เหตุใดต้องเรียกหมอเข้าทางประตูหลัง
อวี้หรงรีบก้มหน้า ทำเสียงแ่ “พี่หญิงคงเป็ห่วงน้องมาก น้องซาบซึ้งใจเ้าค่ะ เพียงแต่อาการเล็กน้อย ไม่อยากให้คนอื่นกังวล”
เยว่หลันพยักหน้าอย่างอ่อนโยน “เช่นนั้นก็ดี คราวหน้าหากเ้าหนาวอีก บอกข้าได้ ข้ามีชาบำรุงที่เ้าชอบเหลืออยู่”
ชาบำรุง
คำนี้ทำให้อวี้หรงเกือบหลุดสีหน้า มือที่ซ่อนใต้แขนเสื้อกำแน่นทันที ความเย็นจากปลายนิ้วเหมือนย้อนกลับมาอีกครั้ง แม้ดื่มไปเพียงจิบเดียว แต่อาการหนาวสั่นเมื่อคืนทำให้นางนึกถึงถ้วยชานั้นแล้วหวาดกลัวอย่างควบคุมไม่ได้
ซูเหลียนมามาที่ยืนอยู่ด้านหลังฮูหยินรองก็ก้มหน้าต่ำลงเล็กน้อย
เยว่หลันเห็นหมด
นางไม่ได้พูดต่อ เพียงเดินไปนั่งยังที่ที่จัดไว้ให้คุณหนูใหญ่ของจวนอย่างสงบ
ไม่นานงานเลี้ยงก็เริ่มขึ้น
ฮูหยินรองพยายามดึงบรรยากาศกลับมา นางให้คนยกน้ำชาและขนมขึ้นโต๊ะ สั่งให้สาวใช้บรรเลงพิณเบา ๆ แล้วเชิญแขกชมดอกไม้ในสวนด้านหน้า ทุกอย่างดูราบรื่นงดงาม แต่ความราบรื่นนั้นไม่อาจกลบความรู้สึกประหลาดที่ทุกคนััได้
คุณหนูใหญ่เสิ่นไม่เหมือนข่าวลือ
นางไม่ดูอ่อนแอจนต้องประคองทุกก้าว ไม่ได้ขี้อายจนพูดไม่ออก และไม่ได้มีท่าทีอารมณ์ไม่มั่นคงอย่างที่อวี้หรงแย้มไว้ก่อนหน้า ตรงกันข้าม นางพูดน้อย แต่ทุกคำเหมาะสม สุภาพ แต่ไม่อ่อนให้ใครเหยียบ สงบจนทำให้ผู้คนรู้สึกเกรงใจโดยไม่รู้ตัว
ขณะที่อวี้หรงซึ่งเคยเป็ดอกไม้สดใสในงาน กลับดูซีดลงทุกครั้งที่เยว่หลันเอ่ยถึงคำว่า “ชา” หรือ “ไม่สบาย”
หลังจากดื่มชาไปสองรอบ ฮูหยินรองจึงเริ่มเข้าสู่หมากที่เตรียมไว้
นางยิ้มให้แขกหญิงหลายคน “ทุกท่านอุตส่าห์มาถึงจวนเสิ่น วันนี้นอกจากชมบุปผาแล้ว ข้ายังให้คนเตรียมหยกประจำเรือนบางชิ้นมาให้ชมด้วย เป็ของเก่าที่ฮูหยินใหญ่ทิ้งไว้ เดิมทีตั้งใจจะมอบให้เยว่หลันเมื่อถึงวัยเหมาะสม แต่เด็กคนนี้ร่างกายไม่ดี ข้าจึงเก็บรักษาไว้แทนนางมาหลายปี”
คำว่าของเก่าที่ฮูหยินใหญ่ทิ้งไว้ทำให้เยว่หลันเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
มารดาของนางอีกแล้ว
ฮูหยินรองช่างชอบใช้ของของผู้ตายมาประดับความดีของตนเองจริง ๆ
สาวใช้สองคนยกถาดหยกเข้ามา บนถาดมีหยกหลายชิ้น ทั้งกำไล ป้ายหยก และจี้ห้อยเอว แต่ชิ้นที่ควรอยู่ตรงกลางกลับว่างเปล่าอย่างเห็นได้ชัด ฮูหยินรองมองถาดนั้นแล้วสีหน้าเปลี่ยนไปพอดีราวกับซ้อมมา
“หยกเหมยขาวเล่า” นางถามเสียงต่ำ
สาวใช้ที่ถือถาดหน้าซีด “บ่าว…บ่าวไม่ทราบเ้าค่ะ เมื่อเช้ายังอยู่ในกล่อง”
ฮูหยินรองขมวดคิ้ว “ของสำคัญเช่นนั้นจะหายไปได้อย่างไร”
เสียงในงานเงียบลงทันที
อวี้หรงลุกขึ้นอย่างใ “ท่านแม่ หยกเหมยขาวคือของที่ฮูหยินใหญ่ตั้งใจจะมอบให้พี่หญิงมิใช่หรือเ้าคะ”
ฮูหยินรองรีบปราม “อวี้หรง อย่าพูดมาก”
ยิ่งห้าม ยิ่งทำให้ทุกคนรู้ว่าหยกชิ้นนี้สำคัญ
สาวใช้คนหนึ่งคุกเข่าลงด้วยสีหน้าหวาดกลัว “ฮูหยินรองโปรดลงโทษ บ่าวจำได้ว่าเมื่อเช้าตอนจัดถาด มีสาวใช้จากเรือนหลันฮวาเดินผ่านคลังเครื่องประดับเ้าค่ะ บ่าวไม่ได้คิดอะไร เพราะนึกว่าคุณหนูใหญ่อาจให้คนมาดูของเก่าของฮูหยินใหญ่…”
ทุกสายตาค่อย ๆ หันมาที่เสิ่นเยว่หลัน
ชิงหลัวที่ยืนอยู่ด้านหลังเยว่หลันกำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ
มาแล้ว
แผนใส่ร้ายมาแล้วจริง ๆ
แต่เสิ่นเยว่หลันกลับยังนั่งนิ่ง นางยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อยด้วยท่าทางสงบ จนคนที่รอดูความตื่นใของนางเริ่มรู้สึกแปลกใจ
ฮูหยินรองถอนหายใจอย่างลำบากใจ “เยว่หลัน แม่ไม่ได้สงสัยเ้า เพียงแต่ของชิ้นนี้เป็ของมารดาเ้า หากหายไปจริง แม่คงเสียใจมาก”
เยว่หลันวางถ้วยชาลง “ฮูหยินรองเก็บของของมารดาข้าไว้หลายปี ช่างลำบากท่านแล้ว”
ฮูหยินรองชะงักเล็กน้อย เพราะน้ำเสียงนั้นฟังไม่ออกว่าเย้ยหยันหรือขอบคุณจริง ๆ
อวี้หรงรีบเอ่ย “พี่หญิง อย่าเข้าใจผิดนะเ้าคะ ท่านแม่เพียงอยากหาของให้พบ ไม่มีใครสงสัยท่านเลย”
“เช่นนั้นหรือ” เยว่หลันหันไปมองสาวใช้ที่คุกเข่าอยู่ “แต่นางเพิ่งบอกว่าสาวใช้จากเรือนข้าเดินผ่านคลังเครื่องประดับ นั่นไม่ใช่การชี้มาที่ข้าหรือ”
สาวใช้หน้าซีด “บ่าว…บ่าวเพียงพูดตามที่เห็นเ้าค่ะ”
“เห็นคนเดินผ่าน ก็เท่ากับเห็นคนขโมยหรือ” เยว่หลันถามเสียงเรียบ
สาวใช้พูดไม่ออก
ฮูหยินจากจวนกรมพิธีการพยักหน้าเบา ๆ “คำพูดของคุณหนูใหญ่มีเหตุผล เื่ของหายไม่ควรกล่าวหาใครโดยไม่มีหลักฐาน”
ฮูหยินรองยิ้มฝืน “ย่อมเป็เช่นนั้น ข้าเพียงอยากตรวจสอบให้ชัด หากทำให้เยว่หลันไม่สบายใจ แม่ขอโทษด้วย”
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ” เยว่หลันกล่าว “ข้าเองก็อยากให้ตรวจสอบให้ชัด”
ฮูหยินรองมองนางอย่างระวัง “เ้าหมายความว่าอย่างไร”
เสิ่นเยว่หลันยิ้มบาง “ของของมารดาข้าหายไปต่อหน้าแขกทั้งงาน หากไม่ตรวจให้ชัด คนอื่นอาจคิดว่าจวนเสิ่นดูแลของเก่าของฮูหยินใหญ่ไม่ดี หรือร้ายกว่านั้น อาจคิดว่ามีคนในจวนกล้าขโมยของผู้ตาย”
คำว่าของผู้ตายทำให้ซูเหลียนมามาหน้าตึงขึ้น
เสิ่นเยว่หลันหันไปหาชิงหลัว “ไปเชิญพ่อบ้านเฉินมา”
ชิงหลัวรับคำแล้วออกไปอย่างรวดเร็ว
ฮูหยินรองเริ่มรู้สึกไม่ดี “เหตุใดต้องเชิญพ่อบ้านเฉิน”
“เพราะก่อนข้าออกจากเรือน วันนี้ข้าให้พ่อบ้านเฉินเป็พยานตรวจกล่องเครื่องประดับของข้า และปิดผนึกไว้เรียบร้อยแล้ว” เยว่หลันกล่าวอย่างสงบ “หากฮูหยินรองกังวลว่าของอาจหลุดไปอยู่ในเรือนข้า เราสามารถให้พ่อบ้านเฉินกับแขกผู้ใหญ่สองท่านไปดูผนึกได้ หากผนึกไม่ถูกทำลาย ย่อมแปลว่าไม่มีผู้ใดยัดของเข้าไปในกล่องข้าได้”
คำว่า “ยัดของ” ทำให้บรรยากาศในโถงเย็นลงทันที
ฮูหยินรองรอยยิ้มเกือบหลุด
อวี้หรงหน้าซีดกว่าเดิม
ซูเหลียนมามาที่ก้มหน้าอยู่ด้านหลังพลันรู้สึกเหงื่อเย็นซึมออกมาตามหลัง
นางไม่คิดว่าเยว่หลันจะเตรียมตัวถึงขั้นนี้
ในชาติก่อน แผนการราบรื่นเพราะคุณหนูใหญ่ไม่เคยคิดป้องกันตนเอง แต่วันนี้กล่องถูกปิดผนึกต่อหน้าพ่อบ้านเฉิน หากพวกนางส่งคนไปยัดหยกภายหลัง ก็อาจถูกจับได้ทันที และถ้าหยกไม่อยู่ในเรือนหลันฮวา แผนทั้งหมดจะย้อนกลับมาทิ่มแทงคนที่เริ่มเื่ของหายแทน
แขกในงานเริ่มมองหน้ากัน
คุณหนูใหญ่เสิ่นเพิ่งฟื้นไข้ แต่เตรียมการรอบคอบเพียงนี้เชียวหรือ
ไม่ช้า พ่อบ้านเฉินก็มาถึง เขาเป็ชายวัยกลางคนท่าทางซื่อตรง รับใช้ตระกูลเสิ่นมาหลายสิบปี จงรักภักดีต่อนายท่านเสิ่นมาก เมื่อถูกถามเื่ผนึกกล่องเครื่องประดับ เขาก็ยืนยันชัดเจน
“เรียนฮูหยินรอง เรียนแขกผู้มีเกียรติ ก่อนคุณหนูใหญ่ออกจากเรือน บ่าวตรวจรายการเครื่องประดับในกล่องกับชิงหลัวและบ่าวอีกสองคนจริง จากนั้นปิดผนึกด้วยครั่งแดง มีตราเรือนหลันฮวาและรอยลงชื่อของบ่าว หากผนึกถูกเปิด ย่อมเห็นได้ทันทีขอรับ”
ฮูหยินรองจำต้องยิ้ม “เยว่หลันรอบคอบดีจริง ๆ”
“เื่ของของมารดา ข้าไม่กล้าประมาทเ้าค่ะ” เยว่หลันตอบ
คำตอบนี้ทำให้ฮูหยินรองไม่อาจตำหนิได้
แต่ก่อนบรรยากาศจะสงบลง เสิ่นเยว่หลันพลันยกถุงหอมที่เอวขึ้นมาอย่างช้า ๆ
“พูดถึงของของมารดา เมื่อวานข้าไปเดินเล่นที่สวนเหมยหลังจวน บังเอิญนึกถึงถุงหอมเก่าใบหนึ่งที่สาวใช้เด็กเคยปักให้ข้าเมื่อหลายปีก่อน จึงให้ชิงหลัวปักใบใหม่ขึ้นมาเลียนแบบ”
ซูเหลียนมามาตัวแข็งทันที
เสิ่นเยว่หลันเงยหน้าขึ้น มองไปทางนางโดยไม่หลบ
“ซูเหลียนมามา ท่านอยู่ในจวนมานาน จำสาวใช้เด็กชื่อเสี่ยวถงได้หรือไม่”
เคร้ง
ถ้วยชาที่ซูเหลียนมามาถืออยู่หล่นกระแทกพื้นแตกทันที
เสียงกระเบื้องแตกดังชัดในโถงเงียบ
ทุกสายตาหันไปมองนาง
ซูเหลียนหน้าซีดราวกระดาษ ก่อนรีบคุกเข่าลง “บ่าวเสียมารยาท สมควรตายเ้าค่ะ มือบ่าวลื่นไปชั่วขณะ”
ฮูหยินรองแววตาเย็นวาบ แต่ยังต้องรักษาท่าที “ซูเหลียน เ้าแก่แล้ว มือไม้ไม่มั่นคงก็ออกไปพักเถิด”
“เดี๋ยวก่อนเ้าค่ะ” เยว่หลันกล่าวเสียงนุ่ม
ซูเหลียนที่กำลังจะถอยชะงัก
เสิ่นเยว่หลันลูบถุงหอมสีแดงเหมยที่เอวเบา ๆ “ข้ายังไม่ได้ฟังคำตอบเลย ซูเหลียนมามาจำเสี่ยวถงได้หรือไม่”
ซูเหลียนก้มหน้าต่ำจนแทบติดพื้น “บ่าว…บ่าวจำไม่ค่อยได้เ้าค่ะ จวนใหญ่ บ่าวไพร่มาก คนเก่าคนแก่เข้าออกหลายคน บ่าวแก่แล้ว ความจำเลอะเลือน”
“แปลกจริง” เยว่หลันกล่าว “ข้าเพิ่งฟื้นไข้ยังจำได้ แต่ท่านที่ดูแลเรือนในมาหลายปีกลับจำไม่ได้”
แขกบางคนเริ่มจับความผิดปกติได้
ฮูหยินรองรีบยิ้ม “เยว่หลัน เหตุใดจู่ ๆ จึงถามถึงสาวใช้เด็กเล่า วันนี้เรากำลังตามหาหยกเหมยขาวอยู่มิใช่หรือ”
“ใช่เ้าค่ะ” เยว่หลันหันกลับมายิ้มให้ฮูหยินรอง “ข้าเพียงคิดว่า ของบางอย่างของมารดาหายไป สาวใช้บางคนก็เคยหายไป บางทีทั้งสองเื่อาจเหมือนกันตรงที่…ไม่ได้หายเอง”
คำพูดนั้นทำให้โถงทั้งโถงเงียบสนิท
ฮูหยินรองมองเยว่หลัน ดวงตาอ่อนโยนเริ่มมีความเย็นซ่อนอยู่ “เยว่หลัน เ้าเพิ่งฟื้นไข้ อย่าพูดเื่น่ากลัวต่อหน้าแขกเลย”
“ขออภัยเ้าค่ะ” เยว่หลันก้มหน้าลงเล็กน้อย ท่าทางสุภาพอย่างยิ่ง “ข้าเพียงฝันแปลกเมื่อคืน ฝันว่าเด็กคนหนึ่งร้องไห้อยู่ใต้ต้นเหมย บอกว่านางไม่ได้ขโมยของหนีไป และอยากให้คนช่วยคืนชื่อให้”
ซูเหลียนมามาสั่นอย่างเห็นได้ชัด
อวี้หรงหน้าซีดจนแป้งที่ทาไว้แทบกลบไม่มิด
ฮูหยินรองกำถ้วยชาแน่น แต่ยังฝืนยิ้ม “ฝันก็เป็เพียงฝัน อย่าเอามาใส่ใจนัก”
“ข้าก็หวังว่าเป็เพียงฝันเ้าค่ะ” เยว่หลันกล่าว “เพราะหากไม่ใช่ฝัน จวนเสิ่นคงมีคนตายอย่างไม่ยุติธรรมมากกว่าที่ข้าคิด”
บรรยากาศในงานเลี้ยงเปลี่ยนไปจนยากจะดึงกลับ
เดิมทีฮูหยินรองตั้งใจใช้เื่หยกหายทำให้เยว่หลันเสียชื่อ แต่ตอนนี้เื่กลับกลายเป็ว่าซูเหลียนมามาใเมื่อได้ยินชื่อสาวใช้เด็กที่หายไปหลายปีก่อน และคุณหนูใหญ่ยังพูดถึงสวนเหมยอย่างมีนัย คล้ายมีเื่บางอย่างถูกฝังไว้ในจวน
แขกที่เป็ฮูหยินขุนนางล้วนอยู่ในเรือนในมานาน ย่อมรู้ว่าคำพูดบางอย่างไม่จำเป็ต้องกล่าวชัดก็ทำให้คนคิดต่อได้ไกล
ขณะนั้นเอง บ่าวคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามา คุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินรองด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“ฮูหยินรอง พบหยกเหมยขาวแล้วเ้าค่ะ!”
ฮูหยินรองตาเป็ประกายวูบหนึ่ง “พบที่ใด”
บ่าวคนนั้นลังเล มองเยว่หลันแวบหนึ่ง ก่อนตอบเสียงสั่น
“พบ…พบในแขนเสื้อของหลินเอ๋อร์ สาวใช้เรือนคุณหนูรองเ้าค่ะ”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
เสิ่นอวี้หรงลุกพรวด “เป็ไปไม่ได้!”
พอพูดออกไป นางจึงรู้ว่าตนเสียอาการเกินไป ใบหน้าหวานรีบเปลี่ยนเป็ใเสียใจ “หลินเอ๋อร์เป็สาวใช้ของข้าจริง แต่นางไม่มีทางทำเื่เช่นนี้แน่ ต้องมีความเข้าใจผิดเ้าค่ะ”
เสิ่นเยว่หลันมองนางอย่างสงบ
ชาติก่อน หลินเอ๋อร์คือคนที่กล่าวว่าเห็นสาวใช้เรือนหลันฮวาเดินผ่านคลังเครื่องประดับ และเป็คนที่แอบนำหยกไปซ่อนไว้ในกล่องของนาง ชาตินี้เมื่อนางปิดผนึกกล่องไว้ล่วงหน้า หลินเอ๋อร์จึงไม่มีโอกาสยัดของเข้าไป หยกจึงยังอยู่กับตัวผู้ลงมือ
แผนที่ไม่สำเร็จ มักย้อนกัดมือคนวางแผนเสมอ
ฮูหยินรองสีหน้าแข็งค้างไปชั่วครู่ ก่อนรีบสั่งเสียงต่ำ “พาหลินเอ๋อร์เข้ามา”
ไม่นาน สาวใช้หลินเอ๋อร์ก็ถูกลากเข้ามา นางหน้าซีด ร่างสั่นเหมือนใบไม้ต้องลม ในมือพ่อบ้านเฉินมีหยกสีขาวแกะเป็รูปดอกเหมยชิ้นหนึ่ง หยกนั้นงดงามและเก่าแก่ เห็นได้ชัดว่าเป็ของสำคัญ
“ฮูหยินรอง บ่าวไม่ได้ขโมย!” หลินเอ๋อร์ร้องไห้ทันที “บ่าวเพียงทำตามคำสั่ง—”
“หุบปาก!” ซูเหลียนมามาหลุดเสียงตวาดโดยลืมตัว
ทั้งโถงเงียบลงอีกครั้ง
ซูเหลียนรู้ตัวว่าพลาด รีบก้มหน้าลง “บ่าว…บ่าวใที่สาวใช้ชั้นต่ำกล้าทำให้ฮูหยินรองเสียหน้าเ้าค่ะ”
เยว่หลันมองนางนิ่ง ๆ
วันนี้ซูเหลียนเสียอาการมากพอแล้ว
ยังไม่ถึงเวลาฆ่าหมากตัวนี้ แต่ถึงเวลาทำให้ทุกคนรู้ว่านางมีสิ่งที่ต้องปิดบัง
“หลินเอ๋อร์” เยว่หลันเอ่ยเสียงเบา “เ้าบอกว่าทำตามคำสั่ง คำสั่งของผู้ใด”
หลินเอ๋อร์เงยหน้ามองเยว่หลันทั้งน้ำตา แล้วรีบหันไปมองอวี้หรงกับฮูหยินรอง ริมฝีปากสั่นอย่างรุนแรง
อวี้หรงน้ำตาคลอทันที “หลินเอ๋อร์ เ้าอย่ากล่าวเหลวไหลนะ หากเ้าทำผิดก็ยอมรับเถิด ข้าจะขอร้องท่านแม่ให้ลงโทษเ้าเบาลง”
ประโยคนั้นฟังเหมือนเมตตา แต่สำหรับหลินเอ๋อร์ มันคือคำขู่ชัดเจน
หากนางยอมรับผิดคนเดียว อาจรอดชีวิต
หากลากนายลงมา นางอาจไม่มีแม้โอกาสถูกลงโทษเบา
หลินเอ๋อร์ร้องไห้หนักขึ้น ก่อนก้มหน้ากระแทกพื้น “บ่าวผิดไปแล้วเ้าค่ะ บ่าวโลภเอง เห็นหยกงามจึงคิดขโมย ไม่เกี่ยวกับผู้ใดทั้งนั้นเ้าค่ะ!”
ฮูหยินรองหลับตาลงเหมือนเ็ป “เด็กโง่ เหตุใดต้องทำเช่นนี้”
แขกหลายคนมองภาพนั้นด้วยสีหน้าซับซ้อน
เื่ดูเหมือนจบลงที่สาวใช้โลภ แต่หลังจากเหตุการณ์ซูเหลียนใเื่เสี่ยวถงและคำพูดของเยว่หลันเมื่อครู่ ไม่มีใครเชื่อสนิทใจอีกแล้วว่าทุกอย่างง่ายเพียงนั้น
เสิ่นเยว่หลันรู้ดีว่าหลินเอ๋อร์จะไม่สารภาพ
วันนี้นางไม่ได้้าให้หลินเอ๋อร์สารภาพ
นาง้าเพียงทำลายภาพคุณหนูใหญ่ขโมยของ และสร้างรอยร้าวแรกในความน่าเชื่อถือของเรือนตะวันออก
เท่านี้ก็พอสำหรับหมากแรก
“ในเมื่อพบหยกแล้ว ก็นับว่าโชคดี” เยว่หลันกล่าวเสียงสงบ “เพียงแต่ของของมารดาข้าถูกขโมยต่อหน้าแขกทั้งงาน เื่นี้ไม่ควรปล่อยผ่านง่าย ๆ พ่อบ้านเฉิน รบกวนท่านนำเื่นี้ไปรายงานท่านพ่อเมื่อท่านกลับจวนด้วย”
ฮูหยินรองหันขวับ “เื่เล็กน้อยในเรือนใน ไม่จำเป็ต้องรบกวนนายท่านกระมัง”
เยว่หลันมองนางอย่างสุภาพ “หากเป็ของของผู้อื่น อาจเป็เื่เล็ก แต่หยกชิ้นนี้เป็ของมารดาข้า และคนที่ถูกกล่าวหาทางอ้อมคือข้า ในฐานะบุตรีของบิดา ข้าย่อมต้องให้ท่านพ่อรู้ว่าชื่อเสียงของจวนเสิ่นเกือบถูกทำลายในงานเลี้ยงวันนี้”
คำว่าชื่อเสียงของจวนเสิ่นทำให้ฮูหยินรองพูดไม่ออก
หากนางคัดค้านต่อหน้าฮูหยินแขกทั้งหลาย ย่อมดูเหมือนนางไม่อยากให้นายท่านเสิ่นรู้เื่สาวใช้เรือนอวี้หรงขโมยของฮูหยินใหญ่
“ย่อมได้” ฮูหยินรองฝืนยิ้ม “ทุกอย่างให้เป็ไปตามที่เ้าว่า”
เสิ่นเยว่หลันก้มหน้าลงเล็กน้อย “ขอบคุณฮูหยินรองที่เข้าใจเ้าค่ะ”
หลังจากนั้น งานเลี้ยงยังดำเนินต่อ แต่รสชาติเดิมหายไปหมดสิ้น
ฮูหยินบางคนชมดอกไม้ด้วยสีหน้าแปลก ๆ คุณหนูหลายคนแอบมองเยว่หลันด้วยความสนใจมากขึ้น ส่วนอวี้หรงนั่งเงียบอยู่ข้างมารดา มือกำผ้าเช็ดหน้าจนยับ ใบหน้าซีดกว่าเดิมเล็กน้อย นางพยายามยิ้ม แต่ยิ้มนั้นไม่อ่อนหวานเหมือนตอนต้นงานอีกแล้ว
ซูเหลียนมามาถูกสั่งให้ออกไปจัดการหลินเอ๋อร์ด้านนอก ก่อนออกไป นางเผลอมองถุงหอมที่เอวของเยว่หลันอีกครั้ง
เสี่ยวถง
ถุงหอม
สวนเหมย
ความฝันของคุณหนูใหญ่
ทุกอย่างพันกันจนซูเหลียนรู้สึกเหมือนมีมือเย็น ๆ ของเด็กคนหนึ่งจับข้อเท้านางจากใต้พื้นดิน
เสิ่นเยว่หลันเห็นสายตานั้น
และนางรู้ว่าเมล็ดพันธุ์แห่งความกลัวถูกหว่านลงไปแล้ว
่ปลายงาน ฮูหยินจากจวนกรมพิธีการเดินเข้ามาหาเยว่หลันด้วยรอยยิ้มจริงใจขึ้นกว่าเดิม
“คุณหนูใหญ่ วันนี้เ้า handled เื่ได้สุขุมมาก อายุยังน้อยแต่ไม่ตื่นตระหนก นับว่าหาได้ยาก”
เยว่หลันย่อกาย “ฮูหยินชมเกินไปแล้วเ้าค่ะ ข้าเพียงไม่อยากให้เื่เข้าใจผิดทำร้ายผู้บริสุทธิ์”
ฮูหยินผู้นั้นมองนางลึกขึ้นเล็กน้อย “คนที่รู้จักปกป้องตนเองโดยไม่เสียมารยาท ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา ฮูหยินใหญ่ของเ้าคงสอนเ้ามาดี”
หัวใจเยว่หลันสั่นไหวเบา ๆ
นางก้มหน้าลง “มารดาข้าสอนข้าไว้มาก เพียงแต่เมื่อก่อนข้ายังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ”
“ตอนนี้เข้าใจก็ดีแล้ว” ฮูหยินผู้นั้นกล่าว ก่อนเดินจากไป
เสิ่นเยว่หลันมองตามหลังนางเงียบ ๆ
นี่คือสิ่งที่ชาติก่อนนางไม่เคยได้รับ
ความเคารพ
ไม่ใช่ความสงสาร ไม่ใช่คำชมว่าอ่อนโยน ไม่ใช่ความเมตตาที่มองลงมาจากที่สูง แต่เป็ความเคารพต่อสติและศักดิ์ศรีของนาง
นางเพิ่งได้คืนมาเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น
แต่เสี้ยวเดียวนี้ก็พอทำให้นางรู้ว่า ชาตินี้นางเดินมาถูกทางแล้ว
เมื่อแขกทยอยกลับ งานเลี้ยงจึงค่อย ๆ เงียบลง เหลือเพียงบ่าวไพร่เก็บถ้วยชาและจัดของ ฮูหยินรองยังคงยืนส่งแขกด้วยรอยยิ้มงดงาม แต่เมื่อแขกคนสุดท้ายพ้นประตู สีหน้าของนางก็เย็นลงทันที
เสิ่นอวี้หรงเดินเข้าไปใกล้มารดา น้ำตาคลอ “ท่านแม่ วันนี้นางตั้งใจทำให้ข้าเสียหน้า”
ฮูหยินรองหันไปมองบุตรี น้ำเสียงเย็นกว่าทุกที “ข้ารู้”
“แล้วเราจะทำอย่างไรเ้าคะ”
ฮูหยินรองไม่ได้ตอบทันที นางมองไปทางเรือนหลันฮวาที่อยู่ไกลออกไป แววตาอ่อนโยนที่ใช้ต่อหน้าแขกหายไปจนหมด
“เยว่หลันเปลี่ยนไปจริง ๆ” นางกล่าวเสียงต่ำ “แต่คนที่เปลี่ยนไปกะทันหัน มักมีเหตุผล”
อวี้หรงขมวดคิ้ว “ท่านแม่หมายความว่า…”
“นางอาจรู้อะไรบางอย่าง” ฮูหยินรองหันไปสั่งซูเหลียนที่เพิ่งกลับเข้ามา “คืนนี้ให้คนจับตาเรือนหลันฮวา อย่าให้นางออกไปไหนอีก โดยเฉพาะสวนเหมย”
ซูเหลียนหน้าซีดลงทันทีเมื่อได้ยินคำว่าสวนเหมย แต่รีบก้มหน้ารับคำ “เ้าค่ะ”
ฮูหยินรองมองนางอย่างเ็า “และเ้า ซูเหลียน ควรควบคุมสีหน้าตนเองให้ดีกว่านี้ หากวันนี้เ้าพลาดมากกว่านี้อีกนิด คนที่ควรถูกฝังอาจไม่ใช่แค่เด็กคนนั้น”
ซูเหลียนตัวสั่น “บ่าวทราบผิดแล้วเ้าค่ะ”
“รู้ก็ดี”
ทางด้านเรือนหลันฮวา เสิ่นเยว่หลันกลับมาถึงห้องแล้วถอดถุงหอมสีแดงเหมยออกจากเอวอย่างระมัดระวัง ชิงหลัวตามเข้ามาแล้วปิดประตู ท่าทางยังตื่นเต้นไม่หาย
“คุณหนู วันนี้ท่านทำให้พวกเขาพูดไม่ออกเลยเ้าค่ะ ตอนที่หยกถูกพบในแขนเสื้อหลินเอ๋อร์ บ่าวแทบอยากหัวเราะออกมา”
“อย่าหัวเราะเร็วเกินไป” เยว่หลันกล่าว “หลินเอ๋อร์รับผิดแทนนาย นางอาจถูกลงโทษ แต่คนสั่งยังอยู่ครบ”
ชิงหลัวสีหน้าจริงจังขึ้น “เ้าค่ะ”
เยว่หลันวางถุงหอมปลอมลงในกล่องอีกใบ “แต่วันนี้เราทำให้แขกเห็นแล้วว่า หากเกิดเื่ของหาย อย่าเพิ่งเชื่อว่าเป็ความผิดของเรือนหลันฮวา และทำให้ซูเหลียนกลัวเื่เสี่ยวถง”
พูดถึงตรงนี้ เงาของเด็กหญิงก็ปรากฏขึ้นข้างหน้าต่าง เสี่ยวถงมองเยว่หลันด้วยดวงตาแดง ๆ แต่รอยยิ้มบนใบหน้าชัดเจนกว่าทุกวัน
“คุณหนูใหญ่ วันนี้ซูเหลียนมามากลัวจริง ๆ เ้าค่ะ”
“นั่นเพียงเริ่มต้น” เยว่หลันกล่าว “คนที่กลัวจะต้องรีบปิดหลุมที่ตนฝังไว้ และเมื่อพวกเขาไปที่สวนเหมย เราจะจับได้ว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง”
หลัวมามาพยักหน้า “คืนนี้พวกเขาต้องส่งคนไปดูใต้ต้นเหมยแน่เ้าค่ะ”
“ใช่” เยว่หลันกล่าว “และเราจะไม่ห้าม”
ชิงหลัวแม้มองไม่เห็นิญญา แต่เริ่มคุ้นชินกับการที่คุณหนูพูดกับความว่างเปล่าแล้ว นางถามเสียงเบา “เราจะให้คนตามดูหรือเ้าคะ”
“ให้พ่อบ้านเฉินรู้ว่าหลังงานเลี้ยง มีคนแปลกหน้าเดินใกล้สวนเหมยก็พอ” เยว่หลันตอบ “อย่าจับทันที ปล่อยให้พวกเขาขุด”
“ขุด?” ชิงหลัวใ
เยว่หลันมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ายามเย็นเริ่มมืดลง ลมพัดผ่านยอดไม้ไกล ๆ
“หากพวกเขาขุดแล้วพบว่าใต้ต้นเหมยไม่มีจดหมายที่้าหา แต่กลับพบสิ่งที่พวกเขากลัวที่สุด…”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง
ชิงหลัวค่อย ๆ เข้าใจ ใบหน้าซีดลง “ร่างของเสี่ยวถง”
เยว่หลันหลับตาลงช้า ๆ
“ถึงเวลาพาเด็กคนนั้นออกจากใต้รากไม้แล้ว”
ในคืนนั้น จวนเสิ่นดูเหมือนสงบหลังงานเลี้ยงอันวุ่นวาย แต่ความจริงแล้ว ใต้ความมืดมีเงาคนเริ่มขยับ
และที่สวนเหมยหลังจวน ดอกเหมยสีแดงบนต้นเก่าแก่ผลิบานเพิ่มขึ้นอีกหลายดอก
ราวกับผู้ตายรู้ว่า อีกไม่นาน ดินที่กดทับเสียงของพวกเขามานานหลายปี กำลังจะถูกมือของคนผิดขุดเปิดด้วยตนเอง