บทที่ ๑.๓
มิ่งเมืองรู้สึกคล้ายถูกลอบมองเมื่อหันมาพบว่าเป็น้องสาวต่างมารดาที่มองเขาผ่านหน้าต่างหอนอนก็ยิ้มกว้าง แม่ปิ่นมุกส่งรอยยิ้มหวานตอบกลับมาความเหนื่อยล้าที่มีก่อนหน้าหายไปจนหมดสิ้น
นับจากวันที่น้องสาวผู้นี้โอบกอดแลฉุดเขาขึ้นมาจากเรือนทาส เขาก็ได้ให้สัตปฏิญาณกับตนเองว่าชั่วชีวิตจักรักษารอยยิ้มนี้ของนางเอาไว้อย่างสุดความสามารถ มิว่าเื่ร้ายใดเขาจักมิยินยอมให้น้องสาวผู้นี้ได้พบเจอ
มะลิษาขมวดคิ้วเล็กยามที่นางสร้อยเข้ามาบอกกล่าวเื่ที่คุณพี่ทัพของเธอกลับมาแล้ว เมื่อเห็นทุกอย่างยังดำเนินไปคล้ายเนื้อเื่ในนวนิยายมะลิษาจึงทั้งกังวลและวางใจในคราวเดียวกัน นั่นเพราะเธอกังวลว่าอนาคตของตนเองก็จักเป็ไปตามนวนิยาย หากแต่ก็วางใจว่าเธอยังคาดเดาเื่ราวทุกอย่างและอาจแก้ไขได้
เอาเถิดน้ำหยดลงหินทุกวันหินย่อมกร่อน
มะลิษายังคงเชื่อมันเช่นเดิมและจักเดินตามแผนเดิมนั่นคือทลายกำแพงที่แข็งแกร่งในใจของทัพให้ได้
“บ่าวได้ยินบ่าวเรือนคุณพระกล่าวว่าที่แท้ คุณหนูทัพแอบหนีออกจากเรือนไปเ้าค่ะ ยามนี้ต้องซมซานกลับมาเพราะญาติของแม่ตายกันหมดแล้ว”
หนีหรือ...คนอย่างออกญาเทพารัตนารามภักดีนั้นมิน่าจักมีความคิดเช่นนั้น เพราะหากคิดจะหนีใยต้องยอมทนถูกทำร้ายมาสิบกว่าปีกัน
“เห็นว่ากลับมาวันแรกก็โดนคุณหญิงกรันเกราส่งไปนอนที่เรือนเล็กริมนา”
“แล้วคุณพระท่านมิว่ากระไรหรือ”
“โธ่!!คุณหนูเ้าขา คุณพระท่านจักไปรู้อะไร ตัวท่านถูกส่งไปประจำการอยู่ที่หัวเมืองเหนือ ปีหนึ่งจักกับเรือนเสียเทื่อหนึ่ง”
เพราะเหตุนี้กระมังคุณหญิงกรันเกราจึงได้กลั่นแกล้งทัพได้อย่างง่ายดาย มะลิษายิ้มกว้างดีดตัวลงจากที่นอนก่อนวิ่งเข้าห้องครัว
นี่มิใช่โอกาสทำคะแนนจิตพิสัยของเธอตัวร้ายของเื่หรือไร
ตะวันคล้อยบ่ายสายลมพัดกลิ่นไอดินเข้ามาถึงในเรือนเล็ก ทัพเดินไปที่ชานเรือนทอดสายตามองไปยังท้องทุ่งเบื้องหน้ามุมปากยกขึ้นเย้ยหยันเล็กน้อย ความจริงแล้วเป็เช่นนี้ก็ดีไม่น้อย
“คุณพี่”
เสียงเล็กสดใสจากด้านหลังทำให้ทัพหมุนตัวไปตามเสียงเรียกนั้น ภาพเด็กหญิงวัยประมาณสิบสองสิบสามปียิ้มสดใสที่ประตูทางขึ้นเรือนทำให้เขาใจสั่นไหวขึ้นมา
โตเพียงนี้แล้วหรือ
รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าที่มักเคร่งขรึมตลอดเวลา สายคมมองคนตรงหน้าจากเด็กน้อยที่ปีนเข้าหาเขาในวันนั้น ผ่านมาสองปีคล้ายนางจะเปลี่ยนไปมากทีเดียว เส้นผมที่เคยมัดจุกยามนี้ยาวประบ่า ใบหน้ากลมเรียวขึ้นอีกทั้งยังขาวนวลเปล่งปลั่ง ทำให้จมูกเล็กนั้นดูเชิดขึ้นริมฝีปากบางช่างพูดแดงระเรื่อชวนหลงใหล รูปร่างหรือก็สมส่วนตามวัยเกรงว่าไม่เกินสามปีเรือนของออกพระปุโรหิตาจารย์วิริยะราชมงคลคงหัวกระไดไม่แห้ง เพียงแต่คิดว่าแม่หญิงตรงหน้าจักต้องแต่งออกเรือนไปกับผู้อื่นในใจของเขาก็พลันขุ่นมัวขึ้นมา
“แม่ปิ่นมุกใช่หรือไม่”
“ไม่เจอกันเพียงสองปีลืมข้าแล้วหรือเ้าคะ”
มะลิษาเอ่ยเสียงแง่งอน ริมฝีปากบางขบเม้นจนแก้มนวลนั้นป่องออก ทัพเดินเข้าไปใกล้ มือสากยกขึ้นจับที่ปลายคางก่อนใช้นิ้วหัวแม่มือกดที่ใต้ริมฝีปากล่าง มะลิษาพลันตกตะลึงกับััของเขาเผลอคลายริมฝีปากที่เม้นแน่นออกอย่างไม่รู้ตัว
“ห้ามทำเช่นนี้อีก”
นิ้วหัวแม่มือเลื่อนขึ้นไปลูบไล้ที่ริมฝีปากแดงของแม่หญิงตรงหน้า มะลิษาพลันใจสั่นระรัวถอยหลังหนีหนึ่งก้าวในทันที ทัพยิ้มบางก่อนเอามือไพร่หลังข่มกลั้นมิให้ส่งเสียงขบขันกับท่าทางชวนมองของคนตรงหน้า
“คุณหนูรอบ่าวด้วยเ้าค่ะ”
นางสร้อยวิ่งตามขึ้นเรือนมาหลังจากที่จัดการผูกเรือเสร็จสรรพแล้ว ทัพปรายตามองไปที่บ่าวด้านหลังแววตาขุ่นเคืองมิพอใจ บ่าวผู้นี้ปล่อยให้คุณหนูของตนวิ่งขึ้นเรือนบุรุษเช่นนี้ได้อย่างไร หากตรงหน้ามิใช่เขาเล่าจักเกิดสิ่งใดขึ้น แม่ปิ่นมุกก็มิใช่เด็กเช่นแต่ก่อนแล้ว
“เป็บ่าวเหตุใดจึงปล่อยให้เ้านายต้องรั้งรอ”
“บ่าวผิดไปแล้วเ้าค่ะ”
แววตาดุดันที่ส่งมาทำให้สร้อยถึงกับเข่าอ่อนนั่งลงคุกเข่าก้มหน้ามิกล้าสบตาเ้าของเรือน
“เป็ข้าที่เร่งรีบขึ้นมาก่อนเองเ้าค่ะ อย่าตำหนิสร้อยเลย”
“เป็หญิงวิ่งขึ้นเรือนบุรุษอื่นเช่นนี้ได้รึ”
มะลิษาก้มหน้ามองพื้นเรือนส่งเสียงอ้อแอ้ในลำคอ
“ใครกันเคยกล่าวว่าให้ปีนเข้าหาได้”
ทัพพลันเบิกตากว้างใบหน้าคมสันร้อนผ่าวกับคำที่คนตรงหน้าเอ่ย นี่นางโตแต่เพียงตัวใช่หรือไม่ คำกล่าวเช่นนี้ยังกล้าเอ่ยออกมา
“เอาเถิดมาหาพี่ถึงเรือนมีเื่อันใดกัน”
“ข้าได้ยินว่าคุณพี่กลับมาแล้วจึงทำอาหารแลขนมมาให้เ้าค่ะ”
กล่าวจบร่างเล็กก็หันไปรับตระกร้าสานจากบ่าวด้านหลัง แล้ววิ่งไปที่โต๊ะกลางเรือนพร้อมกับจัดสำรับให้เขาอย่างชำนาญ ทัพมองร่างเล็กที่ค่อยๆจัดเรียงอาหาร แล้วยิ้มกว้างก่อนค่อยๆนั่งลงมองอาหารตรงหน้าด้วยหัวใจที่อิ่มเอม
“เ้าทำเองรึ”
“เ้าค่ะ แต่ข้าไม่รู้ว่าคุณพี่ทัพชื่นชอบอะไร”
“เพียงเป็ฝีมือเ้าจักเป็อะไรข้าล้วนชื่นชอบ”
มะลิษาพลันใจสั่นระรัว เขากำลังเกี้ยวเธออยู่หรือ หากแต่เมื่อมองไปที่คนเอ่ยกลับเห็นใบหน้าที่นิ่งสงบ คงเป็เธอที่คิดมากไปเอง
“อาหารพวกนี้พี่มิ่งเมืองกล่าวว่าข้าทำได้อร่อยที่สุด”
มือหนาที่กำลังตักอาหารพลันชะงักก่อนวางช้อนลง เมื่อได้ยินคนตรงหน้าเอ่ยชื่อบุรุษอื่นอย่างสนิทสนม คนผู้นั้นเป็ใคร่เหตุใดจึงได้ชิมรสมือของปิ่นมุกจนถึงขั้นกล่าวว่าเป็สิ่งที่นางทำได้อร่อยที่สุด
“คุณพี่ทัพลองชิมสิเ้าคะว่าอร่อยหรือไม่”
“ยังไม่หิว”
มะลิษาขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อครู่ยามเขาชิมอาหารของเธอดูแล้วคล้ายจักถูกปาก แล้วใยตอนนี้กลับทำคล้ายเบื่อหน่ายเธอไปเสียได้ หรือนี่จักเป็นิสัยเฉพาะตัวของผู้ที่เป็ตัวร้ายกัน
“อ่อ...เกือบลืมไปเลย นี่เ้าค่ะ”
“อะไร”
“ผ้าเพลาะเ้าค่ะ ข้าได้ผ้าแพรมาจึงนำมาเย็บเป็ผ้าแพรเพลาะเ้าค่ะ”
ทัพรับผ้าห่มที่ทำจากผ้าแพรสีเทามาจากมือเล็ก มือหนาััความเย็นสบายบนผ้าแพรแล้วขมวดคิ้วเข้ม
“เ้าเย็บเองหรือ”
“เ้าค่ะ”
“เย็บให้ผู้ใดบ้าง”
มะลิษารู้สึกแปลกใจกับคำถามของคนตรงหน้า ยิ่งสายตาแลน้ำเสียงที่คล้ายไม่พอใจนั้นยิ่งทำให้เธอรู้สึกถึงความผิดปกติ
“หลายคนเ้าค่ะ คุณพ่อ คุณแม่....”
“แล้วมิ่งเมืองเล่า...เ้าเย็บให้เขาด้วยหรือไม่”
“เ้าค่ะ”
สายตาดุดันหันมาจดจ้องใบหน้าของคนตรงหน้า มะลิษารู้สึกคล้ายรอบตัวเขามีไอสังหารแผ่ออกมา แววตาดุดันนั้นหน้ากลัวยิ่ง คล้ายกับเขาจักสามารถสังหารเธอได้หากเธอพูดอันใดมิเข้าหูอีกเพียงคำเดียว
“เย็นมากแล้ว ข้าว่า...ข้ากลับก่อนดีกว่าเ้าค่ะ”
มะลิษาหันไปสะกิดสร้อยแล้วเร่งสาวเท้าลงเรือนโดนไม่รอให้เ้าเรือนอนุญาต สายตาคมมองตามร่างเล็กที่วิ่งลงเรือนไปมือหนาเผลออกแรงกำผ้าแพรเพลาะในมือแน่น
มิ่งเมือง...!!
........................................................................