“พวกเจ้าไปจับตัวนางบัดเดี๋ยวนี้ ข้าจะลงโทษนาง” เย่ฮุ่ยอิ่งตวาดกร้าวสั่งคนของตนโดยไม่สนใจหยูจินหมิง ทว่ายังไม่ทันที่จะได้ทำตาม เสียงของบุตรชายก็ดังขัดขึ้นอีกครั้ง
“ข้าคือผู้ดูแลจวนตามคำสั่งของท่านพ่อ ใครกล้าแตะต้องนาง!” หยูจินหมิงตวาดใส่คนที่กำลังเข้ามาหมายจะจับตัวซูลี่ หรือก็คือคนที่เขาคิดว่าคือซูฮวา
เมื่อเหล่าองครักษ์เห็นเช่นนั้นก็ชะงักขึ้นมา พวกเขาล้วนแล้วแต่ทำหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยให้คนในจวนตามคำบัญชาของหยูเคออี้แต่เดิม แม้ก่อนนี้จะทำตามคำสั่งของเย่ฮูหยินเพราะเห็นว่านางก็เป็นนายคนหนึ่งของพวกเขา ทว่าผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในจวนขณะนี้นั่นคือหยูจินหมิง แม้ที่ผ่านมาคุณชายใหญ่ผู้นี้ไม่เคยออกคำสั่งโดยตรงให้ทำสิ่งใดเลยก็ตาม
“เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่ขยับ!” เย่ฮุ่ยอิ่งเสียงดังขึ้นอีกครั้ง นางหลงคิดไปแล้วว่าพวกเขาเป็นคนของนาง เพราะที่ผ่านมามีแต่นางที่คอยสั่งให้คนเหล่านี้เคลื่อนไหวทำสิ่งต่างๆ
“ท่านแม่คงจะลืมไปกระมัง องครักษ์เหล่านี้เป็นคนที่ท่านพ่อวางไว้ดูแลจวนสกุลหยู และในขณะนี้ข้าคือผู้ควบคุมสูงสุดในขณะที่ท่านพ่อไม่อยู่” หยูจินหมิงเอ่ยเสียงดังฟังชัด เดิมทีเขาไม่คิดใส่ใจเรื่องที่มารดาสั่งให้องครักษ์พวกนี้ไปทำเรื่องต่างๆ แต่บัดนี้เขาคิดได้แล้วว่าสมควรต้องจัดระเบียบใหม่
“ข้าขอประกาศ ต่อไปนี้ห้ามมิให้องครักษ์คนใดรับคำสั่งจากท่านแม่โดยพลการ และคำสั่งนั้นจะต้องผ่านข้า คุณชายใหญ่สกุลหยูก่อนทุกครั้ง หากจับได้ว่ามีการฝ่าฝืน จะสั่งลงโทษขั้นสูงสุดตามกฎของตระกูล” หยูจินหมิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด สายตาของเขาจับจ้องไปยังเหล่าองครักษ์ที่ยืนอยู่รอบๆ
บรรยากาศเงียบงันไปชั่วครู่ ก่อนที่เหล่าองครักษ์จะค่อยๆ โค้งศีรษะลงพร้อมเพรียงกัน “ขอรับ คุณชายใหญ่” เหล่าองครักษ์ทุกคนต่างก็โค้งศีรษะรับคำบัญชากันอย่างพร้อมเพรียง แต่ในแววตาก็มีความระแวดระวังกับคำสั่งใหม่ที่ได้รับ
เย่ฮุ่ยอิ่งซึ่งยืนอยู่ด้านหลังหยูจินหมิง ถึงกับตัวสั่นด้วยความโกรธจัด นางไม่เคยคิดเลยว่าบุตรชายของนางจะกล้าหักหน้าตนเองเช่นนี้ สายตาของนางจ้องมองซูลี่ที่ยืนอยู่ด้านหลังหยูจินหมิง สตรีผู้นั้นเพียงแค่ยืนยิ้มเยาะและทำลอยหน้าลอยตาเช่นนั้น นางไม่มีความรู้สึกผิดหรือละอายใจแม้แต่น้อย
“หึ เจ้ามันอกตัญญู! คอยดูเถอะ ข้าจะบอกเรื่องนี้กับพ่อของเจ้าอย่างไร” เย่ฮุ่ยอิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเดือดดาล
“ท่านแม่คิดว่าท่านพ่อจะใส่ใจหรือ” เขากล่าวพร้อมกับจ้องมองมารดาด้วยสายตาเยือกเย็น ที่เขากล้าพูดเช่นนี้เพราะที่ผ่านมาแม้ท่านพ่อจะรู้เรื่องของเขากับซูฮวา ท่านพ่อก็ไม่เคยพูดถึงเลยสักคำ
เย่ฮุ่ยอิ่งอึ้งไปชั่วครู่ “เจ้าคิดว่าข้าจะยอมให้เจ้าและนางแพศยานี่ทำอะไรตามใจชอบหรือ จินหมิง!”
แต่ทว่า หยูจินหมิงยังคงพูดต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน “อีกอย่าง ท่านแม่ ท่านจงใจสร้างเรื่องวุ่นวายภายในจวน ทุกคนก็รู้เรื่องนี้ดี หากเรื่องนี้แพร่ออกไปถึงหูท่านพ่อ คนที่ผิดคือท่าน ไม่ใช่ข้า”
เย่ฮุ่ยอิ่งสั่นสะท้านด้วยความโกรธ สายตาของนางแดงก่ำจนแทบจะพูดอะไรไม่ออก “เจ้า...!” นางพยายามจะโต้ตอบ ทว่าในขณะที่เย่ฮุ่ยอิ่งกำลังตกอยู่ในความโกรธ หยูจินหมิงก็เอ่ยคำสั่งใหม่ทันที
“พาเย่ฮูหยินกลับเรือน หากไม่มีคำสั่งจากข้า ห้ามมีใครเข้าหรือออกจากเรือนเป็นอันขาดจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงจากข้าโดยตรง” คำสั่งนี้ทำให้บรรยากาศยิ่งตึงเครียด องครักษ์ที่ได้ยินคำสั่งก็ก้มหน้ารับคำอย่างไม่กล้าต่อต้าน การกักบริเวณเย่ฮุ่ยอิ่งคือสัญญาณว่าหยูจินหมิงไม่ยอมให้นางมีอำนาจในจวนอีกต่อไป
“ถึงเจ้าจะจัดการไม่ให้ข้าเข้าไปยุ่งเรื่องของนางคนชั้นต่ำนี่ได้ แต่อย่าหวังว่าท่านหญิงหลี่จะไม่กล้า” เย่ฮุ่ยอิ่งที่เคยโกรธเกรี้ยว ตอนนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นสีหน้าที่เจ้าเล่ห์และเย็นเยียบ นางผ่อนลมหายใจลึกๆ เมื่อคิดถึงแผนการที่กำลังจะเกิดขึ้น ใจของนางสงบลง และการที่ได้เห็นสีหน้าบุตรชายที่แปรเปลี่ยนไปก็ยิ่งทำให้นางมั่นใจในคำพูดของตน
หยูจินหมิงชะงักไป สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากความมั่นใจเป็นความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด “ท่านหมายความว่าอย่างไร” เขาเอ่ยถาม น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
เย่ฮุ่ยอิ่งยิ้มมุมปาก เชิดหน้าขึ้นอย่างเย้ยหยัน สายตาของนางเต็มไปด้วยความเยาะเย้ย “เจ้าฉลาดนักมิใช่หรือ? คงคิดได้นะว่าเรื่องของนางคนชั้นต่ำผู้นี้ได้รู้ถึงหูของท่านหญิงหลี่แล้ว” นางมองหน้าหยูจินหมิงราวกับกำลังพูดให้บุตรชายรู้สึกตกต่ำ และสายตาของนางก็เหลือบมองไปยังซูลี่ที่ยืนอยู่ด้านหลังอย่างดูถูก
ประโยคเมื่อครู่ทำให้หยูจินหมิงรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก เพราะเวลาตั้งแต่ที่ซูฮวากลับมายังไม่ครบสองวันดีเลยด้วยซ้ำ เขายังหาทางแก้ไขเรื่องนี้ไม่ได้กลับรู้ถึงหูของหลี่ฟางฟางเสียแล้ว
“ท่านแม่ อย่าบอกนะว่าท่านเป็นคนบอกเรื่องนี้กับท่านหญิง” หยูจินหมิงถามอย่างเร่งรีบ เขารู้ทันทีว่าความประมาทของเขาทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้นมาเอง เขาไม่เคยคิดจะควบคุมมารดาและไม่วางคนเฝ้านางไว้ตั้งแต่แรก การที่มารดาของเขาส่งข่าวไปถึงท่านหญิงหลี่ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน ที่หลี่ฟางฟางให้คนตามเขาไปพบอย่างเร่งด่วน
เป็นเรื่องของซูฮวานี่เอง…
หยูจินหมิงครุ่นคิดหนัก ในหัวของเขาเต็มไปด้วยคำถาม และความกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับหลี่ฟางฟาง
เย่ฮุ่ยอิ่งฟังคำถามของบุตรชาย แต่ไม่คิดจะตอบคำใด นางเพียงแค่หันหลังหมุนกายเดินจากไปอย่างเงียบๆ สายลมพัดไล่ตามนางไป ขณะที่นางยกยิ้มเย้ยในใจ นางจะคอยดูว่าบุตรชายของนางจะรับมือกับท่านหญิงหลี่อย่างไร...
หยูจินหมิงยังคงยืนอยู่ในที่เดิม สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและสับสน ส่วนซูลี่ที่ยืนเงียบมาตลอด เมื่อเห็นว่าตนเองสร้างความร้าวฉานได้สำเร็จก็ลอบยิ้มอย่างพอใจ แม้ใครจะชนะ นางก็ไม่นึกสนใจทั้งนั้น เย่ฮุ่ยอิ่งเป็นคนที่ทำร้ายน้องสาวของนางโดยยืมมือผู้อื่นความผิดก็สมควรต้องได้ชดใช้ แต่ในขณะเดียวกันหยูจินหมิงก็ต้องได้รับผลกรรมไม่มากก็น้อยโทษฐานปล่อยปละละเลยเช่นกัน
แต่ถึงแม้ซูลี่จะรู้สึกพอใจกับแผนการของตนเอง แต่นางกลับรู้สึกว่าหยูจินหมิงมีบางสิ่งที่นางไม่สามารถเข้าใจได้ บุรุษผู้นี้ แม้จะเป็นเป้าหมายหนึ่งของนาง แต่ในบางครั้งนางกลับรู้สึกว่าเขามีความผิดปกติบางอย่างที่นางจับไม่ได้
หรือเป็นนางที่คิดมากเกินไป...