“ใช่เธอจริงๆด้วย!! อานุกิ เธอดูสวยขึ้นกว่าปีที่แล้วอีก”
“ให้ตายเถอะ!เธอมันนางฟ้าที่ลงมาจุติบนโลกมนุษย์ชัดๆ”
“ฉันละสายตาจากเธอไม่ได้เลยจริงๆ”
“ฉันยังไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนสวยเท่าเธอมาก่อน”
“ปีนี้เธอจะลงแข่งงานกีฬาอีกมั้ยนะ?”
“ใครที่ได้เป็แฟนกับเธอต้องเป็คนที่โชคดีที่สุดในโลกแน่ๆ”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกึกก้องเต็มไปหมดดาวเด่นตัวท็อปของมหาลัย เปิดตัวในวันเปิดเทอมวันแรก
ทันใดนั้น ก็มีรถยนต์ Hypercar อีกสองคันขับมาจอดข้างๆรถที่เธอนั่งมา คนที่ลงมาจากรถ คันนึงเป็ผู้ชาย 1 คน และอีกคนนึงเป็ผู้ชาย1 คน กับผู้หญิงอีก 1 คน ซึ่งทั้งสามคนนี้ก็ดูดีมีสง่าราศีไม่แพ้กับผู้หญิงที่ชื่อ อานุกิ เหมือนกัน
ทั้งสามลงมาจากรถ แล้วเดินตามหลังอานุกิราวกับเป็บริวารของเธอ
ผู้คนที่ยืนรายล้อมอยู่ต่างจดจ้องพวกเขาทั้งสี่คนที่กำลังเดินเข้าไปในอาคาร หลังจากนั้น กลุ่มคนก็พากันแตกกระจายแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง หลังจากที่ทั้งสี่คนเดินลับสายตาไป
เจมิน : “ว้าว..พวกเขาดูดีมากเหมือนกับซูเปอร์สตาร์ที่อยู่เหนือซูเปอร์สตาร์อีกทีนึง ”
ธารา : “เป็เพราะพวกเขาเลยทำให้ปีนี้มีเด็กใหม่เข้ามาเรียนกันเยอะงั้นเหรอ?”
เจมินเข้ามากอดคอธาราแล้วก้มคุยกระซิบ
เจมิน : “ก็คนที่ชื่อ อานุกิ น่ะ ..ตอนนี้เป็คนที่ดังมากในกลุ่มพวกไฮโซพวกลูกชายมหาเศรษฐีต่างก็รอคิวจีบเธอกันเป็แถว คนพวกนี้น่ะ ไม่ได้สนใจใบปริญญาโง่ๆกันหรอกส่วนใหญ่ที่เข้ามาเรียนในนี้ก็เพราะมาหาสังคมกับคอนเนคชั่นทางธุรกิจเท่านั้นแหละ”
ธารา : “งั้นหรอกเหรอ? ค่าเทอมและค่าใช้จ่ายของที่นี่รวมๆกันก็ปีละ 5 ล้าน สำหรับที่นี่มันคงเป็เหมือนตั๋วผ่านทางสำหรับการต่อยอดธุรกิจของพวกเขาในอนาคตสินะ?”
เจมิน : “แต่คนที่ตั้งใจมาหาความรู้จริงๆก็พอมีอยู่นะเพราะอาจารย์ของที่นี่ เป็ระดับท็อปของประเทศทั้งนั้นที่นี่มีแหล่งข้อมูลความรู้ที่เชื่อถือได้มากที่สุดเป็เหตุผลที่ฉันอยากมาเรียนที่นี่เหมือนกันไง”
เจมินพูดด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความปลาบปลื้มที่ได้มาเรียนที่นี่สุดๆ
…………………
นี่จะเป็ชั่วโมงแรกของการเรียนในมหาลัยวิทยาลัยระดับประเทศแห่งนี้ธาราและเจมินเดินเข้ามานั่งรอในห้องเรียน ที่ตอนนี้มีคนเข้ามานั่งรอกันอยู่บ้างแล้วอีก 10 นาทีก็จะถึงเวลาสอน ผู้คนก็เริ่มทยอยกันเข้ามาในห้อง
ห้องเรียนนี้ มีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่โตมีที่นั่งเพียงพอสำหรับคน 100 คน เก้าอี้ในห้องนี้ เป็เก้าอี้นวมอย่างดีออกแบบมาในโทนสีน้ำตาลและเทา ซึ่งเป็สีประจำของภาควิชาประวัติศาสตร์ของที่นี่ มีทั้งแบบโซนแยกนั่งเดี่ยวเผื่อคนที่ชอบความเป็ส่วนตัว และโซนนั่งรวม สำหรับคนที่นั่งเป็กลุ่มเพื่อน ใครอยากจะนั่งตรงไหนก็ตามสะดวกด้านข้างของห้อง เป็บานกระจกขนาดใหญ่ ที่เปิดม่านไว้ทำให้แสงเข้ามาในห้องอย่างทั่วถึง ช่วยทำให้บรรยากาศภายในห้องดูปลอดโปร่งมากขึ้น
เจมิน : “โหว.. นายรู้มั้ยธารา ห้องนี้ใหญ่พอๆกับหอประชุมที่โรงเรียนมอปลายของฉันเลย”
ธารา : “เพราะอย่างนี้ถึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็มหาลัยของเศรษฐีไง..”
เจมิน : “ถ้าใช้แค่ผลการเรียนฉันคงไม่มีโอกาสมาเรียนที่นี่หรอก ดีนะที่ฐานะทางบ้านฉันสามารถส่งฉันเข้ามาเรียนในนี้ได้”
ธารา : “นายเห็นผ้าม่านที่ใช้ตกแต่งรอบห้องนี้มั้ย?”
เจมิน : “เห็นสิเพื่อน..ผ้าม่านสีน้ำตาลผืนใหญ่ที่มีลวดลายสวยงาม ดูเป็ศิลปะแบบโบราณ อย่างกับเป็ของที่ใช้ในวังเลยเพื่อนแล้วลายที่ปักด้วยเส้นด้ายสีทองนั่น ก็ดูวิบวับอย่างกับเป็ทองจริงๆแน่ะ”
ธารา : “นี่เป็ผ้าม่านที่มีอายุเก่าแก่ถึง107 ปี เป็ศิลปะโบราณของต่างประเทศ มันถูกถักทอด้วยมือทั้งผืน จากช่างที่มีฝีมือดีที่สุดในยุคนั้นลวดลายที่ใช้บ่งบอกว่า ผ้าผืนนี้ ถูกสั่งทำขึ้นโดยราชวงศ์ และเส้นด้ายสีทองนั่นก็เป็เส้นไหมที่ผสมกับทองจริงๆ”
เจมินหันมามองธาราด้วยความตกตะลึง
เจมิน : “พระเ้า!นายนี่รู้ข้อมูลละเอียดสมกับเป็นักประวัติศาสตร์จริงๆ”
//หน้าตาชื่นชม
ธารา : “แต่มันเป็ของที่หาดูยากมากส่วนมากจะอยู่ในมือของพวกนักสะสมระดับมหาเศรษฐีเท่านั้น ถ้าจะมีให้เห็นแบบเปิดเผยอย่างนี้ส่วนมากจะเป็ของปลอมซะมากกว่า”
เจมิน : “ก็เป็ไปได้นะ เพราะฉันก็คุ้นๆว่าเคยเห็นผ้าม่านลายคล้ายๆแบบนี้ในโรงแรมห้าดาวหลายๆแห่ง”
ธารา : “แต่ถ้าเป็ของที่อยู่ในเวอร์แฮมเบิร์กแล้ว..”
ธาราและเจมินมองหน้ากันเหมือนมีคำตอบในใจ
เจมิน : “งั้นก็มีความเป็ไปได้สูงที่ว่าผ้าม่านผืนนี้อาจจะเป็ของจริงน่ะสิ! ”
เจมินก้มกดหน้าจอโทรศัพท์ของเขาอย่างตื่นเต้น
เจมิน : “เช้ดด! ผ้าม่านผืนนี้ถูกตีราคาอยู่ที่ผืนละ 285 ล้าน เชียวนะ นี่มันบ้าชัดๆ!!”
ธารา : “แต่ถ้าหากมันเป็ของจริง..ทำไมเขาถึงกล้าเอามาแต่งไว้ในห้องเรียนแบบนี้นะ?”
ทันใดนั้นเองก็มีหนุ่มสวมแว่น ทรงผมยุ่งเหยิง ท่าทางติสๆคนหนึ่ง เข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับพวกเขา
“ดูท่าทางพวกนายสองคนจะชื่นชอบผ้าม่านในห้องนี้กันจังนะฉันเห็นจ้องตาโตมองกันใหญ่เลย”
ธาราและเจมินหันไปมองเขาด้วยความงุนงงเพราะหนุ่มแว่นคนนี้เดินมาจากด้านหลังพวกเขา แล้วเข้ามานั่งใกล้ชิดราวกับว่าสนิทกัน
เจมินหันมากระซิบกับธารา
เจมิน : “เพื่อนนายเหรอ?”
ธาราตอบปฏิเสธด้วยการส่ายหัว
เจมิน : “ไงเพื่อน! หวัดดี..”
ด้วยความเป็คนเฟรนลี่ เจมินจึงกล่าวทักไปก่อนหนุ่มแว่นคนนั้นจึงหันมาทักทายเขาตอบ
“ไงพวกนาย.. ฉันชื่อ เทน นะ”
เจมิน : “ฉันชื่อ เจมิน ส่วนหมอนี่ ชื่อธารา”
//ชี้มาที่ธารา
ธารา : “หวัดดี.. เทน ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
//ยิ้มหน้าเจื่อนๆ
เทน : “นี่นาย.. คนที่เป็นักเรียนทุนใช่มั้ย!?”
หนุ่มแว่นถามด้วยสายตาที่เบิกโพลง
ธารา : “อะ..เอ่อ.. ใช่ ทำไมเหรอ?”
//รู้สึกประหม่า
เทน : “คือว่านะ.. ฉันคิดว่าถ้ามาเป็เพื่อนกับเด็กนักเรียนทุน คงน่าจะดีกว่าไปอยู่กับกลุ่มพวกลูกเศรษฐีงี่เง่าพวกนั้น”
ธาราและเจมินมองเทนด้วยความประหลาดใจ
เทน : “ก็คนพวกนั้นคุยกันแต่เื่รถสปอร์ตไม่ก็เสื้อผ้าแพงๆ หรืออวดสาวสวยๆที่คบอยู่ จนฉันนี่โคตรจะเอียน”
//ทำหน้าเซง
ธารา : “นายก็เลยมานั่งกับนักเรียนทุนอย่างฉันเพราะรู้ว่าฉันคงจะไม่ได้สนใจเื่ของแพงๆพวกนั้นอยู่แล้วสินะ!”
เทน : “เดี๋ยวๆ.. ฉันไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกนายแบบนั้นฉันแค่คิดว่านายคงจะสนใจกับเื่การเรียนมากกว่าคนพวกนั้น..”
เจมิน : “นั่นไง! นายมีความคิดเหมือนฉันเลยฉันก็อยากได้เพื่อนฉลาดๆ ที่สามารถช่วยให้ฉันได้คะแนนตอนสอบเยอะๆเหมือนกัน”
เจมินพูดพร้อมกับตบโต๊ะอย่างชอบใจ
เทน : “ใช่ๆ ฉันกำลังจะหมายความว่าอย่างนั้นแหละ”
เจมินเอื้อมมาแปะมือกับเทนโดยมีธารานั่งคั่นอยู่ตรงกลาง แต่แววตาของธารา ดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไหร่
ธารา : “ที่พวกนายมาคบกับฉันเพียงเพราะหวังผลประโยชน์เหรอเนี้ย!?”
เจมิน : “เห้ยๆ!..ไม่ใช่แบบนั้นซะหน่อย! ฉันแค่ชอบคนเก่งเฉยๆ”
ธารา : //มองค้อน
เจมิน : “นายอย่ามองหน้าฉันแบบนั้นสิเพื่อน..ฉันไม่ใช่คนเลวซะหน่อย”
//ยิ้มหน้าเจื่อน
………………..
เทนนำโน้ตบุ๊คของเขามาวางบนโต๊ะแล้วรัวนิ้วบนแป้นพิมพ์อย่างชำนาญ ธาราหันมามองอย่างประหลาดใจ
ธารา : “โหว..นายพิมพ์ไวจัง อย่างกับเป็พวกโปรแกรมเมอร์แหนะ!”
เทน : “อ๋อ..พอดีว่าฉันใช้คอมพิวเตอร์บ่อยั้แ่เด็กน่ะก็เลยพิมพ์ไว”
เจมิน : “เอ๋..จริงเหรอ? ฉันก็ใช้คอมฯั้แ่เด็กเหมือนกันนะ แต่ทำไมไม่เห็นจะพิมพ์เก่งเหมือนนายเลย”
เทน : “ฉันใช้เขียนโปรแกรมน่ะ ไม่ได้ใช้เล่นเกม”
คำพูดของเทนทำให้เจมินรู้สึกเหมือนโดนลูกธนูพุ่งมาปักที่กลางอก
เจมิน : “อุ้ย!! จุกอ่ะ!..นายก็พูดตรงไป..”
ธารา : “นายเขียนโปรแกรมเป็ด้วยเหรอ?”
เทน : “ใช่.. มันเป็งานอดิเรกของฉันน่ะ”
ธารา : “โห..เท่จัง แล้วทำไมถึงไม่เลือกเรียนสาขาคอมพิวเตอร์ไปเลยล่ะ? จะได้ตรงกับความสามารถของนาย?”
เทน : “ทักษะพวกนี้ไม่จำเป็ต้องเรียนในหลักสูตรหรอกที่ฉันมาเรียนที่นี่ ก็ไม่ได้้าจะมารับใบประกาศของเวอร์แฮมเบิร์กเหมือนกัน”
ธารา : “เอ้า!? หมายความว่ายังไง?”
เจมิน : “ก็เหมือนที่ฉันบอกนายไงธาราส่วนมากคนที่นี่มาหาสังคม ไม่ได้ตั้งใจจะมาเรียนกันจริงๆจังๆนักหรอก”
เทน : “ฉันไม่ได้มาหาคอนเนคชั่น.. ฉันมีธุรกิจของตัวเองรายได้ของฉันเพียงพอที่จะทำให้ฉันไม่ต้องทำงานอีกต่อไป”
คำพูดของเขาทำให้ธารากับเจมินตาลุกวาว
ธารา : “ว้าว! จริงเหรอ? นี่นายเกษียณตัวเองได้แล้วเหรอ?”
เทน : “ใช่.. ครอบครัวฉันก็เลยไม่จำเป็ต้องมาวุ่นวายกับฉันเพราะฉันดูแลตัวเองได้แล้ว”
ธารา : “โคตรเจ๋งอ่ะ น่าอิจฉาจัง..นายประสบความสำเร็จั้แ่อายุยังน้อย ฉันเองก็ใฝ่ฝันอยากเป็แบบนายบ้าง”
เจมิน : “เช้ดด..สุดยอดเลยว่ะเพื่อนทุกวันนี้ฉันยังขอเงินที่บ้านใช้อยู่เลย.. ให้ตายเถอะ! วันนี้ฉันมีเพื่อนใหม่ที่เป็อัจฉริยะถึงสองคนเลยหรือเนี้ย!?รู้สึกโชคดีจัง”
เจมินแสดงออกถึงสีหน้าและแววตาที่ปลาบปลื้มกับเพื่อนใหม่ทั้งสองของเขา
ธารา : “สรุปแล้วนายมาเรียนที่นี่ทำไม แถมยังเรียนสาขาที่ไม่ได้ตรงกับทางของตัวเองอีก?”
เจมิน : “เออว่ะ! ก็ออกไปเที่ยวรอบโลกเลยดิจะมาเรียนให้ปวดหัวอยู่อีกทำไม?”
เทนก้มต่ำลงมาที่โต๊ะพร้อมกับกวักมือเรียกธาราและเจมินให้ขยับหน้าเข้ามาใกล้ๆ ทำทีเหมือนว่าสิ่งที่กำลังจะบอกนั้น เป็ความลับที่ไม่อยากให้ใครรู้
เจมิน : “อะไรวะเพื่อน!? ต้องลับๆล่อๆขนาดนี้เลยเหรอ?..”
เทน : “ฉันเดาว่า.. พวกนายสองคน คงรู้จักชื่อเสียงของผู้หญิงที่มาหน้าโรงเรียนเมื่อเช้าแล้วสินะ?”
เทนพูดกระซิบ
ธารา : “นายหมายถึง คนที่ชื่อ อานุกิ เหรอ?”
เทน : “ถูกต้อง!”
เจมิน : “ห๊ะ!? อย่าบอกนะ!ที่นายตั้งใจมาเรียนที่นี่ ก็เพื่อหวังจะมาต่อคิวจีบผู้หญิงคนนั้นน่ะ!!”
เทน : “ไม่ใช่โว้ย!.. ผู้หญิงคนนั้นนะ เธออาจจะไม่ใช่คนธรรมดา!!”
ธารา : “ห๊ะ?”
เจมิน : “เฮ้ย!”
ธาราและเจมินนิ่งไปครู่หนึ่ง
เจมิน : “นี่นายจะเล่นมุกว่าเธอไม่ใช่คนธรรมดา..แต่เธอเป็นางฟ้าใช่มั้ย!? ฉันว่ามันเสี่ยวไปแล้วนะ”
เทน : “ฉันไม่ได้จะเล่นมุก! ฉันคิดว่า เธออาจจะไม่ใช่มนุษย์ แต่อาจจะเป็สิ่งมีชีวิตอีกแบบหนึ่ง..”
ธาราและเจมินมองหน้ากันด้วยสีหน้างุนงงแต่ว่าเทนนั้น กลับพูดด้วยสีหน้าที่ดูจริงจังมาก
เทน : “เธอ.. อาจจะเป็แวมไพร์ก็ได้..”
ธารากับเจมินมองหน้ากัน และก็หลุดขำออกมา
เจมิน : “ฮ่าๆๆๆ.. นี่นายเพ้อเจ้อบ้าอะไรเนี้ย! ดูหนังมากไปหรือเปล่าเพื่อน..”
เทน : “พวกนายสองคนคงจะหาว่าฉันบ้าล่ะสินะ!.. เอาเถอะ วันหลังค่อยคุยเื่นี้ละกัน”
…………………………………
หลังจากเสร็จจากเรียนวิชาแรกก็ถึงเวลาอาหารมื้อเที่ยงพอดี ธารา เจมิน และเทนได้พากันเดินทางไปยังโรงอาหารของมหาลัย
เจมิน : “ฉันได้ยินมาว่าอาหารที่ขายอยู่ในนี้ แพงและหรูกว่าข้างนอกอีกนะ มีอาหารทุกประเภท ถ้าเป็อาหารต่างชาติก็จะใช้วัตถุดิบที่มาจากแหล่งกำเนิดของประเทศนั้นเท่านั้น”
ธารา : “แล้วที่นี่ไม่มีกับข้าวธรรมดาทั่วไปขายเหรอ?”
เจมิน : “ธารา..นายลืมไปแล้วเหรอเพื่อน! ว่าเรากำลังอยู่ใน มหาวิทยาลัย เวอร์แฮมเบิร์กมหาลัยที่ขึ้นชื่อว่าหรูหราอันดับ 1 และเป็ศูนย์รวมของพวกเศรษฐีนะเว้ยย!”
//ทำท่าทางเล่นใหญ่
ธารา : “ที่นี่คงไม่เหมาะกับฉันสินะ”
ธาราเดินก้มหน้าแสดงความรู้สึกน้อยใจตัวเองออกมา
เจมิน : //เดินเข้ามากอดคอธารา
“เฮ้.. ที่นี่เหมาะกับคนเก่งๆอย่างนายด้วยเหมือนกันนะเพื่อน”
ธารา : “ดูเหมือนในชั้นเรียนคงจะมีแค่ฉันคนเดียวล่ะมั้งที่มาเรียนประวัติศาสตร์ เพราะชอบประวัติศาสตร์ ส่วนคนอื่นๆมาเรียนเพราะเหตุผลอื่นกันทั้งนั้น..”
เจมิน : “ไม่เอาน่ะเพื่อน..นายทำให้ฉันรู้สึกผิดยังไงไม่รู้”
เทน : “แต่นักเรียนทุนของมหาลัย สามารถใช้สิทธิซื้ออาหารที่ขายอยู่ในศูนย์อาหารได้ฟรีด้วยนี่”
เจมิน : “เห้ย! จริงเหรอ!? ก็ดีสิ!”
ธารา : “เพราะงี้แหละ..ฉันถึงได้ตั้งใจสอบชิงทุนของที่นี่ มันทำให้ฉันประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะเลย”
ทั้งสามคนเดินมาถึงหน้าศูนย์อาหารมันเป็โดมขนาดใหญ่ ที่มีความสูง 5 ชั้น ซึ่งศูนย์อาหารในมหาวิทยาลัยแห่งนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 5 แห่ง โดยจะสร้างแยกห่างกันเพื่อให้ครอบคลุมกับพื้นที่ที่มีขนาดกว้างขวางของมหาวิทยาลัย
ธารา : “โหว.. นี่โรงอาหารมหาลัยหรือภัตตาคารห้าดาวเนี้ย!?.. ใหญ่โตมาก!”
เจมิน : “ภัตตาคารหรูๆที่ฉันเคยไปกินบางที่ยังไม่อลังการเท่านี้เลยนะ”
เทน : “ก็นี่แหละ.. คือการประกาศความยิ่งใหญ่ของตระกูลเวอร์แฮมเบิร์ก”
ธาราหันมามองหน้าเทนเหมือนกำลังสงสัยในความคิดของเขา
ธารา : “ดูเหมือนว่า..นายจะรู้ข้อมูลอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตระกูลนี้อยู่ไม่น้อยนะ”
เทน : “ฉันก็รู้นะ.. ว่ามันสมองระดับนักเรียนทุนสาขาประวัติศาสตร์อย่างนายก็คงรู้ข้อมูลของตระกูลนี้ไม่น้อยไปกว่าฉันหรอก”
ทั้งคู่จ้องกันเหมือนว่ากำลังเจอสหายถูกคอปล่อยให้เจมินยืนเหม่อมองด้วยความแปลกใจ
เจมิน : “แต่เดี๋ยวก่อนนะตอนที่อยู่ในห้องเรียน เรายังคุยเื่นี้กันไม่จบนะเทน ไอ้เื่ที่นายไปกล่าวหาว่าอานุกิ เป็แวมไพร์เนี่ย นายหมายความว่ายังไง?”
เทน : “ฉันก็ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดนักหรอกฉันก็แค่สงสัยในข้อมูลประวัติของเธอ”
เจมิน : “นี่นายกำลังสืบประวัติของเธออยู่เหรอ?”
เทน : “ใช่..ฉันเคยแฮคเข้าฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐ แต่ไม่เคยพบประวัติข้อมูลของเธอเลย”
เจมิน : “เดี๋ยวนะ! นี่นายเป็แฮคเกอร์ด้วยเหรอเนี้ย!?”
เทน : //เอามีปิดปากเจมิน
“อย่าแหกปากสิวะ! เดี๋ยวก็มีใครได้ยินหรอก”
เจมิน : “โอเคๆ.. แต่.. นี่ฉันมีเพื่อนเป็อาชญากรหรอเนี้ย!?..”
เทน : “นายจะบ้าเหรอ! ฉันแค่จะสืบหาข้อมูล ไม่ได้จะสร้างความเดือดร้อนซะหน่อย”
ธารา : “แต่ถ้ารวยระดับนั้นการจะสั่งลบข้อมูลตัวเอง ก็ไม่น่าจะใช่เื่ยากนี่?”
เทน : “แล้วเหตุผลอะไรล่ะ?.. ถึงจะต้องปกปิดข้อมูลตัวเอง”
เจมิน : “หรือจริงๆแล้วเธออาจจะเป็ลูกสาวมาเฟีย ที่ทำธุรกิจผิดกฎหมายข้ามชาติหรือเปล่า?”
ธารา : “ก็อาจเป็ไปได้นะ..”
เจมิน : “แล้วข้อมูลอะไรที่ทำให้นายถึงกับคิดว่าเธอเป็แวมไพร์ล่ะ?”
เทนถอนหายใจ แสดงสีหน้าวิตกกังวลออกมา
เจมิน : “ท่าทางนายดูเครียดจังนะเพื่อน..”
.............
เทน : “เื่นี้มันเกี่ยวข้องกับปมในอดีตของฉันน่ะ”
เจมิน : “งั้นถ้าไม่พร้อม.. ก็ยังไม่ต้องเล่าก็ได้”
เทน : “แล้ว..พวกนายสองคนคิดว่าในโลกใบนี้ มีแวมไพร์อยู่จริงๆ หรือเปล่าล่ะ?”
เจมิน : “อันนี้ฉันก็ไม่แน่ใจนะแต่ถ้ามันมีอยู่จริงๆ ก็น่าจะต้องออกเป็ข่าวเต็มอินเทอร์เน็ตแล้วป่ะ? สมัยนี้ข้อมูลข่าวสารเผยแพร่ไวออกจะตาย”
เทนมองมาที่ธาราเหมือนว่าเขากำลังคาดหวังกับคำตอบจากปากของนักเรียนทุนผู้ที่ใช้ความรู้เป็ใบเบิกทางในการเข้ามาเรียนที่นี่
เทน : “แล้วนายล่ะธารานายคิดว่าแวมไพร์มีจริง หรือเป็แค่นิยายหลอกเด็ก?”
ธารายืนเงียบไปพักหนึ่งในขณะที่เทนและเจมินกำลังรอฟังคำตอบของเขา
ธารา : “ฉันคิดว่ามีนะ..”
เจมิน : “ห๊าาา!!?.. นี่นายก็เพี้ยนไปกับเ้าเทนเหมือนกันเหรอเนี้ย?”
เจมินประหลาดใจที่เด็กนักเรียนทุนหัวก้าวหน้าอย่างธารา จะตอบออกมาว่า เขาเชื่อเื่ “ผีดูดเื”ซึ่งเป็ตำนานพื้นบ้านที่ถูกเล่าขานต่อกันมากโดยปราศจากหลักฐานอ้างอิงใดๆ
ธารา : “ทำไมล่ะ? ทีนายยังเชื่อเื่มนุษย์ต่างดาวเลย..”
เจมิน : “ตะ..แต่มันไม่เหมือนกันนี่เพื่อนจักรวาลตั้งกว้างใหญ่ไพรศาล มันก็ต้องมีสิ่งชีวิตนอกโลกอยู่แล้วป่ะ!?”
ธารา : “แล้วถ้ามีมนุษย์ต่างดาวได้แล้วทำไมจะมีแวมไพร์ไม่ได้ล่ะ?”
เจมิน : “ก็…..”
เจมินกำลังนิ่งเพราะคิดหาคำตอบอยู่
ธารา : “คือที่ฉันเชื่อว่ามี..เพราะฉันคิดว่าปู่ของฉันเคยเจอน่ะ”
เทน : “เห้ย!? นายพูดจริงเหรอ? ที่ว่าปู่ของนายเคยเจอ?”
เทนจ้องธาราด้วยแววตาที่เปล่งประกาย ราวกับว่าเขาได้พบกับขุมทรัพย์แหล่งข้อมูลใหม่ก็จะช่วยยืนยันความเชื่อของตัวเอง
ธารา : “ก็ตอนเด็กๆ ฉันเคยดูหนังแดร็กคูล่าแล้วเคยถามกับปู่ว่า.. ผีดูดเืมีจริงมั้ย?ปู่ก็บอกว่ามีจริง แล้วท่านก็เล่าให้ฉันฟัง?”
เจมิน : “ปู่ของนายเล่านิทานหลอกเด็กหรือเปล่า?.. เพราะตอนเด็กๆยายฉันก็ชอบหลอกว่ามนุษย์หมาป่าจะออกมาไล่กินถ้าออกไปเล่นข้างนอกตอนดึกๆ”
ธาราทำท่าคิดหนัก
ธารา : “ฉันก็ไม่แน่ใจนะ..แต่คุณปู่ไม่ใช่คนที่ชอบเล่านิทานให้หลานฟัง และด้วยความที่เป็นักประวัติศาสตร์ปู่จะชอบเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ มากกว่าเื่เล่าเพ้อเจ้อ แถมท่าทางของปู่ก็ดูจริงจังมากตอนที่เล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตของตัวเองสีหน้าของปู่ดูหวาดผวา แล้วก็เหมือนจะร้องไห้ตอนที่เล่าเื่นั้น..”
เจมินเริ่มรู้สึกเคลิ้มตามคำพูดของธารา
เทน : “งั้นเล่ามาหน่อยสิ! ฉันอย่างฟัง..”
ธารา : “ปู่ของฉันเป็คนพื้นเมืองเก่าแก่ที่อาศัยอยู่ในสถานที่ห่างไกลความเจริญ ปู่เคยเล่าไว้ว่า ตอนที่ปู่ยังเป็เด็กเคยมีกลุ่มคนอยู่ประมาณ 4 - 5 คน เข้ามาทำร้ายและเข่นฆ่าคนภายในหมู่บ้านซึ่งกำลังของคนร้อยกว่าคน ไม่สามารถต่อกรกับคนเ่าั้ได้เลย ตอนนั้นปู่ยังเด็กอยู่มากปู่กับเพื่อนอีกคน เป็เพียง 2 คนสุดท้ายของหมู่บ้าน ที่หนีรอดออกมาจากเหตุการณ์เลวร้ายในคืนนั้นได้และสิ่งที่ยังเป็ภาพติดตาของปู่ก็คือ..
ภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในคนกลุ่มนั้น..ปู่สังเกตเห็นว่า ใบหน้าของเธอมีลักษณะที่ไม่เหมือนกับคนปกติทั่วไป ผิวหน้าของเธอเหมือนกับเกล็ดของสัตว์เลื้อยคลานที่สะท้อนวิบวับกับกองเพลิงที่อยู่ตรงหน้า ปากเธอยื่นแหลมออกมา มีฟันแหลมคมเรียงซ้อนกันเหมือนใบเลื่อย ผู้หญิงคนนั้นแย่งเด็กทารกออกมาจากอ้อมกอดของแม่เด็ก แล้วเธอก็กัดเข้าที่ท้องของเด็กกระชากจนไส้พุ่งทะลักออกมาไหลกองบนพื้น แล้วโยนร่างของเด็กให้กับอีกสามคนที่มากับเธอแย่งกันกินร่างทารกราวกับสัตว์ป่าที่หิวโหย แม่เด็กกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งก่อนจะโดนผู้หญิงคนดังกล่าวเข้ามากัดที่คอจนเืพุ่งพรวดราวกับท่อน้ำแตก
เหตุการณ์คืนนั้นทำให้ปู่กับเพื่อนเสียสติ ไม่สามารถพูดจากับใครได้อีกเป็เดือนกว่าสภาพจิตใจจะกลับมาเป็ปกติ ก็ใช้เวลาเยียวยานานเกือบปี”
*******************