ปลดปล่อย
ภานุเดชลงไปแช่ยาสมุนไพรในอ่างอาบน้ำ เขาต่อสู้กับความเจ็บปวดที่ได้รับอย่างอดทนอยู่นานเกือบสามชั่วโมง ถ้าเขาอดทนผ่านมันไปได้จะทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก หลังจากผ่านไปหลายชั่วโมง เขาก็ขึ้นจากอ่างอาบน้ำ ร่างกายของเขาดูแข็งแกร่งขึ้นจริงๆ “ผมรู้สึกว่าร่างกายของผมเบาสบายเหลือเกิน และเรี่ยวแรงก็ดูเพิ่มมากขึ้นด้วย” เขาบอก เมื่อการรักษาเสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ฉันก็กล่าวลาเขาเพื่อกลับ ภานุเดชก็รั้งฉันเอาไว้ด้วยคำพูด “คุณไพลิน คุณสนใจที่จะไปร่วมงานแสดงสมบัติโบราณไหม” เขาถามฉัน น้ำเสียงเขาดูให้เกียรติฉันมากกว่าคราวก่อนทีเดียว “งานแสดงสมบัติโบราณหรือ” ฉันอ้ำอึ้ง “ทุกๆปีเราจะจัดงานแสดงสมบัติโบราณ และจะมีการประมูลด้วย สมบัติหลายอย่างเป็นของเก่าที่มีความพิเศษ มันน่าตื่นตาตื่นใจมาก” ฉันไม่รู้หรอกว่ามันคืองานอะไร แต่ฉันก็อยากเห็นนะ ฉันคิดในใจ “ปีนี้ตระกูลของผมเป็นเจ้าภาพจัดงานปีนี้ ถ้าคุณและหัวหน้าของคุณสนใจ ผมจะรู้สึกเป็นเกียรติมากเลย” เขาบอกฉัน ฉันพอที่จะรู้ได้ว่าเขานั้นต้องการพบกับเจ้านายที่ฉันอุปโลกน์ขึ้นมา เขามีตัวตนอยู่จริงเสียที่ไหนกันล่ะ ฉันรับคำเชิญของเขา “ฉันจะบอกเจ้านายของฉันให้ แต่ฉันไม่รับปากนะว่าเขาจะไปไหม” “อย่างน้อยเพียงแค่คุณไปผมก็ยินดีมากแล้ว ไว้ผมจะส่งบัตรเชิญไปให้คุณนะครับ” เขาบอก ฉันกลับมาที่บ้านและโทรชวนตะวันให้ไปด้วยกันกับฉัน เขาตอบตกลง และฉันยังส่งข้อความไปเชิญรัตติกาลอีกด้วย ฉันอยากตอบแทนที่เธอช่วยเหลือฉันมาตลอด เธอบอกว่าเธอสนใจงานแสดงสมบัติโบราณนะ แต่คงไม่สามารถไปได้ ยังไงถ้ามีเวลาเธอจะวิดีโอคอลมาให้ฉันพาชมภายในงานแทน ฉันได้ไปส่งกระจกดู หลังจากการไลฟ์สดที่ห้องลับคราวก่อน ตอนนี้เนื้องอกที่ใบหน้าฉันหายไปเยอะเลย ใบหน้าของฉันดูเนียนขึ้น แต่มันก็ยังไม่หายไปจนหมด ยังเหลือเนื้องอกอีกตรงใบหน้าข้างขวาของฉัน ฉันเอามือปิดใบหน้าด้านขวาของฉัน ซีกซ้ายนั้นผิวของฉันเรียบเนียนสนิท ถ้าใบหน้าของฉันทั้งหมดเป็นแบบนี้ก็คงจะดี ฉันถอนหายใจ แต่อย่างน้อยมันก็ดีขึ้น ฉันหวังว่าสักวันมันจะหายสนิท ภานุเดชส่งบัตรเชิญมาให้ฉันสองใบ ฉันโทรหาตะวันบอกว่าฉันจะเอาบัตรเชิญให้เขา แต่ตะวันบอกกับฉันว่าไม่ต้อง เพราะเขาก็ได้รับบัตรเชิญเช่นกัน ฉันจึงบอกเขาว่าถ้าเช่นนั้นเอาไว้ไปเจอกันที่งาน เขาอยู่ในแวดวงสังคมชั้นสูงก็คงไม่แปลกที่จะได้รับเชิญไปงานแบบนี้บ่อยๆ ภานุเดชส่งรถมารับฉันไปที่งาน ฉันใส่เสื้อผ้าชุดที่ดีที่สุดเท่าที่มี รถแล่นมาแถบชานเมืองและไปถึงอาคารสไตล์ยุโรปบนเนินเขา มันคือสถานที่จัดงานครั้งนี้ ฉันลงจากรถและมองไปรอบๆ มันช่างดูสวยงามเสียจริง ปราสาทหลังใหญ่ท่ามกลางแสงไฟ ราวกับปราสาทของพระราชาในนิทานไม่มีผิด รถหรูมากมายแล่นผ่านเข้าไปภายในงาน ผู้คนแต่งกายสวยงามตามแบบฉบับชนชั้นสูง ฉันจำได้ว่าสัญญากับรัตติกาลเอาไว้ว่าจะวิดีโอคอลพาเธอชมบรรยากาศ ฉํนจึงโทรหาเธอและสวมหูฟังบลูทูธเอาไว้พูดคุย “สวัสดีรัตติกาล” ฉันทักทายเธอ “สวัสดีไพลิน” เธอตอบ แต่เธอไม่ยอมเปิดกล้องของเธอ ทำให้ฉันไม่เคยเห็นหน้าเธอ ฉันเดินไปที่ประตูทางเข้างาน พนักงานบอกกับฉันว่า “ขอดูบัตรเชิญด้วยครับ” ฉันหยิบบัตรเชิญออกมายื่นให้เขา บัตรเชิญนั้นมีตราประทับของภานุเดชกำกับไว้ พนักงานเห็นก็คำนับฉันทันที “แขก VIP เชิญครับคุณผู้หญิง” เขาบอก แขก VIP งั้นหรือ ฟังดูจั๊กจี้พิลึก ฉันไม่เคยถูกปฏิบัติแบบพิเศษแบบนี้มาก่อนในชีวิต ฉันเดินผ่านประตูเข้ามาภายในโถงขนาดใหญ่ที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหราราวกับปราสาทจริงๆ โคมระย้าสวยงามเต็มเพดานไปหมด “สวยมากเลยไพลิน” รัตติกาลบอกฉัน “ใช่ คุณน่าจะมากับฉันนะ น่าเสียดาย” ฉันบอก บริกรเดินมาพร้อมเครื่องดื่ม ฉันหยิบมาหนึ่งแก้วแล้วเดินไปตามทางเดิน มีส่วนจัดแสดงสมบัติโบราณอยู่ในนั้นมากมายหลายชิ้นและมี รปภ.เฝ้าอย่างเข้มงวด “ไพลิน นั่นเธอใช่ไหม” เสียงเรียกชื่อฉันดังมาจากข้างหลัง ฉันหันไปดูทำไมมีคนรู้จักฉันอยู่ที่นี่ได้ ฉันเห็นหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ ฉันจำเธอได้ เธอชื่อว่าอารยา เพื่อนของฉันตอนชั้นมัธยมต้น ฉันไม่คิดว่าจะเจอเธอที่นี่ เธอเป็นกลุ่มนักเรียนที่ชอบรังแกฉันเมื่อครั้งอดีต อารยาเธอเป็นลูกของนักธุรกิจส่งออกรายใหญ่ เธออยู่ในชุดราตรีสีขาว พร้อมด้วยสร้อยมุกที่คอ ราคาน่าจะแพงมาก “ทำไมคนอย่างเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้” อารยาถามฉันด้วยน้ำเสียงดูถูก ฉันไม่ได้ตอบอะไร จากนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามา “เกิดอะไรขึ้นอารยา” เขาถาม “ก็ดูนั่นสิ จำได้ไหมว่าใคร” อารยาชี้นิ้วมาที่ฉัน “ไพลินหน้าผี” เขาพูดออกมา เขาคือภูริเดช เด็กผู้ชายที่ฉันเคยแอบชอบในอดีต แต่เมื่อทุกคนในหเองรู้ว่าฉันแอบชอบเขา เลยพากันมาล้อภูริเดชจนเขาอับอาย เขาจึงรังเกียจฉันมาก “เธอเคยเขียนจดหมายรักมาให้คุณด้วยไม่ใช่เหรอ” อารยาพูด “หยุดเลยนะอารยา เธอรู้ไหมฉันต้องถูกทุกคนล้อเลียนก็เพราะยายหน้าผีนี่ตั้งเป็นปี” เขามองมาที่ฉันอย่างหยามเหยียด “ฮ่าๆๆ ไม่เจียมกะลาหัวเลยนะไพลิน จนก็จน หน้าตาก็อัปลักษณ์ คนอย่างเธอไม่น่ามีปัญญามาในที่แบบนี้” อารยาพูด เธอเรียก รปภ.มาและบอกว่าฉันนั้นแอบเข้ามาภายในงานเพื่อวางแผนที่จะขโมยของ เมื่อรปภ.มาถึงเธอก็พูดขึ้น “จับคนนี้ออกไปเลยค่ะ เธอแอบเข้ามา เธอป่วยเป็นตัวเชื้อโรค ดูที่หน้าเธอสิ” อารยาพูดทำให้คนภายในงานมองมาที่ฉัน ฉันพยายามหลบสายตาเหล่านั้น “ทำไมให้คนแบบนี้เข้ามาภายในงาน เธอจะมาแพร่เชื้อโรคไหม” “ดูจากสภาพแล้วต้องแอบเข้ามาแน่ๆ” “รีบจับเธอส่งตำรวจเลยสิ มัวทำอะไรอยู่” สิ้นคำพูดของอารยา รปภ.ก็วิ่งเข้ามาหมายที่จะจับตัวฉํนเอาไว้ รัตติกาลพูดขึ้นมา “ไพลิน ใช้วิชาที่เธอฝึกฝนมาดูสิ” วิชาที่ฝึกมาหรือ ฉันคิดรปภ.คนหนึ่งวิ่งเข้ามาประชิดตัวฉัน เขาเอื้อมมือมาจับที่แขนฉัน แต่ฉันเอี้ยวตัวหลบได้ทัน และใช้มือผลักไปที่เขา ทำให้เขานั้นกระเด็นออกไปล้มกลิ้งไปที่พื้นโดยที่ฉันยังไม่โดนตัวของเขาเลยรปภ.อีกคนเข้ามาเสริม ฉันเห็นการเคลื่อนไหวของเขาได้อย่างชัดเจน ฉันเดี้ยวตัวหลบ จับไปที่แขนของเขาและเหวี่ยงเขาจนล้มลงไปอีกคนทั้งอารยาและภูริเดชต่างก็ตกตะลึง รปภ.ทั้งสองลุกขึ้นมาพร้อมทั้งหยิบกระบองออกมา แต่ก่อนที่เขาจะพุ่งเข้ามาทำร้ายฉันก็มีเสียงแผดดังขึ้น“ทำอะไรกัน!”รปภ.หยุดชะงัก “คุณภานุเดช” รปภ.คนหนึ่งพูดขึ้น ภานุเดชเดินมาด้วยท่าทีน่าเกรงขาม แววตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธและมองไปที่ รปภ.ทั้งสองคนนั้น ทั้งสองหลบตาในทันที “คุณภานุเดช ยายผู้หญิงคนนี้แอบเข้ามาในงาน เธอต้องการมาขโมยของแน่ๆ จัดการมันเลย” อารยากล่าว “ขอโทษเธอเดี๋ยวนี้นะอารยา” ภานุเดชน้ำเสียงแข็งกร้าว “อะไรนะ จะให้ฉันขอโทษยายหน้าผีนี่เหรอ ไม่มีทาง” “ถ้าคุณไม่ทำ ผมจะไล่เธอออกไปจากงานเดี๋ยวนี้” ภานุเดชยังคงแข็งกร้าว อารยาเห็นแบบนั้นก็รู้สึกกลัว เธอจึงมาขอโทษฉันแบบไม่เต็มใจนัก “ฉันขอโทษ” แววตาของเธอเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ ราวกับว่าจะกินเลือดกินเนื้อฉันเลยทีเดียว แล้วเธอก็วิ่งหนีออกไปจากตรงนั้นด้วยความอับอาย ฉันรู้สึกว่า ฉันไม่ต้องกลัวเธออีกต่อไปแล้ว หัวใจของฉันพองโต