่ปลายของการปิดเทอมฤดูร้อนสิบปีก่อน
ท่ามกลางแสงแดดยามเย็นที่กำลังสาดส่องลงมาเด็กหญิงวัยแปดขวบวิ่งเล่นอยู่แถวสนามเด็กเล่นใกล้บ้าน เธอสดใส ร่าเริงแววตาที่จ้องมองไปยังสิ่งต่าง ๆรอบตัวเต็มไปด้วยความไร้เดียงสาตามประสาเด็กในวัยนั้น
บ่ายวันนั้นเธอวิ่งเล่นกับเพื่อนซึ่งจำไม่ได้แล้วว่าวันนั้นเป็การละเล่นแบบไหนจำได้ว่าคุณยายของเพื่อนคนหนึ่งนำขนมมาเลี้ยงในวันนั้นจนรู้สึกอิ่มตื้อตลอดวัน
กระทั่งรู้สึกว่าท้องฟ้าข้างนอกเริ่มมืดลงเธอจึงนึกขึ้นได้ว่าเล่นเกินเวลาไปนานพอสมควร ทั้งที่สัญญากับปะป๊าหม่าม้าเอาไว้ว่าจะไปนั่งดูการ์ตูนด้วยกันแท้ๆ
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเธอจึงรีบกลับบ้านทันทีแต่สิ่งที่ทำให้เธอต้องหยุดชะงักลงก็คือความมืดภายในตัวบ้าน
หม่าม้าไม่เคยปล่อยให้บ้านมืดแบบนี้นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่.....
"หม่าม้าคะ"เธอะโเรียกหาผู้เป็แม่สุดเสียงแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับมา
เด็กหญิงตัวน้อยก้าวเดินไปตามทางเดินของตัวบ้านขาสั้นก้าวขาไต่ขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของบ้าน พลางกวาดสายตาไปทั่วก่อนจะพบเข้ากับร่างซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นข้างเตียง
"หม่าม้า!"เมื่อเห็นว่าผู้เป็แม่นอนแน่นิ่งไปเธอจึงใช้สองมือเขย่าร่างพลันดวงตาคู่สวยจ้องมองสองมือเล็กที่ยกขึ้นมาพิจารณาก่อนจะพบว่ามันเต็มไปด้วยเื
“ฮึก....”
หมับ!
ไม่ทันได้สะอึกสะอื้นมือหนาของชายหนุ่มก็พุ่งเข้ามากระชากแขนของเด็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็ใช้แขนล็อคคอและนำมีดออกมาขู่
"อยู่นิ่ง ๆอย่าร้องเชียว!"
พลั่ก!
ทันใดนั้นร่างของทั้งคู่ก็กระเด็นออกไปก่อนจะลงไปนอนกลิ้งอยู่บนพื้น
"เสี่ยวอวี้!หนีไปลูก!"
ชายวัยกลางคนปรากฎตัวขึ้นก่อนจะวิ่งพุ่งเ้าใส่ตัวคนร้ายอย่างจังหวังให้เขาคลายอ้อมแขนที่ล็อคคอคนตัวเล็กเอาไว้
"ปะป๊า... "
"หนีไปวิ่งไปให้ไกล!" ชายหนุ่มวัยกลางคนะโสุดเสียงก่อนจะกดร่างของผู้ร้ายคนนั้นเอาไว้ด้วยพละกำลังเฮือกสุดท้าย
ชายหนุ่มพุ่งเข้ามาล็อคคอผู้เป็พ่อของสาวน้อยเอาไว้
"ฮึก พี่คะอย่าทำปะป๊าหนูเลยค่ะ" สาวน้อยเอ่ยขอร้องด้วยความไร้เดียงสา
"ป๊าบอกให้ไป!!!"ด้วยความเข้าใจดีว่าคนร้ายนี้คงไม่ปล่อยให้คนในบ้านเหลือรอดสักคนเป็แน่เขาจึงต้องเอ่ยปากให้ลูกสาวตื่นตัวแล้วรีบหนีอย่างน้อยก็พยายามรักษาชีวิตลูกรักให้ได้จนถึงวินาทีสุดท้าย
ด้วยความใสุดขีดที่ผู้เป็พ่อตะคอกใส่ประกอบกับสถานการณ์ตรงหน้าเธอจึงรีบวิ่งออกไปแต่ก็ไม่วายที่จะหันกลับไปมองภาพของคุณพ่ออีกครั้ง
แต่สิ่งหนึ่งที่เธอกลับจำได้ขึ้นใจคือใบหน้าของคนร้าย...
"ช่วยด้วยค่ะ!ช่วยด้วย!" เธอไล่เคาะประตูบ้านไปทั่วเพื่อหวังว่าจะมีใครสักคนออกมาช่วยแต่ก็ไร้ซึ่งวี่แววอาจเป็เพราะผู้คนอาจจะกำลังหลับสนิทหรือไม่ก็หวาดกลัวจนเกินกว่าจะพร้อมช่วยเหลือ
จนกระทั่งมาถึงตรอกซอยตัน
"เลิกหนีดีกว่าน่าสาวน้อย" ชายวัยกลางคนค่อย ๆ เดินเข้ามาหาเธอ
แสดงว่าปะป๊า….ฮึก….
ทันทีที่ก้าวออกมายังตรงที่แสนไฟตกกระทบก็ยิ่งทำให้สาวน้อยได้เห็นหน้าของคนร้ายได้ชัดเจนมากขึ้น
"จริง ๆแล้วฉันก็อยากจะไว้ชีวิตเธอด้วยความเอ็นดูนะ แต่เธอดันเห็นหน้าฉันแล้วเนี่ยะสิ"พูดเสียงต่ำพลางกวัดแกว่งมีดไปมา
"ช่วยด้วยใครก็ได้….”
เธอหลับตาลงแน่นพลางอธิษฐานอยู่ในใจทั้งที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองหมดหนทางที่จะรอดพ้นแล้ว
แต่ถึงรอดแล้วอย่างไรล่ะเธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างโดดเดี่ยวได้อย่างไร
เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอจึงหยุดร้องขอความช่วยเหลือพลางหลับตาพริ้มเพื่อรอความตายตรงหน้า
ผ่านไปเพียงเสี้ยวนาทีเธอกลับรู้สึกเหมือนคนตรงหน้าจะนิ่งไปนานเกิน จึงทำให้เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
ภาพตรงหน้าปรากฎชายในชุดเครื่องแบบาในสมัยก่อนรอบตัวเขาเต็มไปด้วยแสงออร่าปกคลุมไปทั่ว มือข้างหนึ่งถือจับทวนขนาดใหญ่เอาไว้ประหนึ่งเป็ศาสตราวุธคู่กาย
เขายกตะหวัดทวนขึ้นหนึ่งครั้งก่อนที่ฆาตกรตรงหน้าจะล้มลงไปจากนั้นจึงเดินเข้ามาหาเด็กน้อยที่กำลังยืนตัวสั่นเทาอยู่ตรงหลืบมุมตรอกซอย
"ค...ค...คุณ…เป็ใครคะ”
เธอพูดด้วยความหวั่นๆ ไม่รู้ว่าเขาคนนี้กับคนร้ายเมื่อสักครู่ควรจะกลัวใครมากกว่ากัน
"ไปกันเถอะสาวน้อยกลับบ้านเธอกันดีกว่า" ชายชุดขาวเดินเข้ามาส่งมือให้เธอเอื้อมมาจับไว้ก่อนจะพาเธอเดินกลับไปยังที่บ้าน
"คุณอาเป็ใครคะ”เด็กน้อยเอ่ยถามอีกครั้งเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ตอบคำถามเสียที
"ข้าแค่บังเอิญผ่านมาและกำลังจะไปตามทางของข้าเองแล้ว”
เขายกยิ้มมุมปากก่อนจะวางมือบนศีรษะของเด็กน้อยแล้วทำให้เธอหลับไป
"หลับเสียเถิดวันนี้เ้าผ่านอะไรมาเยอะแล้ว"
ไม่นานนักก็ได้มีบุคคลปริศนาโทรแจ้งตำรวจเกี่ยวกับเื่ฆาตกรต่อเนื่องบุกปล้นบ้านจนกลายเป็ข่าวใหญ่
‘ข่าวด่วนล่าสุดพบศพฆาตกรต่อเนื่องหลังก่อเหตุปล้นชิงทรัพย์ภายในบ้านหลังหนึ่งตำรวจคาดว่าฆาตกรอาจสำนึกผิดในภายหลัง จึงได้ทำการลงโทษตัวเองซึ่งอาวุธที่ใช้ก็คือมีดของตัวผู้ตายนั่นเองค่ะ'
ด้วยภาพข่าวในครั้งนั้นจึงยิ่งตอกย้ำให้เด็กสาวเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นไม่ใช่ความฝันแต่เป็เื่จริง พ่อกับแม่ของเธอตายจากไปแล้วตอนนี้เธอเหลือเพียงตัวคนเดียวแล้ว….
อีกด้านหนึ่งตรงจุดเกิดเหตุ
ท่ามกลางความวุ่นวายของตำรวจหน่วยพิสูจน์หลักฐานชายชุดดำยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางจุดสังหารตรงนั้นก่อนจะพิจารณาเหตุการณ์โดยรอบ
บุคคลทั่วไปไม่สามารถมองเห็นเขาได้ทำให้เขาสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น ไร้ซึ่งคนขัดขวาง
“ไม่ใช่คนนี้ิญญาหลุดไปหนึ่งดวง”เขามองในสมุดบัญชีรายชื่อของตนแล้วมองดูชายหนุ่มผู้ที่อายุขัยยังไม่ถึงฆาตกำลังนอนจมกองเืไร้ซึ่งลมหายใจอยู่ตรงนั้น
หลังจากนั่งมองรูปการณ์อยู่สักครู่เขาก็ได้พบกับแสงระยิบระยับบางอย่างบนเรือนร่างของผู้ตาย
“มีร่องรอยการสังหารของเทพอย่างนั้นหรือ”ร่างสูงย่อตัวลงพลางพิจารณาอีกครั้งเพื่อไม่ให้เกิดเกิดข้อพิพาทระหว่างภิภพ์และนรกได้
ก่อนจะพบว่าสิ่งที่ใช่สังหารคนตรงหน้าเป็อาวุธจากแดนพิภพ์จริงๆ
“แบบนี้มันรุกร้ำเกินขอบเขตไปแล้ว”ชายชุดดำอีกคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเอ่ยขึ้น
“ต้องรายงานพิภพ์หากเป็เช่นนี้ระบบบัญชีรายชื่อคนตายคงต้องวุ่นวายแน่”
เมื่อเอ่ยจบทั้งสองจึงได้นำิญญาของชายหนุ่มไป เพื่อยื่นเื่ต่อพิภพ์
เป็เหตุให้เกิดองค์ประชุมครั้งใหญ่เหล่าทวยเทพมากมายถูกเรียกตัวเพื่อสอบสวนการกระทำของตนเกิดความโกลาหลขึ้นครั้งใหญ่ เนื่องจากเมื่อตรวจสอบเทพเซียนแต่ละท่านแล้วต่างให้การว่าในวันนั้นตนพำนักและบำเพ็ญอยู่ ณ ตำหนักของตนโดยมีศิษย์บำเพ็ญเซียนที่คอยตามติดเป็พยานสถานที่ให้ได้ จึงรอดตัวกันถ้วนหน้า
จนท้ายที่สุดเหลือเพียงเทพองค์เดียวเท่านั้น
“เทพแห่งา เยว่หานเหตุใดเ้าจึงลงไปยังโลกมนุษย์ในวันและเวลาที่เกิดเหตุเดียวกันอย่างนั้นหรือ?”เทียนตี้ ผู้ขึ้นชื่อว่าเป็ฮ่องเต้แห่งสรวง์เอ่ยถามขึ้น
“ข้าลงไปตามแรงอธิษฐานที่ส่งมา”เยว่หานตอบอย่างหนักแน่น
เทียนตี้ขมวดคิ้วสงสัยก่อนจะเอ่ยถามขึ้น“แรงอธิษฐานเช่นนั้นหรือ?”
“ข้าเองก็ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดแต่นางเรียกหาความช่วยเหลือจากข้า”
ตลอดเวลาหลายพันปีที่บำเพ็ญมามีเพียงเด็กน้อยคนนี้เท่านั้นที่สามารถส่งแรงอธิษฐานโดยตรงมาถึงเขาได้ด้วยสาเหตุใดนั้นเขาก็ยังไม่ทราบ
“เช่นนั้นแล้วเป็เ้าใช่หรือไม่ ที่ลงมือสังหารชายผู้นั้น?”
เยว่หานยืนตรงเชิดใบหน้าอันหล่อเหลาของตนขึ้นพลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น“ขอรับ เป็ข้าเอง”
ความพิโรธของเทียนตี้เริ่มทวีคูณมากขึ้นเมื่อเห็นว่าบุคคลตรงหน้ายังยืนหยัดในความตั้งใจของตนอย่างมาดมั่น
“เ้าทราบใช่หรือไม่ว่าการกระทำเช่นนั้นถือเป็การละเมิดกฎพิภพ์ เ้ามีดวงชะตาจุติเป็เทพเซียนแต่กลับเข้าไปวุ่นวายกับโชคชะตาของมนุษย์ประหนึ่งตนละทิ้งบ่วงอาลัยอาวรณ์มิได้!”
ร่างสูงทิ้งตัวคุกเข่าลงพลางใช้สองมือประกบเข้าหากันเพื่อน้อมคำนับ“ข้าทราบดีขอรับ แต่หากเมินเฉยต่อผู้้าความช่วยเหลือ ข้า เยว่หานเทพแห่งา คงไม่มีหน้าไปสู้รบกับเผ่ามารปีศาจเป็แน่”
“น่าขันยิ่งนัก!เ้าทราบแล้วยังจะกล้าลงมืออีกอย่างนั้นหรือ! แล้วยังอ้างเหตุผลน่าขันเช่นนี้ขึ้นมาอีกโชคชะตาของเทพเซียนเรา ข้องเกี่ยวได้เพียงพิภพมารและปีศาจ หากเป็โลกของมนุษย์แล้วการดำเนินตามโชคชะตาของดวงิญญาเป็สิ่งพึงปฏิบัติ!”น้ำเสียงของเทียนตี้ดังกู่ก้องไปทั่วดินแดน์
“ข้ายินดีรับโทษ”หลังจากพูดจบ เยว่หานก็ลุกขึ้นยืนตรงอีกครั้งราวกับไม่เกรงกลัวบทลงโทษที่ตนจะได้รับแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นดังนั้นเทียนตี้จึงโบกสะบัดชายเสื้อของตนก่อนที่กองทหารในแดน์จะเดินตรงเข้ามาพลางควบคุมตัวผู้กระทำผิดไปลงโทษตามบัญชา
‘เทพแห่งา เยว่หานเนื่องจากเ้าละเมิดกฎ์ เดิมทีข้าจักให้บทลงโทษโดยการปลดตำแหน่งของเ้าออกจากการเป็เทพแห่งาแต่เนื่องจากการบำเพ็ญตบะของเ้าและคุณงามความดีที่เคยสั่งสมมาตลอดเกือบนับพันปีจึงเมตตาให้เ้าต้องโทษโดนอัสนีฟาดหนึ่งหมื่นครั้ง!’
การที่เทพ์ถูกอัสนีฟาดหนึ่งหมื่นครั้งถึงแม้จะไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ก็ยังถือว่ามีตราบาปติดตัว
แต่ถึงอย่างนั้น เยว่หานก็ยินยอม…..
พูดคุยกับ writer : ไม่รู้ว่านักอ่านทุกคนจะเห็นภาพในสิ่งที่เราบรรยายหรือเปล่า หากไม่ได้อรรถรสพอควร ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ T T