ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    เล่มที่ 2 บทที่ 43 คุณฟางผู้รอบรู้

            ในเวลานั้นเอง จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกเหมือนได้เจอผู้มาโปรดเมื่อเห็นฟางเสียนจือ เธอร้องออกมาอย่างดีใจว่า “ฟางเสียนจือ! คุณเอาหนังสือมาให้ฉันเหรอคะ?”

            ฟางเสียนจือพยักหน้า “ฉันคิดว่าช่วงนี้เธอพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านคงเบื่อๆ เลยเอาหนังสือมาให้ พวกนี้คือหนังสือที่เด็กสอบได้อันดับหนึ่งของมณฑลเคยใช้ เธอจะได้มีโชคไปด้วย”

            ปกติเวลาเจอเขา เธอมักจะแสดงท่าทางเรียบเฉย แต่วันนี้กลับดูมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด พอเธอดีใจเขาก็พลอยดีใจไปด้วย บางทีเขาอาจจะคิดไปเอง แต่รู้สึกว่าวันนี้เธอดูสวยขึ้นกว่าแต่ก่อน

            จิ่งเยี่ยนกุยเปิดหนังสือด้วยความดีใจ แล้วก็พบว่าหน้าแรกของหนังสือทุกเล่มเขียนชื่อฟางเสียนจือเอาไว้ จึงถามด้วยความสงสัย “คุณไม่ได้บอกว่าหนังสือพวกนี้เป็นของคนที่สอบได้ที่หนึ่งของมณฑลเหรอคะ? ทำไมถึงมีแต่ชื่อคุณล่ะ?”

            ฟางเสียนจือมองเธอด้วยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย “นี่เธอไม่รู้เหรอว่าฉันเป็นคนที่สอบได้อันดับหนึ่งของมณฑลในปีนั้น?”

            จิ่งเยี่ยนกุย “...”

            เมื่อก่อนเธอรู้สึกว่าตัวเองอยู่คนละโลกกับเขา เลยไม่ได้สนใจอะไรเขานัก รู้แค่ว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ทำงานเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยกองทัพอากาศในเมืองหลวง แต่ไม่เคยรู้ว่าเขาเคยเป็นคนที่สอบได้อันดับหนึ่งของมณฑลมาก่อน

            ฟางเสียนจือรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย สาวๆ ในหมู่บ้านต่างพากันสืบข่าวของเขา แต่เธอคนนี้กลับดูเหมือนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลยแม้แต่น้อย

            บรรยากาศในห้องค่อนข้างกระอักกระอ่วน จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะแห้งๆ แล้วพูดว่า “เมื่อก่อนไม่รู้ ตอนนี้ได้รู้แล้วก็เหมือนกันนั่นแหละ”

            ฟางเสียนจือมองเธอแล้วถามว่า “เธอรู้อะไรเกี่ยวกับฉันบ้าง?”

            “เมื่อก่อนรู้แค่ว่าคุณเป็นคนที่เรียนเก่งที่สุดในหมู่บ้าน ส่วนในตอนนี้คุณเป็นคู่หมั้นของฉัน” จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่าตอนนี้เขากำลังเผยความกดดันออกมา เธอเลยตัดสินใจพูดเอาใจ

            ฟางเสียนจือมองเธอด้วยสายตาลึกซึ้ง ก่อนจะพูดต่อไปว่า “ถ้ามีเรื่องอะไรเกี่ยวกับฉันที่อยากรู้ ถามฉันได้เลยนะ”

            จิ่งเยี่ยนกุยกระแอมไอเล็กน้อยแล้วตอบตกลง จากนั้นก็ไปอ่านหนังสือ พออ่านไปได้พักหนึ่งก็รู้สึกว่าเขาจ้องมองเธออยู่ตลอดเวลา เธอทนถูกเขาจ้องแบบนี้ไม่ไหว จึงต้องจำใจถามว่า “มีอะไรเหรอคะ?”

            “เธอไม่มีอะไรอยากถามฉันเลยเหรอ?” ฟางเสียนจือเอ่ยถาม

            จิ่งเยี่ยนกุยถึงได้เข้าใจว่าที่เขาเอาแต่จ้องเธอ เป็นเพราะรอให้เธอถามเขา แต่ตอนนี้เธอไม่รู้จริงๆ ว่าจะถามอะไร จึงพูดไปว่า “คุณกินข้าวหรือยังคะ?”

            ฟางเสียนจือ “….”

            จะทำยังไงดีเมื่อมีคู่หมั้นซื่อบื้อแบบนี้? เขารู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย

            เขามองเธออยู่นานกว่าสิบวินาที  “ยังเลย ตอนนี้เริ่มหิวแล้ว งั้นเธอไปทำอาหารให้ฉันกินหน่อยได้ไหม?”

            จิ่งเยี่ยนกุย “...”

            ‘กินข้าวหรือยัง’ เป็นคำทักทายยอดนิยมของคนจีน เวลาคนสนิทเจอกันก็จะใช้ประโยคนี้เป็นคำทักทายแรก แต่การที่เขาต่อยอดคำถามแบบนี้ มันดีแล้วงั้นเหรอ?

            ฟางเสียนจือมองใบหน้าเธอที่ดูงงๆ  แล้วรู้สึกสบายใจขึ้นมา แล้วก็พูดอีกว่า “เธอยังบาดเจ็บอยู่ ฉันทำเองดีกว่า!”

            พูดจบก็เดินไปสำรวจในครัว แล้วออกมาถามว่า “เธอกินปลาเผาไหม?”

            นอกจากข้าวแล้ว ภายในบ้านยังมีเนื้อ เครื่องปรุงก็ครบครัน

            จิ่งเยี่ยนกุยได้ยินดังนั้นก็ร้อง “อ่า” ออกมา หรือว่าเขาจะทำปลาเผาเป็น?

            แต่แล้วความจริงก็พิสูจน์แล้วว่าเธอคิดไปไกลเกินไป อาจเป็นเพราะอุปกรณ์ไม่พร้อม ปลาเผาที่เขาทำออกมาถึงได้ดูสุดจะพรรณนาไปหน่อย แต่เขาก็พูดอย่างไม่ใส่ใจ “ทำครั้งแรก อาจจะล้มเหลวนิดหน่อย ครั้งหน้าฉันจะปรับปรุง”

            จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะแห้งๆ สำหรับฝีมือของคนที่แม้แต่การฆ่าปลายังไม่รู้ ไม่ขอดเกล็ด ไม่ควักไส้ เอาแต่ทุ่มเทให้กับการ ‘เผา’ อย่างเดียว เธอไม่มีความเชื่อถือในการทำอาหารของเขาเลยสักนิด

            เธออดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ฉันทำเองดีกว่าค่ะ!”

            พอพูดจบก็เห็นใบหน้าที่เคร่งขรึมของเขากลับเผยแววความดีใจออกมา เธอรู้สึกแปลกๆ เหมือนตกหลุมพราง คุณฟางช่างเป็นคนที่คาดเดาด้วยหลักการทั่วไปไม่ได้จริงๆ

            จิ่งเยี่ยนกุยฆ่าปลาอย่างไม่เต็มใจนัก แต่พบว่าใกล้เที่ยงวันแล้ว จิ่งจงอี้และหยางหว่านซิ่วใกล้จะกลับมากินข้าว เธอจึงต้องรีบก่อไฟหุงข้าวก่อน

            เธอทำทุกอย่างคนเดียวไม่ไหว เลยให้ฟางเสียนจือไปก่อไฟแทน ซึ่งเขาก็รับปากอย่างว่าง่าย เพราะแค่ก่อไฟเขาก็ทำเป็น

            ไม่นานนักข้าวก็สุก จิ่งจงอี้และหยางหว่านซิ่วกลับมาถึงบ้านพอดี พวกเขาแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นฟางเสียนจืออยู่ในบ้าน พอเห็นเขาอยู่กับจิ่งเยี่ยนกุยแล้วเข้ากันได้ดี ทั้งสองคนจึงสบตากันแล้วอมยิ้ม

            ฟางเสียนจือเอ่ยทักทายพวกเขาอย่างสุภาพว่าคุณปู่คุณย่า แล้วอธิบายเหตุผลที่เขามาหาในวันนี้

            หยางหว่านซิ่วดีใจที่เขามา “เยี่ยนกุยอยู่ที่บ้านคนเดียวคงเบื่อ พวกเธอหมั้นกันแล้วก็ไม่ต้องกลัวคนในหมู่บ้านจะนินทา ถ้าว่างก็มาอยู่เป็นเพื่อนเยี่ยนกุยเถอะ วันนี้กินข้าวที่บ้านด้วยกันนี่แหละ”

            หยางหว่านซิ่วเป็นคนฉลาด รู้ว่าก่อนหน้านี้จิ่งเยี่ยนกุยกับฟางเสียนจือไม่ได้มีความรู้สึกมั่นคงต่อกัน ตอนนี้จึงอยากให้พวกเขาได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์

            ฟางเสียนจือมัวแต่อยู่ที่บ้านเก่าเป็นเวลานาน เดิมทีก็ตั้งใจจะมากินข้าวที่นี่อยู่แล้ว จึงตอบตกลงทันที

            จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่าเธอจำเป็นต้องเพิ่มคำคำนี้เข้าไปในความเข้าใจที่เธอมีต่อเขาด้วย นั่นก็คือ ‘หน้าไม่อาย!’

            ฟางเสียนจือทำเป็นไม่สนใจสายตาของเธอ ถ้าผู้ชายขี้อายต่อหน้าภรรยาตัวเอง แบบนั้นก็คงจะเสียเปรียบแน่ๆ 

            ตอนกินข้าว ฟางเสียนจือเอาแต่ชมฝีมือทำอาหารของจิ่งเยี่ยนกุย ไหนจะยังชมว่าตัวเองช่างโชคดีเหลือเกิน จิ่งเยี่ยนกุยอยากจะกลอกตาขาวเหลือเกิน เห็นกันอยู่ทนโท่ว่าวันนี้อาหารครึ่งหนึ่งเป็นฝีมือของหยางหว่านซิ่ว

            หยางหว่านซิ่วและจิ่งจงอี้นั้นพอใจเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้กังวลว่าเขาอาจจะเข้าถึงยาก แต่ตอนนี้สามารถสบายใจได้แล้ว ข่าวลือในหมู่บ้านที่บอกว่าเขาเย็นชาเข้าถึงยากพวกนั้น ต้องเป็นการเข้าใจผิดแน่นอน!

            หลังจากกินข้าวเสร็จ ฟางเสียนจือก็ถามจิ่งเยี่ยนกุยว่า “อ่านหนังสือเข้าใจไหม?”

            ชาติที่แล้วจิ่งเยี่ยนกุยถูกหลิวชุนฮวาบังคับให้ออกจากโรงเรียนตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้หลงลืมเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการเรียนไปเกือบหมด ถึงแม้เธอจะคิดว่าด้วยสติปัญญาของเธอในตอนนี้ การเรียนวิชาเหล่านั้นก็คงไม่ยากเกินไป แต่ตอนนี้กลับไม่กล้าโอ้อวดต่อหน้าฟางเสียนจือเสียแล้ว

            เธอจึงตอบว่า “ถ้าไม่เข้าใจก็อ่านหลายๆ รอบ คงไม่มีปัญหาค่ะ”

            พูดจบก็โดนหยางหว่านซิ่วค่อนเข้าให้ “ยายเด็กคนนี้ ไม่เข้าใจก็ถามเสี่ยวฟางสิ! เขาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ตอนเรียนหนังสือก็เก่งที่สุดในหมู่บ้าน มีอาจารย์ดีๆ อยู่ใกล้ตัว จะไปนั่งคิดเองให้เสียเวลาทำไม!”

            ฟางเสียนจือพูดเสียงอ่อนโยน “ถึงผมจะเรียนจบมาหลายปีแล้ว แต่ความจำก็ยังดีอยู่ ความรู้เหล่านี้ที่เยี่ยนกุยต้องเรียนไม่นับเป็นปัญหาใหญ่อะไรเลยครับ”

            หยางหว่านซิ่วรีบถามทันที “ถ้าช่วงนี้คุณว่าง ช่วยมาสอนเยี่ยนกุยหน่อยได้ไหม?”

            “ได้แน่นอนครับ ผมก็อยากให้เยี่ยนกุยสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เหมือนกัน” ฟางเสียนจือพูดอย่างจริงจัง

            หยางหว่านซิ่วตบเข่าดังฉาด “งั้นก็ตกลงตามนี้ ถ้ามีเวลาว่างก็มาช่วยสอนเยี่ยนกุยที่บ้านด้วยนะ”

            เธอให้ฟางเสียนจือมาสอนจิ่งเยี่ยนกุยที่บ้าน ไม่ใช่ให้จิ่งเยี่ยนกุยไปเรียนถึงที่บ้านเขา เพราะถึงแม้ทั้งสองจะต้องอยู่ด้วยกัน แต่ลักษณะของมันก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

    คล้ายกับเรื่องยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80 ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405