ตอนที่ 40 ชื่อเดิมของโจวสือซวินธรรมดามาก
เซิ่งอันหนิงรู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างมาก เธอนึกถึงตอนที่โจวสือซวินสอนหลัวไฉ่เสียเขียนตัวอักษรแล้วก็ไม่อยากนึกต่อ
แต่ต้องยอมรับว่าอักษรเหล่านี้ถูกเขียนได้สวยมาก ๆ
โจวสือซวินมองดูโดยไม่มีการแสดงออกใด ๆ “ไม่เลวนี่”
หลัวไฉ่เสียหัวเราะ “ในตอนแรกคุณไม่ชอบฉันเพราะฉันโง่ อีกนิดก็จะตีมือของฉันแล้ว ฉันเลยต้องตั้งใจฝึกฝน วันเวลาเหล่านี้ฉันไม่กล้าที่จะลืมเลย”
เอ่ยเสร็จหล่อนยังรีบเอ่ยต่อ “จะว่าไปแล้ว พวกคุณเข้าไปนั่งพักสักครู่เถอะ ดื่มชาร้อนสักหน่อยแล้วค่อยไป”
โจวสือซวินปฏิเสธไปตรง ๆ “ไม่ต้อง ตอนนี้ก็ค่ำแล้ว คุณรีบพักเถอะ พรุ่งนี้ไม่ต้องเข้าไปก็ได้ ตกบ่ายพวกเราก็กลับไปแล้ว”
หลัวไฉ่เสียรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ต้องขอบคุณแสงสลัวจากเสาไฟริมถนนที่ช่วยปิดบังอารมณ์ของหล่อนได้ดี หญิงสาวยังคงยิ้มอย่างนุ่มนวล “ก็ได้ค่ะ ขากลับก็ระมัดระวังด้วย กลับไปก็รบกวนบอกเอ้อร์นีด้วยว่าถ้าฉันกลับหมู่บ้านแล้วจะไปเยี่ยม”
เซิ่งอันหนิงเดินตามโจวสือซวินออกไป เมื่อหันกลับไปก็ยังคงเห็นหลัวไฉ่เสียยืนอยู่ที่ประตู แสงไฟสาดส่องลงบนร่างกายของหล่อน แลดูลึกลับเป็นอย่างมาก
หญิงสาวหันกลับมามองโจวสือซวินอีกครั้ง ชายหนุ่มดูไม่อาลัยอาวรณ์เลย เธอจึงเอ่ยเบา ๆ “คุณกับหลัวไฉ่เสียดูสนิทกันดีนะคะ”
โจวสือซวินครุ่นคิด “แม่ของหล่อนเคยช่วยผมเอาไว้”
เซิ่งอันหนิงร้องอ้อและไม่ได้ถามอะไรอีกต่อไป ด้วยบุญคุณการช่วยชีวิต ทั้งคู่เลยเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ถ้าจะเกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างระหว่างกันมันก็เป็นเรื่องปกติ
ถ้ายังถามต่อไปอีก จะไม่เป็นการปิดกั้นตัวเองใช่หรือไม่?
เซิ่งอันหนิงถอนหายใจออกมา การมีความรักนี่ไม่ง่ายเลย บางทีอาจจะแห้วตั้งแต่ยังไม่เริ่มก็ได้
หญิงสาวเดินเหยียบเงาของโจวสือซวินอย่างเงียบ ๆ ไปจนถึงประตูของที่พัก เมื่อพบว่าตรงแผนกต้อนรับไม่มีพนักงานอยู่ เซิ่งอันหนิงจึงเกิดความคิด ดึงโจวสือซวินเข้าไปในอาคารโดยไม่พูดไม่จาสักคำ
ในเมื่อไม่มีคนอื่น ๆ เห็น เธอจึงเข้าไปในห้องเพื่อจะตรวจดูแผลของโจวสือซวินก่อน จากนั้นค่อยพูดก็ได้
โจวสือซวินไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ ๆ ก็ถูกเซิ่งอันหนิงดึงเข้าไปในห้องและยังปิดประตูอย่างระมัดระวังอีก
“เร็วเข้า คุณถอดเสื้อให้ฉันดูหน่อย”
เซิ่งอันหนิงดึงโจวสือซวินไปบริเวณข้างเตียงอย่างรีบร้อน เธอกลัวว่าอีกสักพักจะมีคนมาตรวจห้องแล้วมันจะสายเกินไป
เมื่อเธอยื่นมือไปถอดเสื้อของโจวสือซวิน เซิ่งอันหนิงก็ตระหนักได้ว่าการกระทำของเธอนั้นไม่ดูหวาดเสียวเกินไปหน่อยหรือ? โจวสือซวินถูกเธอผลักลงบนเตียงแล้วมากกว่าครึ่ง มือทั้งสองข้างของเขากางติดหัวเตียง ดูราวกับกำลังขึ้นเขียงเตรียมโดนเชือด แลดูวาบหวามไม่ใช่น้อย?
เซิ่งอันหนิงเอ่ยขึ้น “ฉันแค่จะรีบดูแผลให้คุณ ถ้าถูกคนพบเข้าจะทำยังไงคะ?”
โจวสือซวินถอดเสื้อกันหนาวและเสื้อเชิ้ตออกด้วยใบหน้าแดงก่ำ ดูเหมือนเขาจะค่อนข้างคุ้นชินเวลาอยู่ต่อหน้าเซิ่งอันหนิงแล้ว
ผ้าพันแผลเปื้อนเลือดจนชุ่มไปหมด เมื่อมองดูแล้วน่าตกใจเป็นอย่างมาก
เซิ่งอันหนิงไม่สนใจความคิดฟุ้งซ่านอีกต่อไป เธอกดให้ชายหนุ่มนอนหงายลงไป “นี่มันร้ายแรงมากเลยนะ อาจจะต้องไปที่โรงพยาบาลเพื่อให้หมอเย็บใหม่ คุณเอาแต่ทำแบบนี้อยู่เรื่อยเลย ยังอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อหรือเปล่าคะ?”
นิสัยซุกซนของชายหนุ่มผู้นี้ช่างไม่มีใครเหมือนเสียจริง
ยังดีที่เซิ่งอันหนิงได้เตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เธอไปล้างมือและหยิบสิ่งของออกมาจากกระเป๋า หยิบที่คีบ มีดผ่าตัด และสำลีชุบแอลกอฮอล์ของพยาบาลมา
เซิ่งอันหนิงเอาผ้าพันแผลออก และก็เป็นไปตามที่เธอคาดเอาไว้ บาดแผลเปิดออกจนเห็นปากแผลสีขาวและเนื้อสีแดงด้านในเล็กน้อย
เซิ่งอันหนิงไม่สนว่ามันจะโจ่งแจ้งแค่ไหน เธอฆ่าเชื้อมีดผ่าตัดด้วยแอลกอฮอล์ จากนั้นมองไปที่โจวสือซวินและถือมีดเอาไว้ “มีสองทางเลือก คุณใส่เสื้อผ้าและกลับไปโรงพยาบาลเพื่อเย็บแผลใหม่ หรือจะให้ฉันช่วยจัดการกับแผลของคุณ ฉันจะเลาะเนื้อที่เน่าตรงบริเวณขอบ ๆ ออก ไม่งั้นแผลจะไม่หายง่าย ๆ”
สิ่งสำคัญก็คือ เธอคันไม้คันมืออยากจะผ่าตัดจริง ๆ
โจวสือซวินไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย “คุณทำเลย”
เซิ่งอันหนิงฉีกยิ้มอย่างมีความสุข “อาจจะเจ็บนิดหน่อยนะ คุณก็อดทนเอาแล้วกัน วัน ๆ เอาแต่ขยับไปมา แผลจะหายง่าย ๆ ได้ยังไง”
ว่าพลางเธอก็ถือมีดผ่าตัดและเฉือนชิ้นเนื้อที่เน่าตามขอบแผลอย่างประณีต จากนั้นจึงใช้ที่คีบคีบชิ้นเนื้อออกมา
การใช้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อทำให้รู้สึกแสบแผลเป็นอย่างมากอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงการเฉือนชิ้นเนื้อเลย
อย่างไรก็ตาม ตลอดขั้นตอนทั้งหมดโจวสือซวินไม่ส่งเสียงร้องออกมาเลย ชายหนุ่มเพียงหลับตาลงเพียงเท่านั้น และรู้สึกเพียงว่าเหมือนถูกคนมาจั๊กจี้
เซิ่งอันหนิงต้องอุทานออกมาอีกครั้ง ชายผู้นี้สมกับเป็นชายชาตรีเสียจริง หญิงสาวจึงชวนโจวสือซวินคุยเรื่องอื่น ๆ เพื่อเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจ “ในชื่อพี่ชายกับน้องชายของคุณมีคำว่า ‘ฉาง’ อยู่ ทำไมคุณถึงไม่มีล่ะ?”
เมื่อได้ยินชื่อโจวฉางหลินและโจวฉางอวิ้นแล้ว มันก็นับได้ว่าเป็นชื่อธรรมดาที่เข้ากับยุคสมัยนี้
แต่ชื่อโจวสือซวินเป็นชื่อที่ฟังแล้วไพเราะมาก ให้ความรู้สึกว่ามีกลิ่นอายของวัฒนธรรมแฝงอยู่ในนั้น และดูเหมือนเป็นผู้ที่ถูกเลี้ยงดูมาจากตระกูลสูงศักดิ์
โจวหม่านชางและจูกุ้ยฮวาจะต้องไม่ใช่ผู้ที่คิดชื่ออันไพเราะเช่นนี้ขึ้นมาได้อย่างแน่นอน
โจวสือซวินตอบกลับด้วยประโยคยาว ๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นง่าย ๆ “เมื่อก่อนผมก็ไม่ได้ใช้ชื่อนี้หรอก ตอนเจ็ดแปดขวบผมป่วยหนัก และในหมู่บ้านมีซินแสที่สามารถทำนายโชคชะตาได้ เขาบอกว่าชื่อนี้จะเป็นกาลกิณีต่อพ่อแม่ ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นชื่อในตอนนี้”
เซิ่งอันหนิงก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะหมู่บ้านเล็ก ๆ ในชนบทไม่ได้มีการศึกษาอะไรมากมาย ก็เหมือนกับโจวฉางหลินที่สามารถเป็นหัวหน้าได้ นี่ไม่ใช่เพราะว่าเขามีความสามารถอะไร แต่เป็นเพราะชายหนุ่มนั้นสามารถเขียนหนังสือได้บ้าง
ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีทางที่จะไม่เชื่อคำพูดของซินแสในหมู่บ้านแน่นอน
“ดังนั้นชื่อในตอนนี้ของคุณเลยฟังดูเพราะมาก แล้วเมื่อก่อนคุณชื่อว่าอะไรล่ะ?”
เซิ่งอันหนิงถามขึ้นด้วยความสงสัยขณะเริ่มพันผ้าพันแผลให้กับชายหนุ่ม
โจวสือซวินไม่รู้สึกเลยสักนิดว่าชื่อเดิมของเขานั้นมันไม่น่าฟังตรงไหน “โจวฉางสั่ว”
เซิ่งอันหนิงระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ชื่อนี้มันธรรมดามาก ๆ บ่งบอกถึงยุคสมัยเหลือเกิน!
เมื่อมองดูใบหน้าที่หล่อเหล่าของของโจวสือซวิน เธอก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกรอบ “ฮ่า ๆ โจวฉางสั่ว ฉางสั่วหรือ? ฮ่า ๆ”
เซิ่งอันหนิงรู้สึกว่าชื่อนี้ทำให้โจวสือซวินดูธรรมดาขึ้นมาทันที ไม่ได้ดูเย็นชาอีกต่อไป และดูซื่อตรงขึ้นมาบ้าง
โจวสือซวินมองดูเซิ่งอันหนิงอย่างช่วยไม่ได้ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเซิ่งอันหนิงจึงหัวเราะแบบนี้ ชื่อสมัยก่อนของเขามันไม่น่าฟังตรงไหนกัน ขนาดในหมู่บ้านยังมีผู้ชายชื่อซื่อเม่ยเลย
แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเวลาที่เซิ่งอันหนิงหัวเราะออกมาเช่นนี้ ดวงตาของเธอแลดูเป็นประกายจนทำให้ตัวเธอดูสว่างสดใสขึ้นมา
เซิ่งอันหนิงหัวเราะจนมือไม้สั่น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เธอจะหยุดหัวเราะได้ หญิงสาวพันผ้าพันแผลให้กับโจวสือซวิน เมื่อทำเสร็จแล้วเธอก็อดที่จะหัวเราะขึ้นมาอีกไม่ได้
สาเหตุหลักก็คือเธอไม่สามารถหาความเชื่อมโยงระหว่างชื่อเก่ากับโจวสือซวินเข้าด้วยกันได้เลย
โจวสือซวินนั่งลงเงียบ ๆ เมื่อใส่เสื้อผ้าเสร็จก็ยังคงเห็นเซิ่งอันหนิงนั่งหัวเราะอยู่บนเตียงเล็ก ๆ โจวสือซวินก็ยิ่งทำอะไรไม่ถูก “ผมไปก่อนนะ อยู่คนเดียวก็ล็อกประตูให้เรียบร้อยด้วยล่ะ”
เซิ่งอันหนิงหัวเราะจนน้ำตาเล็ดและพยักหน้าอย่างสดใส “ได้ ตอนกลับคุณก็ระวังด้วยนะ ตอนกลางคืนก็พักผ่อนให้มาก ๆ”
หลังจากที่โจวสือซวินออกไปแล้ว เซิ่งอันหนิงก็นอนลงบนเตียงและยังคงยิ้มสลับหัวเราะออกมา “โจวฉางสั่ว…”
เธอทนไม่ไหวที่จะหัวเราะออกมา และรู้สึกว่าโจวสือซวินไม่น่าเกรงขามอีกต่อไป
เซิ่งอันหนิงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข จู่ ๆ เธอก็นึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ เมื่อครู่เธอเหมือนจะเห็นปานสีแดงบริเวณเอวของโจวสือซวิน
หรือว่าเป็นเลือดที่ไม่ได้ถูกเช็ดออก?
ก่อนหน้านี้ไม่ได้พิจารณามองดูให้ดี ๆ เมื่อวานตอนที่อยู่ภายใต้แสงไฟสลัว ๆ ของที่บ้านก็ไม่ได้สังเกต
เมื่อสักครู่เธอก็เห็น เพียงแต่กำลังสนใจชื่อเดิมของโจวสือซวินอยู่ จึงไม่ได้สนใจอีกเช่นกัน…
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
ดูท่าทางแล้วก็เป็นไปได้ว่าไฉ่เสียชอบพี่โจว แต่พี่โจวไม่ได้คิดอะไรเลย
นึกสภาพพี่โดนน้องผลักลงเตียงแล้วมันอดคิดลึกไม่ได้แฮะ
เอ๋ มีปานเหมือนกัน เป็นไปได้ไหมว่าจะมีชะตาคู่กัน
ไหหม่า(海馬)