นอกระเบียงมีเสียงกระจกถูกเล็บครูดเบา ๆ
พี่ทองมี เงยหน้าขึ้น
หางซึ่งกำลังสะบัดหยุดค้างกลางอากาศ
ดวงตาแดงหันไปจับตรงช่องประตูกระจกทันทีรูม่านตาหดเล็กลงจนเหลือจุดดำอยู่กลางสีแดงจัด จมูกใหญ่สูดกลิ่นเพียงครั้งเดียวก่อนกล้ามเนื้อตลอดแผ่นหลังจะเกร็งขึ้นพร้อมกัน
เสิ่นโม่จิ่นมองตามไป
ผีเร่ร่อนยังอยู่ตรงระเบียงมันคงอยากดูสิ่งซึ่งออกมาจากย่ามจนลืมถอยไปซ่อนใบหน้าครึ่งหนึ่งจึงโผล่อยู่เหนือราว ดวงตาขุ่นสบเข้ากับดวงตาแดงของพี่ทองมีเต็ม ๆ
ปากที่ฉีกถึงแก้มอ้าค้าง
นิ้วซึ่งเกาะราวอยู่ค่อย ๆ คลายออกทีละข้อทว่าร่างของมันกลับไม่ยอมลอยหนี
ขอบิญญาสั่นจนภาพตึกด้านหลังบิดไปตามรูปตัวปลายเท้าซึ่งเคยลอยพ้นพื้นห้อยอ่อนลงเหมือนรวบแรงกลับมาไม่ได้
มันพยายามเอ่ยคำพูดแต่ลำคอบุบส่งออกมาเพียงลมรั่ว
“ขะ...ข้า...”
พี่ทองมีก้มศีรษะ
ปลายกีบหน้าครูดพรมถอยหลังหนึ่งครั้งกล้ามเนื้อ่ไหล่นูนขึ้นใต้ขนดำท่าทางเดียวกับตอนเตรียมขวิดของซึ่งมันตัดสินแล้วว่าไม่ควรอยู่ใกล้เ้าของ
“เดี๋ยว” เสิ่นโม่จิ่นเอ่ย
หูทั้งสองข้างของมันกระดิกแต่สายตาไม่ละจากระเบียง
ผีเร่ร่อนยกมือขึ้นปิดหน้าขาทั้งสองข้างพยายามถอยทว่าแรงข่มซึ่งกดอยู่รอบห้องทำให้ร่างโปร่งแสงเกาะติดกับราว ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยตะปูที่มองไม่เห็น
“ข้าแค่มาขอธูป!”
พี่ทองมีพ่นลมหายใจออกจากจมูก
พื้นพรมด้านหน้ากีบปลิวเปิดขึ้นแรงลมกระแทกประตูกระจกจนบานเลื่อนสั่น ผีเร่ร่อนร้องเสียงหลงแล้วหดคอลงแต่ยังหลุดจากจุดเดิมไม่ได้
กีบหลังของควายดำถีบพื้น
ร่างขนาดใหญ่พุ่งออกไป
ขอบเตียงถูกสะโพกมันกระแทกจนเลื่อนไปชนผนังหมอนสองใบตกกระจาย ปลายเขาด้านซ้ายเฉียดโต๊ะหัวเตียงจนโคมไฟเอียงส่วนกีบหน้าเหยียบพรมย่นเป็คลื่นระหว่างทาง
ระยะจากเตียงถึงประตูกระจกมีไม่กี่ก้าว
หากมันพุ่งเต็มแรงต่อปลายเขาคงทะลุบานกระจกก่อนขวิดผีด้านนอกจนเสี้ยวิญญากระจายติดระเบียง
“พี่ทองมี หยุด”
กีบหน้าข้างหนึ่งค้างอยู่เหนือพื้น
อีกข้างไถไปบนพรมเกือบหนึ่งศอกก่อนแรงทั้งหมดจะถูกกดลงตรงปลายกีบ ร่างใหญ่หยุดห่างจากกระจกไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือเขาด้านขวาอยู่ใกล้ผิวกระจกเพียงไม่กี่นิ้ว
แรงซึ่งควรพุ่งชนถูกบังคับหยุดกะทันหันจนกล้ามเนื้อทั่วลำตัวสั่นกีบหลังลากรอยยาวบนพรม ส่วนลมหายใจจากจมูกพ่นเป็ฝ้าขาวเกาะกระจกตรงหน้า
บานกระจกส่งเสียงกึก แต่ไม่แตก
ผีเร่ร่อนด้านนอกทรุดตัวลงเกาะพื้นระเบียงปากยังอ้าค้างโดยไม่มีเสียงหลุดออกมา
พี่ทองมียืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งหูด้านซ้ายหมุนกลับมาหาเ้าของก่อน ตามด้วยหูอีกข้างทว่าศีรษะยังคงก้มใส่ผีตรงหน้าเหมือนเสียดายที่เหลือระยะอีกเพียงนิดเดียวก็จะได้ขวิด
“กลับมา”
หางซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังลดลง
ควายดำถอนกีบออกจากพรมแล้วค่อย ๆ หมุนตัวห้องแคบจนเขาด้านหนึ่งเกือบเกี่ยวผ้าม่าน
เสิ่นโม่จิ่นต้องยื่นมือผลักปลายเขาให้พ้นก่อนมันจะเดินกลับมาหา
ดวงตาแดงซึ่งมองผีเมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยแรงข่มพอหันมาถึงตรงหน้าเธอ สีแดงจัดกลับลดลงจนเหลือประกายอุ่นตรงก้นตา
พี่ทองมีก้มศีรษะ
ตราสีทองกลางหน้าผากอยู่ในระดับพอดีกับมือเสิ่นโม่จิ่นจึงวางฝ่ามือลง ลูบผ่านผิวขนแข็งจากระหว่างเขาลงมาถึงสันจมูก
“บอกให้หยุดก็ต้องหยุด ไม่ใช่รอจนกูเรียกซ้ำ”
มันพ่นลมเบา ๆ ใส่ชายเสื้อ คล้ายยอมรับคำตำหนิแต่ปลายหางกลับเริ่มขยับอีกแล้ว
“ห้องเล็ก ลดตัวหน่อย”
ตราสีทองสว่างขึ้นหนึ่งครั้ง
เงาดำใต้กีบทั้งสี่หดเข้าหาร่างขนาดลำตัวของพี่ทองมีลดลงทีละส่วนหัวไหล่ซึ่งเคยสูงถึงอกเสิ่นโม่จิ่นลดลงมาอยู่เหนือเอวเล็กน้อยเขาโค้งทั้งสองข้างสั้นลงจนไม่เสี่ยงกวาดของตกทั้งโต๊ะ
ถึงจะตัวเล็กลง มันก็ยังใหญ่กว่าลูกควายทั่วไปและดวงตาแดงยังทำให้หน้าตาเหมือนพร้อมขวิดสิ่งมีชีวิตทุกอย่างซึ่งเดินเข้าใกล้ผิดที่
เสิ่นโม่จิ่นเกาตรงขอบตราสีทองให้อีกครั้ง
พี่ทองมีหลับตาลง หัวขยับตามนิ้วก่อนจมูกใหญ่จะดุนเข้าตรงท้องของเธอเบา ๆ
ภาพนั้นทำให้ผีเร่ร่อนซึ่งยังนั่งแปะอยู่ด้านนอกค่อยๆ ยกศีรษะขึ้น มันมองควายซึ่งเพิ่งเกือบขวิดตัวเองจนสลายกำลังทำท่าอ้อนเ้าของแล้วใบหน้าบิดเบี้ยวก็ยิ่งดูไม่เข้าใจโลกกว่าเดิม
เสิ่นโม่จิ่นหันไปมองมัน “ยังอยู่หรือ”
“ข้า...ข้ายังขยับไม่ได้”
“งั้นก็นั่งไปก่อน”
ผีลองยกแขนขึ้นมือยังสั่นจนปลายนิ้วกระทบพื้นระเบียงถี่ ๆ พี่ทองมีลืมตาข้างหนึ่งมองก่อนหันหน้ากลับไปหาเ้าของราวกับเลิกสนใจแล้ว
ทว่าจังหวะที่เสิ่นโม่จิ่นละมือจากหน้าผากหูของมันกลับตั้งขึ้น
ควายดำหมุนตัวไปทางระเบียงอย่างรวดเร็วจมูกใหญ่ย่นเข้าหากัน ก่อนพ่นลมหายใจเต็มแรงโดยไม่มีสัญญาณเตือน
ฟู่!
ลมร้อนพุ่งผ่านช่องกระจกกระแทกใบหน้าผีเร่ร่อนจนแก้มยุบไปอีกด้านร่างโปร่งแสงซึ่งเพิ่งรวบแรงกลับมาได้ถูกยกพ้นพื้นแล้วกลิ้งข้ามราวระเบียงออกไปทั้งตัว
“อ๊าก!”
แขนขายาวผิดสัดส่วนหมุนพันกันกลางอากาศก่อนร่างจะตกหายลงไปด้านล่าง
“.......”
เสิ่นโม่จิ่นเดินไปถึงกระจกแล้วก้มมอง
ผีเร่ร่อนยังไม่ตกถึงพื้นมันรวบชายเสื้อกับแขนขากลับเข้าที่ได้เสียก่อน จากนั้นจึงลอยขึ้นมาอย่างทุลักทุเลผมกระเซิงชี้ไปคนละทิศส่วนควันธูปซึ่งเคยทำให้ขอบร่างชัดหลุดกระจายออกไปอีกเล็กน้อย
มันเกาะขอบระเบียงจากด้านนอกดึงตัวเองขึ้นมาทีละส่วน แล้วชี้นิ้วสั่น ๆ ไปทางพี่ทองมี
“มันตั้งใจ!”
เสิ่นโม่จิ่นหันกลับไปมอง
พี่ทองมียืนอยู่กลางห้องด้วยใบหน้าซื่อตรง หูสองข้างกางออกเล็กน้อยดวงตาแดงมองเ้าของโดยไม่หลบทว่าหางด้านหลังกำลังสะบัดไปมาแรงจนปลายฟาดขาโซฟาดังปั้ก
มุมปากของหญิงสาวกระตุกขึ้น
“มึงก็อย่าไปยืนให้มันเห็น”
“แต่ข้ายืนอยู่ก่อนมันออกมา!”
“งั้นครั้งหน้าก็หลบให้ไว”
ผีเร่ร่อนอ้าปากค้าง ท่าทางเหมือนอยากเถียงต่อแต่พอพี่ทองมีหันตาแดงไปมอง นิ้วซึ่งชี้กล่าวหาก็หดกลับทันที
มันคลานไปเกาะมุมระเบียงด้านไกลๆโดยไม่พูดอีก
พี่ทองมีสะบัดหางหนึ่งครั้งอย่างภูมิใจก่อนเดินกลับมาหาเสิ่นโม่จิ่นแล้วเอาศีรษะดุนข้างลำตัวเหมือนไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้น
“เกเรเหมือนเดิมนะมึง”
ควายดำส่งเสียงฮึ่มรับอยู่ในลำคอ
เสิ่นโม่จิ่นวางมือบนตราสีทองอีกครั้งคราวนี้เธอปล่อยพลังิญญาเข้าไปเพื่อตรวจตราผนึกด้านใน
กระแสซึ่งไหลตอบกลับมาราบรื่น ไม่มีรอยแตกและไม่มีสิ่งใดจากกฎโลกใหม่แทรกอยู่ระหว่างพันธะเดิม
พี่ทองมียังจำเธอได้
ของในย่ามไม่ได้ตามมาแค่รูปร่างแม้แต่พันธะระหว่างเ้าของกับสัตว์ิญญาก็ถูกพาข้ามโลกมาครบ
“กลับเข้าไปก่อน”
หางซึ่งกำลังสะบัดหยุดลง
พี่ทองมีเงยหน้ามองเธอจมูกขยับดุนฝ่ามืออีกครั้ง เห็นชัดว่าไม่อยากกลับเข้าไปทันที
“ห้องมันแคบ เดี๋ยวมึงขยับอีกทีบ้านเขาแตก”
ควายดำหันไปมองประตูกระจกซึ่งยังมีฝ้าจากลมหายใจติดอยู่ตามด้วยโต๊ะหัวเตียงที่เอียงออกจากตำแหน่ง พรมซึ่งย่นเป็คลื่นและหมอนที่ถูกหางฟาดตกพื้น
มันจึงก้มหน้าลงเล็กน้อยท่าทางคล้ายยอมรับว่าพื้นที่นี้เล็กเกินตัวจริงๆ
เสิ่นโม่จิ่นยกย่ามขึ้นเปิดปาก
พี่ทองมีลดขนาดลงอีกครั้งร่างดำหดจนเหลือเพียงเงาขนาดเท่าลูกควาย เขาโค้งผ่านขอบกระเป๋าเข้าไปก่อนตามด้วยหัว ไหล่ และกีบทั้งสี่ซึ่งก้าวลงบนพื้นที่ไม่มีใครมองเห็น
ก่อนส่วนท้ายจะหายเข้าไปมันยังหันศีรษะกลับมาพ่นลมทางระเบียงอีกหนึ่งครั้ง
ผีเร่ร่อนรีบหลบหลังผนัง
หางสีดำสะบัดอย่างพอใจแล้วจึงเลื่อนหายไปในมิติย่ามเป็ส่วนสุดท้าย
เชือกแดงซึ่งคลายออกก่อนหน้านี้ค่อย ๆเลื้อยกลับเข้าไปด้านใน ปากกระเป๋าหุบลงเหลือขนาดเดิมแรงข่มซึ่งกดอยู่ทั่วห้องจางตามไปด้วย
ผ้าม่านเริ่มขยับจากลมกลางคืนอีกครั้งส่วนขี้เถ้าในจานรองหลุดจากคราบขี้ผึ้งแล้วร่วงลงด้านข้าง
เสิ่นโม่จิ่นกวาดตามองสภาพห้อง
พรมยับ โคมไฟเอียง เตียงเลื่อนไปชิดผนังและโต๊ะหัวเตียงเบนจากตำแหน่งเดิมเกือบหนึ่งคืบ
หากปล่อยพี่ทองมีออกมาในนี้นานกว่านี้อีกหน่อยคงไม่ต้องรอให้มันตั้งใจพุ่งชนเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงก็พังจากหางกับสะโพกของมันได้เอง
และที่สำคัญ เธอรับรู้ได้ทันทีหลังพี่ทองมีออกมา ไอิญญาที่ใช้ไปในการเรียกใช้แค่ไม่กี่นาทีก็เล่นสูบเอาพลังเธอไปถึงครึ่ง
ผีเร่ร่อนยังเกาะมุมไกลสุดใบหน้าครึ่งหนึ่งโผล่พ้นผนังส่วนสายตาจับอยู่ที่ย่ามด้วยความระแวงซึ่งมากกว่าเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหลายเท่า
“มันกลับไปแล้ว” เสิ่นโม่จิ่นบอก
“ท่านพูดเช่นนี้เพื่อหลอกให้ข้าเข้าใกล้หรือไม่”
“จะเข้ามาทำไม”
ผีชะงักก่อนขยับกลับไปเกาะราวตามเดิมโดยยังรักษาระยะห่าง “ข้าอยู่ตรงนี้”
เสิ่นโม่จิ่นไม่ได้สนทนาต่อเธอเลื่อนสายตาผ่านมันออกไปนอกหน้าต่าง
บ้านตระกูลเสิ่นกว้างเกินกว่าจะมองเห็นทุกส่วนจากห้องนี้ทว่าอาคารอีกปีกซึ่งโอบลานกลางบ้านอยู่ยังมีไฟเปิดหลายดวง
หน้าต่างชั้นล่างสว่างอยู่หลังม่านบางส่วนโถงทางเดินฝั่งตรงข้ามมีเงาคนเดินผ่านไปครั้งหนึ่งแล้วหายลับหลังประตู
ไฟตรงห้องรับแขกยังไม่ดับ
คนในบ้านคงไม่มีใครหลับเพียงแยกย้ายกันอยู่คนละห้องหลังบทสนทนาถูกเธอตัดจบ
เสิ่นโม่จิ่นพาดแขนบนกรอบประตูกระจก
ความทรงจำของร่างใหม่เคลื่อนขึ้นมาโดยไม่กระแทกขมับอีกภาพคอนโดใกล้มหาวิทยาลัยปรากฏเป็เส้นทางชัดเจนลิฟต์ส่วนตัวขึ้นตรงถึงชั้นพักอาศัย
ห้องนั้นใหญ่เท่าบ้านเสิ่นพื้นที่รับแขกเปิดโล่ง ไม่มีของตกแต่งวางเบียดตามมุมและไม่มีคนอื่นถือสิทธิ์เปิดประตูเข้ามาสั่งว่าเธอต้องไปที่ไหนตอนกี่โมง
เสิ่นโม่จิ่นเดิมซื้อคอนโดไว้เพราะเดินทางไปมหาวิทยาลัยสะดวกบางคืนเซี่ยอวี้ถงมานอนด้วย
ชื่อผู้ห้องเองก็ยังเป็ชื่อของเธอระบบประตูใช้ลายนิ้วมือ เงินค่าส่วนกลางถูกตัดจากบัญชีอัตโนมัติ และกุญแจสำรองอยู่ในกระเป๋าสะพายด้านในตู้เสื้อผ้า
ที่นั่นไม่มีพ่อเสิ่นนั่งรอคำรับผิด ไม่มีแม่ซึ่งมองรอยาเ็ผ่านไปแล้วถามถึงคนอื่น
และไม่มีพี่ชายยืนออกคำสั่งราวกับคำตอบของน้องสาวไม่มีความจำเป็
‘อยู่คนเดียวดูสะดวกกว่า’
ในทางกลับกัน หากเธอยังอยู่บ้านนี้คนพวกนั้นต่างหากที่อาจทำให้ความอดทนของเธอขาดก่อน
เสียงสั่นครืดดังขึ้นบนโต๊ะเครื่องแป้ง แสงหน้าจอติดขึ้นพร้อมชื่อผู้ส่ง
เสิ่นโม่เหิง
หญิงสาว หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยมือข้างเดียวข้อความมีเพียงบรรทัดสั้นๆ
07:00 ลงมา รถจะไปโรงพยาบาล
เสิ่นโม่จิ่นมองตัวเลขเจ็ดโมงอยู่สองลมหายใจ
เวลาบนมุมหน้าจอบอกว่าเหลืออีกไม่กี่ชั่วโมงก่อนขอบฟ้าจะเริ่มเปลี่ยนสีหากหลับตอนนี้ เธอคงยังไม่ทันพักเต็มตา
คนส่งข้อความก็จะมายืนเคาะประตูเพื่อพาไปขอโทษในเื่ซึ่งเ้าของร่างไม่ได้ตั้งใจทำ
นิ้วโป้งเลื่อนไปแตะช่องตอบกลับ แล้วหยุด
เสิ่นโม่จิ่นไม่มีความสนใจจะเสียเวลาวางเหตุผลให้คนซึ่งส่งมาเป็คำสั่งั้แ่ต้น
หน้าจอโทรศัพท์ดับลงเมื่อเธอเปลี่ยนไปกดปุ่มด้านข้าง
หญิงสาววางมันลงเพียงครู่เดียวก่อนนึกถึงกุญแจคอนโดกับบัตรประชาชนซึ่งอยู่ในห้องนี้ครบ
ความทรงจำบอกตำแหน่งชัดจนไม่ต้องรื้อหาส่วนของจำเป็จากชีวิตเดิมทั้งหมดอยู่ในย่ามตรงหน้า
เหลือเพียงเปลี่ยนเสื้อผ้าหยิบของของเสิ่นโม่จิ่นซึ่งต้องใช้ แล้วออกไปก่อนฟ้าสาง
เสิ่นโม่จิ่นเดินไปข้างเตียงหยิบไม้เรียวซึ่งพาดอยู่ข้างหมอนเก็บกลับเข้ามิติ จากนั้นรวบสายย่ามขึ้นพาดไหล่
ผ้าสีดำแนบเข้ากับลำตัวใหม่พอดีอักขระด้ายแดงไหวตามการเคลื่อนไหวแล้วสงบลง
เธอปรายตามองข้อความบนโทรศัพท์อีกครั้งก่อนหันไปทางตู้เสื้อผ้า
‘งั้นกูคงอยู่ให้มึงเจอหรอก’ มุมปากของเสิ่นโม่จิ่นยกขึ้นเพียงนิดขณะมือจับบานตู้แล้วดึงเปิด
‘ไม่ได้หนีนะ เดี๋ยวถ้าอยู่ต่อคงได้เพิ่มข้อหาต่อยพี่ชายตาเขียวมาอีกกระทง’