เช้าตรู่วันต่อมา
โม่จ้านเอ่ยบอกลาถีเท่อกับเก๋อจือเรื่องที่อาจต้องเผชิญหน้ากับศัตรูภายในมิช้ารวมไปถึงข่าวการรวมตัวกันของกองทัพพันธมิตร คนทั้งสองต่างไม่มีท่าทีตอบสนองมากนัก
“ต่อให้เจ้าไม่พูด พวกเราก็เตรียมตัวรับมือกับศัตรูแล้ว”
เก๋อจือแบมือพลางยักไหล่ ก่อนจะหันไปทางลาถีเท่อที่ยกยิ้มบางพลางพยักหน้า
“ตลอดการเดินทางนี้ราบรื่นยิ่งนัก หากยังไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้น เช่นนั้นก็คงจะผิดปกติจริงๆ เสียแล้ว”
“ครั้นเอ่ยมาเช่นนี้ หากอันปู้เอ่อร์กับไหลเต๋อทั้งสองอาณาจักรรวมทัพบุกเข้าโจมตียามจัดงานประมูลจริง เหล่าผู้เข้าร่วมการประมูล หากไม่ร่วมมือต่อต้านกับตรอกขี้เถ้า เช่นนั้นก็คงจะแยกย้ายกันหลบหนี?”
ลาถีเท่อมองไปทางโม่จ้านอย่างค่อนข้างงุนงง คิดว่าบัญชีนี้ไม่คุ้มค่าสักเท่าใดนัก
“…จะมีผู้ยืนอยู่ข้างเดียวกับตรอกขี้เถ้างั้นหรือ? ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็คงจะเลือกอย่างหลัง มาเข้าร่วมการประมูล ไม่จำเป็นต้องนำชีวิตเข้าไปเดิมพันกระมัง”
“อย่านำจุดประสงค์มาปะปนกัน การร่วมต่อต้านกับตรอกขี้เถ้ามิได้หมายความว่าจะต้านทานกองทัพพันธมิตรจนถึงท้ายที่สุด”
โม่จ้านทำไม้ทำมือ ชี้ไปยังพื้นที่บางส่วนบนแผนที่
“สภาพแวดล้อมของตรอกขี้เถ้าง่ายต่อการเฝ้าระวังยากต่อการโจมตี มิเช่นนั้นกองทัพพันธมิตรคงไม่มีทางดำเนินการอย่างระแวดระวังเช่นนี้ เพียงแต่ทันทีที่เกิดสงครามขึ้น งานประมูลวุ่นวาย จะต้องมีคนจำนวนมากคิดจะฉวยโอกาสจับปลาน้ำขุ่น”
“ก็เหมือนกับที่เหล่าทหารรับจ้างเล่าลือกัน ภายในตรอกขี้เถ้าไม่มีตออ่อน ผู้ที่คมดาบเปื้อนเลือดคือจำนวนคนส่วนใหญ่ ถึงขั้นยังมีนักโทษประกาศจับ เมื่อดูจากปริมาณทรัพย์สินภายในตรอกขี้เถ้ายามนี้ เพียงถือโอกาสหยิบฉวยไปสักเล็กน้อย ลูกหลานคงมิต้องกังวลสิ่งใดแล้ว”
ลาถีเท่อพยักหน้าอย่างใช้ความคิด โม่จ้านเผยหนึ่งรอยยิ้ม มองไปทางเจียนั่วที่กำลังกุมปลายคางอย่างใช้ความคิด
“เมื่อการต่อต้านกินเวลานานเกินไป ผู้ที่หลบหนีพลันจะยิ่งมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ อันตรายเพิ่มมากขึ้น เพียงแต่โอกาสที่จะฉวยโอกาสจับปลาน้ำขุ่นก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย สิ่งของที่จะนำไปด้วยพลันยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเช่นกัน”
“…หรือว่าเหล่าผู้ดูแลตรอกขี้เถ้าคิดจะใช้จิตวิทยาเช่นนักพนัน จึงได้จัดงานประมูลต่อไป มิได้ม้วนเสื่อหนีแต่อย่างใด?”
ลาถีเท่อจิ๊ปาก รู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ตนมิได้ร่อนเร่ตามข้างถนน อีกทั้งยังมิได้ถูกประกาศจับ
“ไม่สำเร็จก็พลีชีพ หากสำเร็จก็กลายเป็นเศรษฐี เมื่อล้มเหลวจำต้องสละหนึ่งชีวิต?…นับว่าบ้าบิ่นมากทีเดียว”
สำหรับคนเสียสติเหล่านั้นถือว่าเป็นเช่นที่กล่าวมาจริงๆ เพียงแต่สำหรับกองทัพที่แตกซ่านของราชาปีศาจแล้ว ต่อให้อยากหนีก็หนีมิได้…
หากตนเป็นผู้ควบคุมดูแลตรอกขี้เถ้า จะต้องขับไล่เผ่าปีศาจทั้งหมดที่มิต่างกับระเบิดเวลาออกไปอย่างแน่นอน ทว่าอีกฝ่ายมิเพียงแต่ไม่ทำเช่นนั้น กลับยังมีความสัมพันธ์มิเลวกับกองทัพแตกซ่านของราชาปีศาจ ผู้ดูแลตรอกขี้เถ้าท่านนั้นใจกล้าถึงเพียงนี้ ตนกลับคิดอยากรู้จักสักหน่อยเสียแล้ว…
โม่จ้านอุ้มหีบสัมภาระเดินไปหน้าประตู เจียนั่วที่ยังคงอยู่ในท่าทีครุ่นคิดเดินตามอยู่ทางด้านหลัง เอื้อมมือออกไปเปิดประตูยามอีกฝ่ายใกล้จะเดินถึงประตู
“…ทั้งสองคนนี้ดูเหมือนจะยิ่งรู้ใจกันโดยนัยขึ้นเรื่อยๆ เสียแล้ว” เก๋อจือเบะปาก
“ใช่แล้ว มิเหมือนเจ้า ยามข้าเคลื่อนย้ายของ เจ้ากลับเอาแต่มองดูอยู่ด้านข้าง” น้ำเสียงของลาถีเท่อฟังดูค่อนข้างอ้างว้าง จัดการอุ้มหีบสัมภาระหนึ่งใบเดินออกไปด้านนอกเช่นกัน
พลังเวทธาตุลมโอบล้อมรอบท่อนขาของลาถีเท่อก่อนออกแรงยกขึ้นด้านบน เพียงแต่ดูคล้ายว่าเก๋อจือจะประเมินน้ำหนักหีบสัมภาระนี้ต่ำไป — หลังลองเดินเครื่องหนึ่งรอบ หีบสัมภาระไม่แม้แต่จะขยับเขยื้อน ทว่าลาถีเท่อกลับศูนย์ถ่วงไม่มั่นคงและเกือบจะหงายหลังเสียแล้ว
“…ช่างเถิดๆ เจ้าไปดูอยู่ด้านข้างเป็นพอ”
ขณะมองสีหน้ากล้ำกลืนความไม่เป็นธรรมของเก๋อจือ ลาถีเท่อหน้าผากกระตุก กระนั้นกลับมิอาจตำหนิ ทำได้เพียงขนย้ายหีบสัมภาระไปทางประตู เด็กหนุ่มผมแดงรีบวิ่งไปข้างหน้าพร้อมผลักประตูให้เปิดออก ครั้นหันหน้ากลับมาเพื่อจะขอความดีความชอบกลับชนเข้ากับมุมหีบสัมภาระดัง ‘โป๊ก’ เจ็บเสียจนกลิ้งตัวไปมาอยู่บนพื้น
ลาถีเท่อทั้งโมโหทั้งขบขัน ทำได้เพียงวางหีบสัมภาระในอ้อมอก ช่วยนวดคลึงให้คุณชายน้อยพักหนึ่งก่อนจึงค่อยว่ากัน
เก๋อจือที่ซุกอยู่ในอ้อมกอดของลาถีเท่อน้ำตาคลอเบ้า ยามเจียนั่วย้อนกลับมาได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดและกำลังพยายามกลั้นหัวเราะ โม่จ้านยกยิ้มคล้ายไม่ยิ้มขณะหิ้วถุงสองใบ ตามด้วยถีบลงบนก้นกลมของเก๋อจือเบาๆ
“…พวกเจ้าสองคนมัวแต่เล่นอันใดกัน? เร็วเข้า ใกล้จะถึงเวลาแล้ว”
คนทั้งสองขานรับเป็นเสียงเดียว จากนั้นหยัดกายขึ้นจากพื้นอย่างเชื่องช้า
…..
บรรยากาศภายในรถม้าค่อนข้างน่าอึดอัด เก๋อจือเช็ดคทาเวทอย่างเงียบเชียบ เจียนั่วกำหอกยาวดวงตาทั้งสองข้างว่างเปล่า ลาถีเท่อสวมถุงมือพลางปิดเปลือกตาลงพักสายตา
ด้วยเพราะจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อจัดแจงให้กลุ่มทหารรับจ้างราชาปีศาจรั้งท้ายขบวน อีกทั้งยังมีคำสั่งว่า ‘สิ่งของสำคัญที่สุด’ ทันทีที่ขบวนพบเจอศัตรูที่ยากรับมือ พวกตนไม่กี่คนจำเป็นต้องยื้อเวลาให้กลุ่มคนส่วนมากหนีไปก่อน หรือก็หมายความว่าพวกตนไม่กี่คนจะต้องจัดการโจรให้สิ้นซากเสียก่อนจึงจะไล่ตามไปได้
“นี่มิเท่ากับเห็นพวกเราเป็นเป้ากระสุนปืนใหญ่หรืออย่างไร?!” เก๋อจือโมโหอย่างยิ่ง
“…พวกเขาช่างคิดว่าตนเองเป็นอัจฉริยะเสียจริง” ลาถีเท่อเผยสีหน้าเปี่ยมด้วยความเคียดแค้นเช่นกัน
“เอาล่ะ ใช่ว่าเมื่อก่อนจะมิเคยทำมาก่อนเสียหน่อย พวกโจรเองก็มิได้โง่ ไม่มีทางมัวแต่เอาจริงเอาจังกับพวกเรา”
โม่จ้านตบบ่าคนทั้งสอง มิต่างกับบิดาเฒ่าที่กำลังปลอบใจทั้งสองคนที่เอาแต่บ่นพึมพำมิยอมหยุด ถึงแม้เจียนั่วจะมิค่อยพอใจเช่นกัน เพียงแต่เมื่อเห็นภาพแปลกประหลาดทว่ากลับยังกลมกลืนตรงหน้าพลันนึกอยากหัวเราะออกมาอย่างยากอธิบายเสียแล้ว
หลังออกจากตำบลลมฝุ่นได้มินาน กลุ่มทหารรับจ้างพลันพบกับโจรสองกลุ่ม
กลุ่มแรกมีจำนวนสิบกว่าคน คล้ายจะถูกความเอิกเกริกของขบวนขนาดใหญ่ทำให้ตกใจกลัว ทำได้เพียงไล่ตามอยู่ด้านหลังราวครึ่งชั่วโมง ท้ายที่สุดยังคงเลือกหลบเข้าพุ่มไม้ข้างทาง และโจรกลุ่มที่สองมีจำนวนกว่าสามถึงสี่สิบคน หนึ่งในนั้นยังมีจอมเวทระดับกลาง นึกมิถึงว่าหัวหน้าจะเป็นนักรบที่ฝีมือมิเลวทีเดียว
หัวหน้าที่สวมหมวกสีดำปกคลุมทั้งศีรษะเห็นว่าพวกโม่จ้านมีกันเพียงสี่คนจึงไม่แม้แต่จะปรายมองพลันส่งสัญญาณมือให้จอมเวทระดับกลาง ส่วนตนพากลุ่มคนที่เหลือไล่ตามขบวนใหญ่ไป จอมเวทวาดวงเวทย์อย่างเอ้อระเหย ก้อนสายฟ้าขนาดเท่ากำปั้นพลันลอยมาทางคนทั้งสี่อย่างเชื่องช้า
โทสะของเก๋อจือถูกระเบิดออกมาเสียแล้ว จัดการใช้ลมกรรโชกสูงประมาณคนสองคนพัดก้อนสายฟ้าเสียจนแตกละเอียด ขณะเดียวกันยังพัดเอาลูกไฟพุ่งไปทางจอมเวทฝั่งตรงข้าม จอมเวทที่สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าตกใจเสียจนแทบทำคทาเวทตก จากนั้นจึงรีบวิ่งหนีไปทางหัวหน้าของตนอย่างสุดชีวิต
ครั้นหัวหน้าโจรเห็นว่าสถานการณ์มิสู้ดีจึงรีบกระโจนมายังข้างกายคนทั้งสาม ง้างดาบใหญ่ฟันไปทางร่างเปราะบาง (เมื่อเทียบกับลาถีเท่อ) และไร้ซึ่งการป้องกัน (เพราะเจียนั่วสวมเสื้อเกราะ) อย่างโม่จ้าน โม่จ้านโมโหเสียจนแค่นหัวเราะเช่นกัน ล้วงเอากริชออกมาออกแรงกวัดแกว่ง หนึ่งเสียง ‘เคร้ง’ พลันสร้างแรงสะเทือนเสียจนเบนคมดาบใหญ่ทำจากเหล็กกล้าออกไป ข้อมือของหัวหน้าโจรสะเทือนเสียจนรู้สึกเจ็บพลางถอยหลังออกไปสองก้าวอย่างมิอยากเชื่อ ตามด้วยถูกโม่จ้านปีนป่ายขึ้นบนกาย หนึ่งหมัดซัดลงบนสันจมูก
เลือดกำเดาของหัวหน้าโจรไหลหยดออกมา มิใช่เรื่องง่ายกว่าจะหยัดยืนได้อย่างมั่นคง แต่กลับพบว่าสหายกลุ่มเดียวกับอีกฝ่ายมิได้เข้ามาล้อมรอบ —- เด็กหนุ่มที่สวมใส่กระดูกสัตว์กับอัศวินเกราะเงินได้ไล่ตามลูกน้องของตนไปเสียแล้ว
หัวหน้าโจรที่ค่อนข้างงุนงงมั่นใจว่าเมื่อครู่เป็นเพียงความผิดพลาด หลังร้องคำรามดังก้องพลันกวัดแกว่งดาบใหญ่อีกครั้ง โม่จ้านถอนหายใจอย่างจนปัญญา ยังคงใช้กระบวนท่าเดิม ในเสี้ยววินาทีที่อีกฝ่ายฟันดาบใหญ่ลงมาได้ใช้ปลายกริชตวัดขึ้น ใช้เรี่ยวแรงเพียงน้อยนิดก็สามารถบิดเบือนวิถีคมดาบ ทำให้คมดาบกรีดผ่านข้างกายก่อนจะยันหนึ่งฝ่าเท้ากระโดดขึ้นชกสันจมูกของอีกฝ่ายอีกครั้ง
หัวหน้ากลุ่มโจรที่เลือดกำเดาไหลทะลักหมดสติไปอย่างสิ้นเชิง จอมเวทที่อยู่ไกลๆ เห็นภาพหัวหน้าของตนพ่ายแพ้จึงรีบล้วงหยิบม้วนคัมภีร์มาคลี่ออก หันกายเปลี่ยนทิศทางก่อนจะขับเคลื่อนสายลมมุดศีรษะเข้าไปในพุ่มไม้ด้านข้าง
“นึกมิถึงว่าจะสามารถเบี่ยงวิถีดาบที่หนักถึงเพียงนั้น ควรเอ่ยชมว่าเจ้าแข็งแกร่งหรืออาวุธแข็งแกร่งกัน? ตีขึ้นจากที่ใด?”
เก๋อจือที่ทำภารกิจเสร็จสิ้นวิ่งส่ายก้นเข้ามา มองไปทาง ‘กริช’ ในมือของโม่จ้านด้วยความสนใจใคร่รู้ กลับพบว่านั่นมิใช่กริชทั่วไป ทว่าเป็นแผ่นมีดหนาที่ยังมิได้ลับคมแผ่นหนึ่ง
“…เอ๋? เจ้าของสิ่งนี้คือสิ่งใด?”