“เฮ้ย ไอ้หนุ่ม ฉันว่าแกระวังหน่อยก็ดีนะ อย่าเอารถไปจมน้ำฝนซะละ”
มือข้างหนึ่งของเว่ยตงบังคับพวงมาลัย ส่วนอีกข้างถือโทรศัพท์เอาไว้ เท้าก็ผ่อนความเร็วลงเรื่อยๆ ทางหนึ่งสังเกตสถานการณ์บนถนน อีกทางก็เอ่ยพูด “จมแล้วก็มาเก็บศพด้วย”
“ไอ้เวร เก็บศพมันไม่ต้องถึงมือฉันก็ได้ไหม” ด้านหลิวเจิ้นก็คุยโทรศัพท์ไปพลาง ดูข่าวถ่ายทอดสดในโทรทัศน์ไปพลาง พอเขาเห็นนักข่าวถูกลมพัดจนแทบจะยืนไม่อยู่ท่ามกลางลมฝนที่โหมกระหน่ำ ก็ไม่พูดเล่นเรื่อยเปื่อยอีกต่อไป “เตือนภัยระดับแดงนะ แกระวังหน่อยดีกว่า”
“รู้แล้ว” ที่ปัดน้ำฝนบิดเอวคอดกิ่วของมันอย่างสุดความสามารถ แต่ประสิทธิผลก็ยังไม่ชัดเจนนัก
“แล้วจะกลับมาเมื่อไร”
“อีกสองสามวัน” ด้านหน้าพลันมีคนพุ่งออกมา เว่ยตงเหยียบเบรกอย่างแรงทันที อีกนิดก็เกือบจะชนแล้ว สีหน้าของเขามืดครึ้ม “เอาละ แค่นี้ก่อนนะ ฉันขับรถอยู่”
“วางเถอะๆ” หลิวเจิ้นพยักหน้าอย่างลนลาน
ชายหนุ่มสะบัดมือโยนมือถือไปไว้บนเบาะข้างคนขับ คนที่อยู่ตรงหน้าหายไปแล้ว เหลือบเห็นว่าน้ำฝนท่วมสูงเกินครึ่งล้อแล้ว คิ้วของเว่ยตงขมวดแน่น เขาสตาร์ตรถที่ดับขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะไปต่อ
เพิ่งขับต่อได้ไม่ถึงสองนาที ขณะที่ผ่านสี่แยก เว่ยตงเสมองแผงหน้าปัดรถแค่อึดใจเดียว ก็มีรถคันหนึ่งพุ่งมาจากทางแยกด้านข้าง ชายหนุ่มหักพวงมาลัยหลบไม่ทัน จึงชนเข้ากับราวกั้นริมถนนอย่างจังจนจอดสนิทอยู่ข้างทาง ส่วนรถที่พุ่งมาคันนั้นก็จูบกับตัวรถเขาอย่างแรง
หลังจากรถทั้งสองคันหยุดสนิทแล้ว เว่ยตงก็หยิบบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อขึ้นมายัดใส่ปาก สูบอย่างสบายๆ พอสูบจนพอใจก็ดับไฟที่ก้นบุหรี่ หลังจากนั้นร่างสูงใหญ่กำยำของเว่ยตงก็เคลื่อนตัวข้ามไปยังเบาะหลังอย่างปราดเปรียว เขาหยิบร่มขึ้นมาแล้วเปิดประตูรถทางด้านขวาที่เกือบจะถูกชนอัด และลงจากรถ
บนถนนเต็มไปด้วยน้ำ พอเว่ยตงก้าวลงไป น้ำก็ท่วมขึ้นมาถึงข้อเท้า
เมื่ออ้อมไปที่ท้ายรถ ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งวิ่งถลันลงมาจากที่นั่งคนขับของรถคันที่เกือบจะส่งเขาขึ้นไปขี่บนราวกั้นถนนเข้าพอดี คนคนนั้นรีบร้อนกางร่มในมือ ก่อนจะดึงประตูด้านหลังรถให้เปิดออก แล้วะโถามคนที่อยู่ด้านในอย่างร้อนใจ “ท่านนายกเทศมนตรีครับ ท่านนายก! ท่านเป็อะไรหรือเปล่าครับ”
เว่ยตงได้ยินก็เลิกคิ้ว นี่เขาถูกนายกเทศมนตรีชนเข้าหรอกเหรอเนี่ย อากาศแบบนี้ นายกเทศมนตรียังมาโลดแล่นอยู่บนถนนอีกเหรอ
เขาสามารถรีดไถเงินนายกเทศมนตรีคนนี้หนักๆ ได้หรือเปล่านะ
ขณะที่เว่ยตงยังคงวนเวียนอยู่กับเื่รีดไถเงิน ก็มีขาข้างหนึ่งยื่นออกมาจากรถคันนั้น ขากางเกงสูทสีเทาเข้มรีดตรงกริบปรากฏให้เห็น ภายใต้ขากางเกงไปเป็ถุงเท้าสีขาวหิมะที่คล้ายกับถูกแช่ด้วยน้ำยาฟอกขาว และต่ำลงไปกว่านั้นคือรองเท้าหนังสะอาดเงาวับ ต่อมาก็เป็เ้าของขาครึ่งท่อนนี้
เท้าที่สะอาดปราศจากฝุ่นนี้ไม่ลังเลที่จะเหยียบลงไปในน้ำเลย รองเท้า ถุงเท้า รวมทั้งขากางเกง ถูกน้ำโคลนที่ทั้งขุ่นทั้งสกปรกกลืนไปจนหมด
ชายที่ลงจากรถถือผ้าเช็ดหน้ากดหน้าผากข้างขวาเอาไว้ เขายืนในตำแหน่งหันข้าง ทำให้ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกบดบัง บนเสื้อเชิ้ตตัวในภายใต้สูทสีเทาเข้มเปื้อนรอยหยดเืสีแดง มือซ้ายของเขาถือโทรศัพท์แนบหู ปากขยับเปิดปิดคุยกับคนปลายสาย เสียงซ่าๆ ของพายุฝนขัดขวางเว่ยตงไม่ให้ได้ยินเสียงที่ไม่ดังมากของเขา
เว่ยตงเดินเข้าไป เขารู้สึกว่าเขาควรจะขัดการทำงานของนายกเทศมนตรีท่านนี้ แล้วพูดคุยตกลงเกี่ยวกับเื่การรีดไถเงินให้ดีๆ แต่เมื่อระยะห่างระหว่างทั้งสองคนใกล้ขึ้น เว่ยตงก็ได้ยินเสียงของนายกเทศมนตรีคนนั้นสักที ซึ่งมันทำให้เขาอึ้งไปเล็กน้อย
“…ขอโทษด้วยนะครับ เลขาโจว พอดีเกิดอุบัติเหตุขึ้นนิดหน่อยครับ…ผมแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เริ่มแผนงานเตือนภัยระดับสีแดงแล้ว…ตัวผมจะไปถึงช้าหน่อย…ครับ…แค่นี้นะครับ เลขาโจว” จังหวะการพูดของชายหนุ่มไม่ได้เดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำเกินไป คำพูดก็ไม่ได้สำบัดสำนวน น้ำเสียงที่ใช้ก็ค่อนข้างไม่เหมือน ‘น้ำเสียงการเมือง’ ด้วย
ชายคนนั้นวางสายโทรศัพท์ เขาหันมาพูดกับเว่ยตงที่อยู่ห่างจากเขาไม่ถึงห้าก้าวโดยยังถือโทรศัพท์มือถือไว้ในมือว่า “ขอโทษด้วยนะครับ ผมแจ้งหน่วยควบคุมการจราจรแล้ว พวกเขาจะมาจัดการให้ ผมมีธุระด่วนจึงต้องขอตัวก่อน ส่วนเื่อื่นๆ คนขับรถของผมจะรั้งอยู่เพื่อจัดการปัญหาร่วมกับคุณครับ”
พูดจบชายหนุ่มก็ผงกศีรษะให้เว่ยตง ก่อนจะรับร่มที่ยังไม่กางอีกคันหนึ่งจากมือของคนขับรถ ค้อมตัวหยิบกระเป๋าเอกสารในรถ แล้วก้าวไปยังรถเก๋งที่เพิ่งจอดลงริมทาง คนที่ทำหน้าที่ขับรถคันนั้นเคลื่อนตัวลงมาอย่างรวดเร็วเพื่อเปิดประตูให้เขา เขาค้อมเอวมุดเข้าไปด้านใน การเคลื่อนไหวของเขาดูสะอาดสะอ้านเป็ระเบียบคล่องแคล่ว แม้ว่าเขาจะตกอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างย่ำแย่ มือข้างหนึ่งยังต้องคอยกดซับเืที่หน้าผากเอาไว้อยู่เลย
อันที่จริงเื่นี้ ตอนแรกเว่ยตงเองก็ไม่ได้สนใจ เพียงแต่ภายหลังถึงมารู้ว่าคนคนนี้ได้รับาเ็ที่ศีรษะ สมองได้รับความกระทบกระเทือนเล็กน้อยจากอุบัติเหตุซึ่งไม่นับว่าใหญ่นักครั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ปกติเขาก็คงเข้าโรงพยาบาลเป็เื่ใหญ่โตไปแล้ว แต่คนคนนั้นกลับยังไปต่อโดยที่แม้แต่ส้นเท้ายังไม่สั่นเลยด้วยซ้ำ
คนขับรถกล่าวขอโทษเว่ยตงด้วยท่าทางนอบน้อมจริงใจ ทั้งยังแสดงออกว่าทางเขาจะรับผิดชอบอุบัติเหตุครั้งนี้ทั้งหมด โดยไม่มีท่าทีเย่อหยิ่งวางอำนาจเลยแม้แต่น้อย
สำหรับคำพูดของคนขับรถ เว่ยตงเองก็ไม่รู้ว่าตนฟังเข้าหูไปมากน้อยแค่ไหน แต่เมื่ออีกฝ่ายพูดจบ เขาก็เชิดคางชี้ไปทางรถที่เคลื่อนไปไกลแล้ว พลางพูดขึ้นว่า “ท่านนายกเทศมนตรีของพวกคุณยังหนุ่มอยู่เลยนะครับ”
คนขับรถยิ้มอย่างเขินอายระคนภูมิใจพร้อมตอบว่า “ขอบคุณครับ”
เว่ยตงได้ยินคำขอบคุณของคนขับรถคนนี้ ก็หันหน้าไปมองเขา ก่อนจะยกยิ้มอย่างมีเลศนัย