"อันที่จริงยัยนลินก็วิ่งเข้าวิ่งออกบ้านนี้มาตั้งแต่เด็ก ตาคินก็ปกป้องน้องมาตลอดพ่อแม่สองฝ่ายก็เห็นดีเห็นงามด้วยกันทั้งนั้น ถ้าสองคนนี้ลองเปิดใจคบหากันจริงๆจังๆ พวกเราคงหมดห่วงกันเสียที"
คุณวรรณาและคุณนภาหันมองหน้ากันแล้วอมยิ้มอย่างรู้กันสองแม่พยักหน้าเห็นพ้องต้องกันกับความคิดของพวกผู้ชาย
พิมพ์นลินหน้าแดงแป๊ดสะกิดแขนภาคินเบาๆ ชายหนุ่มหันมามองเธอ สบตากันครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มแย้มออกมาด้วยความรักและความมั่นใจ
ภาคินค่อยๆคลี่ยิ้มบาง ก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้จะยังระบมแผลอยู่บ้างแต่เขาก็จับมือพิมพ์นลินไว้แน่น พิมพ์นลินมองหน้าชายหนุ่มด้วยแววตาหวานซึ้งลุกขึ้นยืนเคียงข้างเขา ทั้งสองกุมมือประสานกันแน่นต่อหน้าผู้ใหญ่ทั้งสี่ท่าน
"อันที่จริง... ผมกับนลิน เราสองคนเปิดใจคบกันเป็นแฟนแล้วครับ"
ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคงนัยน์ตาฉายความหวานหวานซึ้งเมื่อหันไปสบตากับหญิงสาวข้างกาย
สิ้นคำประกาศทุกอย่างรอบโต๊ะพลันเงียบกริบ!
คุณมนตรีที่กำลังจะยกแก้วชาขึ้นดื่มถึงกับชะงักคุณพงษ์อ้าปากตาโต ขณะที่แม่ๆ ทั้งสองคนอย่างคุณนภาและคุณวรรณาเบิ่งตากว้างมือที่จับแก้วน้ำชาเกร็งค้างอยู่กลางอากาศบรรยากาศกลายเป็นความเงียบสนิทราวกับถูกกดปุ่มหยุดเวลา ทุกคนอึ้งตะลึงจนพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
"โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!"
เสียงสุนัขพันธุ์ทางตัวโปรดประจำบ้านอย่างเจ้า‘ดุ๊กดิ๊ก’ ดังขึ้นทลายความเงียบมันส่งเสียงเห่าอย่างร่าเริง กระโดดโลดเต้น วิ่งวนไปมารอบโต๊ะไม้กลางสนามหญ้าสบัดหางพั่บๆ ราวกับจะช่วยร่วมยินดีกับข่าวดีของเจ้านายทั้งสองคน
เสียงกระโดดเห่าร่าเริงของเจ้าดุ๊กดิ๊กเรียกสติของผู้ใหญ่ทั้งสี่ให้กลับคืนมาก่อนที่เสียงหัวเราะด้วยความเปี่ยมสุขและยินดีของทั้งสองครอบครัวจะดังกระหึ่มขึ้นไปทั่วทั้งสนามหญ้าหน้าบ้าน
++++++++++
แสงไฟปิงปองสีส้มอบอุ่นส่องสว่างทั่วบริเวณลานกว้างของมูลนิธิ "บ้านอุ่นใจสี่ขา"สถานที่ที่เป็นทั้งบ้านพักพิงของเหล่าสุนัขจรจัด จุดประสานงานหาบ้านใหม่และศูนย์อำนวยการออกทริปทำหมันหมาแมวฟรีให้ชุมชนบรรยากาศคืนนี้เต็มไปด้วยความคึกคักของงานเลี้ยงเล็ก ๆ ที่จัดขึ้นเพื่อ"ปลอบขวัญและขอโทษ" ภาคิน ทนายความหนุ่มสุดเนี้ยบหลังจากที่ทุกคนในมูลนิธิเคยเข้าใจเขาผิดไปเต็ม ๆ
เสียงหัวเราะและกลิ่นบาร์บีคิวหอมฉุยอบอวลไปทั่วงานหมอทิวากร นายสัตวแพทย์หนุ่มเจ้าของมูลนิธิชูแก้วเครื่องดื่มขึ้นชนกับภาคินด้วยรอยยิ้มจริงใจ ขณะที่ พิมพิกาแฟนสาวของหมอทิวากรซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของภาคิน ก็คอยเดินเทคแคร์ดูแลเติมเครื่องดื่มและอาหารให้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องทุกคนพูดคุย ดื่มกิน และหยอกล้อกันอย่างมีความสุขในความเข้าใจผิดที่คลี่คลายลง
ทว่าสายตาของภาคินกลับเอาแต่เมียงมองไปทั่วงาน...เขากำลังมองหา พิมพ์นลิน สาวจอมแสบข้างบ้าน ที่เพิ่งขยับสถานะมาเป็น"แฟน" ของเขาเมื่อไม่นานมานี้
"มองหาใครอยู่น่ะพี่คิน? นลินเดินไปเอาของที่รถมั้ง เดี๋ยวก็มา" พิมพิกาทักขึ้นพร้อมยิ้มล้อ ๆ ยังไม่ทันที่ภาคินจะได้ตอบอะไร เสียง
“ซ่า!”ก็ดังขึ้นพร้อมกับความรู้สึกเย็นวาบและเปียกโชกตั้งแต่หัวจรดเท้า!
ทุกคนในงานเงียบกริบไปชั่วขณะก่อนจะหันไปมองต้นเหตุ... พิมพ์นลินยืนถือสายยางรดน้ำต้นไม้ด้วยรอยยิ้มกว้างรังสีความแสบเปล่งประกายรอบตัวเธอเพิ่งแอบแวบไปต่อสายยางมาสาดใส่ทนายความหนุ่มผู้เพียบพร้อมกลางงานเลี้ยง!
"เฮ้ย!นลิน! ทำอะไรเนี่ย!" ภาคินลูบน้ำออกจากหน้า ทรงผมสุดเนี้ยบ เสียทรงลงมาระคิ้วเขายืนตากลมเปียกปอนเหมือนลูกหมาตกน้ำไม่มีผิด
"แกล้งคนไงคะ!"พิมพ์นลินหัวเราะร่า ยักคิ้วยั่วโมโห
"ก็เห็นใส่สูทเซตผมเนี้ยบเรียบแปร้มาร่วมงานหมูกระทะบาร์บีคิวของมูลนิธิหมาจรมันดูเคร่งเครียดเกินไปหน่อย นลินเลยช่วย 'คลายร้อน' และปลอบขวัญทนายภาคินในแบบของนลินไง!"
พูดจบเธอก็เดินเข้ามาหาทำทีเป็นใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กช่วยเช็ดหน้าให้เขาอย่างอ่อนโยนภาคินที่กำลังจะอ้าปากดุถึงกับชะงัก สายตาที่มองเธอละมุนลงทันที...
แต่แล้วความหวานก็ดำรงอยู่ได้เพียงสามวินาที!เมื่อพิมพ์นลินฉวยโอกาสตอนเขาเคลิ้มแป้งฝุ่นกระป๋องใหญ่ที่เธอซ่อนไว้ข้างหลังก็ถูกโปะเข้าเต็มสองแก้มของภาคินจนขาวโพลนราวกับงิ้ว
"นลิน!ยัยจอมแสบ" ภาคินแหกปากร้องเสียงหลง
เสียงหัวเราะลั่นดังขึ้นทันทีจากหมอทิวากรพิมพิกา และเหล่าอาสาสมัครมูลนิธิทุกคน ภาพทนายความหนุ่มผู้สุขุมรอบคอบ รักสะอาดและแต่งกายเนี๊ยบกริบ กลายสภาพเป็นลูกหมาเปียกน้ำหน้าขาวจั๊วเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง
พิมพ์นลินกระโดดถอยหลังไปยืนกอดอกแล้วกระโดดโลดเต้นด้วยความสะใจก่อนจะชูสองนิ้วแล้วป่าวประกาศเสียงดังฟังชัดไปทั่วทั้งงาน
"ประกาศให้ทราบโดยทั่วกันนะคะ!นลินจอมแสบคนเดิมกลับมาแล้วค่ะ!!"
ภาคินมองสาวจอมแสบตรงหน้าแม้เสื้อผ้าจะเปียกและหน้าจะเปรอะแป้ง แต่รอยยิ้มเอ็นดูกลับฉายชัดในดวงตาของเขาเขาถอนหายใจยาวก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาตามทุกคนความสุขที่แท้จริงของงานเลี้ยงคืนนี้ไม่ได้อยู่ที่คำขอโทษแต่อยู่ที่รอยยิ้มและพลังอันสดใสของพิมพ์นลินจอมแสบที่กลับมาเติมเต็มหัวใจของทุกคนอีกครั้ง
++++++++++
ควันโขมงสีดำทะมึนพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าในยามวิกาลตัดกับแสงเพลิงสีส้มสดที่กำลังลุกโชนไหวระริกกัดกินอาคารไม้ของ “มูลนิธิบ้านอุ่นใจสี่ขา” อย่างบ้าคลั่ง
เสี่ยสุชาติชายวัยห้าสิบปลายๆ รูปร่างอ้วนฉุลำคอหนาเตอะรับกับใบหน้ากลมใหญ่ที่มักมีเหงื่อซึมตามซอกคอเสมอ สายตาดุร้ายฉายแววละโมบอยู่ใต้คิ้วหนาสายตาของเขามักจ้องมองทุกสิ่งรอบตัวเป็นตัวเลขและผลประโยชน์ นิสัยเหี้ยมโหดขูดเลือดขูดเนื้อและพร้อมทำลายทุกสิ่งที่ขวางทางความร่ำรวยของตนโดยไม่สนใจผิดชอบชั่วดี
เขามองควันดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าบดบังแสงจันทร์ในห้องทำงานชั้นบนสุดของบ้าน แสงไฟจากกองเพลิงกลับสะท้อนอยู่ในแก้วบรั่นดีอย่างงดงาม
เสี่ยสุชาติตบโต๊ะทำงานเบาๆด้วยความสะใจ เอกสารกรมธรรม์ประกันภัยมูลค่าห้าสิบล้านบาทวางเด่นหราอยู่ตรงหน้าการเผามูลนิธิบ้านอุ่นใจสี่ขาที่เช่าที่ดินของเขาอยู่แห่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเงินประกันก้อนโตแต่มันคือการ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว”