"ลู่เสียน!!!! อย่าพูดจาเหลวไหล อย่างน้อยท่านก็เป็ภรรยาและธิดาของหัวหน้าตระกูล เ้าห้ามเสียมารยาท" โม่เฟยเทียนหันไปตำหนิหญิงสาว
"แต่ท่านพี่...." โม่ลู่เสียนพอเห็นชายหนุ่มส่งสายตาดุ นางจึงไม่ได้กล่าวอะไรต่อ
"ท่านหญิง น้องเยว่ซิน ข้าต้องขออภัยแทนน้องสาวที่ไร้มารยาท " ชายหนุ่มทำความเคารพมู่ปิงหยุน จากนั้นจึงกล่าวขอโทษต่อคนทั้งสอง
มู่ปิงหยุนกับลูกสาวไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงแค่แปลกใจ ว่าเหตุใดคนทั้งสองถึงได้มาปรากฏตัวอยู่ที่แห่งนี้ มันเป็เวลานับสิบปีที่โม่เยว่ซินเนรเทศตัวเองมาอาศัยอยู่ในป่าไผ่ ส่วนใหญ่มารดาของนางจะแวะมาหาทุกสัปดาห์ ส่วนทางบิดานานๆ ครั้งเขาถึงจะมาเยี่ยมเยือน บางทีเขาคงไม่อยากให้ลูกสาวต้องลำบากใจเลยไม่ค่อยจะมาพบหน้า..... ส่วนสองพี่น้องโม่เฟยเทียนและโม่ลู่เสียน ทั้งสองคนไม่เคยเหยียบย่างเข้ามาในตำหนักไผ่ขจี นี่จึงเป็ครั้งแรกในรอบนับสิบปี ที่เยว่ซินได้พบเจอคนทั้งสอง
หลังจากทักทายกันพอเป็พิธี ชายหนุ่มก็บอกจุดประสงค์ในการเดินทางมาครั้งนี้
"บรรพบุรุษส่งข้อความด่วนมา อีก5วันให้เรียกหนุ่มสาวทุกคนในตระกูลมาเข้าพบ รวมถึงลูกหลานตระกูลสาขาด้วยขอรับ"
"ท่านบรรพบุรุษกลับมาแล้วรึ????" มู่ปิงหยุ่นใเช่นกัน นางรู้แค่เพียงว่าท่านบรรพบุรุษโม่ซานเป็ระดับเทวะ ซึ่งนางก็ไม่เคยพบหน้าเช่นกัน
"ท่านหญิงข่าวนี้พึ่งถูกส่งมาเมื่อสักครู่ อีกไม่เกิน3วันท่านบรรพบุรุษคงเดินทางมาถึง ตอนนี้ผู้าุโและหัวหน้าตระกูลกำลังประชุมหารือกันอยู่ ข้าว่าอีกไม่นานคงมีประกาศเรียนแจ้งอย่างเป็ทางการขอรับ"
"ท่านเฟยเทียน เหตุใดท่านบรรพบุรุษถึงได้เรียกรวมตัวเ้าคะ" คราวนี้เยว่ซินถามขึ้นมาบ้าง เพื่อว่านางอาจจะไม่ต้องเข้าร่วม
"พวกาุโคาดการณ์ว่า ท่านคงจะเลือกคนมาเป็ผู้สืบทอด แต่ก็เป็เพียงการคาดเดาเท่านั้น เหตุผลจริงๆ คงต้องฟังจากท่านบรรพบุรุษเอาเอง" ยามโม่เฟยเทียนกล่าวถึงผู้สืบทอด ดวงตาของเขามันส่องประกายแวววาว
"แต่พี่สาวไม่ต้องไปก็ได้นะ เดี๋ยวคนอื่นๆ เขาจะกล่าวหาว่าท่านไม่เจียมสังขาร คิกคิก~." หลังจากโดนชายหนุ่มตำหนิ โม่ลู่เสียนที่เงียบมานาน พอได้เอ่ยปากพูด ทันใดนั้นถ้อยคำที่ไม่น่ารื่นรมย์ก็ออกมาจากปากของนางทันที
สิ้นเสียงของนาง บรรยากาศก็เริ่มที่จะตึงเครียด แม้โม่เฟยจะตำหนิน้องสาวอีกรอบ และกล่าวขออภัยออกมา แต่ทว่ามู่ปิงหยุนผู้เป็มารดากลับมีสีหน้าที่บึ้งตึง
พอโม่เฟยเทียนเห็นว่าบรรยากาศไม่ค่อยดี เขาจึงขอตัวลาและลากน้องสาวปากพล่อยกลับทันที ส่วนมู่ปิงหยุนและสาวใช้ พอตะวันใกล้จะตกดิน พวกนางจึงได้เดินทางกลับ
เยว่ซินถึงนางจะเดินไม่ได้ แต่นางก็ใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่มีปัญหาอะไร แม้่แรกนางอาจจะติดขัดอยู่บ้าง ทว่าพอนานวันนางก็เริ่มทำความคุ้นเคยกับสภาพร่างกาย จนปัจจุบันนางทำหลายๆ อย่างโดยไม่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป
คืนนี้อากาศหนาวเย็นกว่าปกติ บรรยากาศมืดครึ้ม เมฆหมอกบดบังแสงจันทร์ มันเป็สัญญาณของหยาดฝนที่จะหล่นลงมา
เยว่ซินหลังจากทานอาหารที่มู่ปิงหยุนนำมาให้ นางก็มานั่งอ่านหนังสืออยู่ภายในห้องนอน แสงจากตะเกียงมันสว่างมากพอที่จะเห็นตัวหนังสือในมือของนาง ในนั้นจดบันทึกพืชพันธุ์ไม้ รวมถึงสมุนไพรต่างๆ เอาไว้ มันมีทั้งภาพวาดและคำอธิบายอยู่ในนั้น หนังสือเล่มนี้คือของที่บิดาฝากมาให้นาง มันคือรายละเอียดของสมุนไพรเขตร้อน....
ทุกคืนก่อนนอนเยว่ซินจะต้องหาหนังสือมาอ่านอยู่เป็ประจำ โดยไม่จำเป็จะต้องเกี่ยวกับพืชพันธุ์สมุนไพร เพียงขอให้เป็หนังสือ นางก็จะอ่านมันจนหมด ตำราหมื่นอสูร รายชื่ออาวุธเทพ ตำนานพื้นเมือง สายพันธุ์ปีศาจ ทุกอย่างที่กล่าวมานางอ่านมันจนหมด ขอเพียงเป็สิ่งที่มอบความรู้ให้ นางก็จะเปิดอ่านด้วยความตื่นเต้นเสมือนนางได้พบเจอสหายใหม่ ในรอบระยะเวลา10ปีนางอ่านหนังสือไปได้หลายร้อยเล่ม บางเล่มต้องให้ใช้เวลาในการซึมซับนับเดือน แต่บางเล่มนางอ่านเพียงหนึ่งสัปดาห์
นางจะทำแบบนี้จนเป็กิจวัตร ขณะที่นางเปิดหนังสือไปได้ไม่กี่หน้า เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำใบไผ่ ดังลอยแว่วออกมาจากทางด้านนอกตัวบ้าน เสียงนั้นเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เสียงก้าวเดินเป็จังหวะช้าๆ เสมือนว่าคนผู้นี้กำลังเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้าน เพียงครู่เดียวเสียงฝีเท้าได้มาหยุดอยู่ตรงหน้าบ้าน ก่อนจะเงียบหายไป
โม่เยว่ซินแม้จะไม่รู้ว่าเป็ผู้ใด แต่นางก็ไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนก นางเพียงเปิดอ่านหนังสือ โดยไม่สนใจเสียงของบุคคลปริศนา และในขณะบรรยากาศเริ่มจะตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำของชายผู้หนึ่งได้ดังลอยเข้ามา
"ผู้ใดที่อยู่ข้างใน รีบออกมาเดี๋ยวนี้!!!" เสียงทรงอำนาจของชายปริศนา แสดงถึงความไม่พอใจ
ครั้งนี้โม่เยว่ซินไม่อาจข่มใจเอาไว้ได้ น้ำเสียงที่ไม่คุ้นเคยมันมีมนต์สะกดบางอย่างที่ทำให้นางไม่อาจขัดขืนได้.....ชายผู้นี้เป็ยอดฝีมือ แต่เหตุใดกันเขาถึงปรากฏตัวอยู่ในที่แห่งนี้
"ข้าน้อยขออภัยที่ไม่ได้ออกมาต้อนรับผู้าุโ ข้าน้อยชื่อโม่เยว่ซิน เป็ธิดาของโม่หยางเ้าค่ะ" พอข่มความกลัวได้นางจึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงปกติ
"แม่หนู แล้วเหตุใดเ้าถึงไม่ออกมาต้อนรับผู้าุโเช่นข้า" น้ำเสียงของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่าในคำพูดมันยังแฝงความไม่พอใจเอาไว้บางส่วน ....
โม่เยว่ซินครุ่นคิดเพียงครู่ ก่อนจะขยับรถเข็นที่นั่งอยู่ มุ่งตรงไปยังประตู .....นางสูดหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะค่อยๆ เลื่อนประตูเปิดออก
บุคคลปริศนาเบื้องหน้า มีใบหน้าขาวเนียนสะอาดตา ผิวพรรณผุดผ่อง ลักษณะคล้ายบัณฑิตผู้มากด้วยปัญญา โครงหน้าของเขามีความคล้ายคลึงกับบิดาของนางอยู่หลายส่วน โดยเฉพาะดวงตากลมโตคู่นั้น หากไม่มองส่วนอื่นนางคงคิดว่าคนผู้นี้ต้องใช่บิดาของนางเป็แน่.........
>>>>>>>>>>>>>>
สวัสดี...ข้าชื่อโม่ซาน มีพี่น้องอยู่สามคน พี่ชายของข้าเสียชีวิตในขณะทะลวงขั้นเข้าสู่เทวะ ส่วนน้องสาวของข้า นางดื้อรั้นแอบฝึกฝนวิชาบ่มเพาะของตระกูล จึงเป็เหตุให้ชีพจรขาดสะบั้นจนร่างกายไร้ความรู้สึก 'เสมือนคนตายที่ยังมีลมหายใจ' นั้นคือคำนิยามสภาพร่างกายของนาง
ตำราบ่มเพาะตะวันจันทรา มรดกตกทอดของตระกูลโม่ วิชาที่ทำให้บุรุษสามารถทะลวงสู่ขั้นเทวะ มันเป็วิชาบ่มระดับเทวะเพียงหนึ่งเดียวของตระกูล
ข้าฝึกฝนวิชานี้จนเข้าสู่ระดับเทวะได้สำเร็จ แต่ข้าไม่ได้รู้สึกมีความสุข ยิ่งข้าทะลวงขั้นได้มากเท่าไหร่ มันกลับเป็การตอกย้ำาแในใจ....ภาพในคืนฝนตกร่างน้องสาวของข้าเปรอะเปื้อนไปด้วยเื ทวารทั้ง4มีเืไหลย้อนออกมา ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้น มันเป็ภาพจำที่ข้าไม่เคยลืม ทุกครั้งที่ฝนตก หัวใจของข้าจะเ็ปเหมือนโดนเข็มทิ่มแทง นับแต่วันนั้นข้าจะเห็นหยาดฝนเป็สีแดงเื ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งสวยงามสำหรับข้าอีกต่อไป....
ข้าได้ให้คำสัญญาในคืนที่น้องสาวของข้าจากไป คือข้าจะต้องทำให้วิชานี้มันสมบูรณ์ที่สุด!!
หลังจากข้าบรรลุขั้นเทวะ ข้าจึงออกเดินทางค้นคว้าส่วนที่ขาดหายไปของตำรา ข้าเดินทางไปทั่วทวีป ดินแดนน้อยใหญ่ข้าไปแทบจะทั้งหมด ข้าพบเจอผู้คนมากมายหลากหลายรูปแบบ คนที่แข็งแกร่งกว่าข้ามีมากเกินกว่าที่ข้าจะนับไหว ตัวข้าไม่ต่างจากกบในกะลา ระดับเทวะมันไม่ใช่จุดสูงสุดของชีวิต ข้าที่รู้อย่างนั้น นอกจากจะตื่นใ ข้ายังรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอีกด้วย เพราะผู้ที่อยู่เหนือระดับเทวะ พวกเขาเ่าั้ต้องช่วยข้าได้เป็แน่...
..แต่แล้วทุกอย่างก็ไม่เป็ไปตามที่ข้าคิด พวกเขาไม่สามารถหาข้อบกพร่องในวิชาได้ แม้แต่บุคคลที่ถูกยกย่องว่าเป็สัญลักษณ์แห่งปัญญา นางก็ยังไม่สามารถระบุอะไรได้
ข้ารู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง ความเป็จริงมันโหดร้ายเกินกว่าข้าจะทนไหว ระยะเวลาเกือบสองร้อยปี มันเหมือนข้าใช้เวลาไปเสียเปล่า ข้าเดินทางโดยไร้จุดหมายจนมาพบหมู่บ้านติดเขตแดน ตัวข้าเพียงหวังว่าจะหาที่สงบพักผ่อนจิตใจชั่วครู่ พอจิตใจของข้ามั่นคง ข้าจะออกเดินทางค้นคว้าต่อ
หมู่บ้านแห่งนี้ก็เหมือนเช่นหมู่บ้านอื่นๆ ที่ข้าพบเจอ เพียงแต่ผู้คนแข็งแกร่งกว่าปกติทั่วไปก็เท่านั้น.....ตลอดหนึ่งปีข้าอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจนข้ารู้สึกมีไฟขึ้นมาอีกครั้ง และวันที่ข้าพร้อมออกเดินทางก็มาถึง แต่ก่อนที่ข้าจะจากไป ข้าอยากแวะมาทักทายหมอเทวะจาง และแม่นางหลินเสียก่อน
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ่นี้ข้ารู้สึกว่าแม่นางหลินถึงได้ดูแปลกไป แก่นแท้ของนางดูสมบูรณ์ขึ้น ผิวพรรณของนางเริ่มมีน้ำมีนวล หรือบางทีอาจเป็เพราะข้าเก็บตัวมานานหลายเดือน สิ่งต่างๆ จึงเปลี่ยนไปโดยที่ข้าไม่รู้
ขณะที่ข้าเดินทางมาบ้านแม่นางหลิน จู่ๆ ข้าก็ได้กลิ่นหอมของชาร้อนๆ ที่มันลอยมาแตะจมูก ข้ารู้สึกปลอดโปร่งเป็อย่างมาก ข้าเดินตามกลิ่นไปเรื่อยๆ จนมาพบกับท่านเซียน ท่านเซียนไม่มีออร่าของผู้ที่แข็งแกร่งแผ่ออกมา ท่านเหมือนคนธรรมดาทั่วๆ ไป แต่ทุกการกระทำของท่าน มันมีวิถีฟ้าดินหมุนเวียน คำเอ่ยวาจามีกฎเกณฑ์บางอย่าง ในบางครั้งถ้าท่านพูดแนะนำอะไร จะมีวิถีแห่งเซียนปรากฏเป็วงกลมขาวดำอยู่ทางเื้ัของท่าน
วินาทีที่ข้าเจอท่าน ข้ารับรู้ได้โดยสัญชาตญาณ ว่าการเดินทางของข้ามันใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว....
.....จนในที่สุดข้าก็ค้นพบว่าทุกอย่างที่ข้าทำมันผิดทั้งหมด สิ่งที่ข้าคิดมันไม่ใช่ ตำราที่ข้าพยายามแก้ไขมันไม่มีจุดบกพร่อง มันไม่มีจุดไหนที่ผิดเพี้ยนไป ทุกอย่างมันสมบูรณ์อยู่แล้ว...... เมื่อสิ่งที่ผิดมันไม่ใช่ตำรา งั้นมันก็เป็ผู้ที่ฝึกซะเองที่ผิด เพราะตำราเล่มนี้มันไม่ได้มีไว้สำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์ มันเป็ตำราบ่มเพาะของเผ่าพันธุ์ปีศาจ.....
ตำราตะวันจันทรามันถูกดัดแปลงโดยมีตำราของเผ่าปีศาจเป็ต้นแบบ ถ้ามนุษย์ผู้ใด้าจะฝึกฝนมัน คนผู้นั้นต้องถูกยอมรับจากฟ้าดินเสียก่อน
ในตอนที่ท่านเซียนประทานพร ข้าก็เข้าใจแจ่มแจ้งในทันที และเพราะคำอวยพรนั้นข้าถึงถูกยอมรับจากฟ้าดิน วิถีแห่งเซียนในตำราบ่มเพาะตะวันจันทราจึงปรากฏออกมาที่เื้ัของข้า
ข้าสามารถใช้เขตแดนเพลิงตะวันได้แล้ว ในที่สุดข้าก็เป็เทวะเต็มตัวเสียที ไม่ใช่เทวะเทียมเฉกเช่นเมื่อก่อน เทวะระดับ3เช่นข้า นับเป็าาในระดับขั้นเดียวกัน ถึงต่อให้เจอเทวะเทียมระดับ4 ข้าก็มั่นใจว่าจะเอาชนะได้ไม่ยาก...
และตามข้อบัญญัติของสมาพันธ์กฎเทพ เมื่อข้าถูกยอมรับจากท่านเซียน ข้าสามารถนำครอบครัวมาด้วยได้2คน ข้าจะต้องคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมเพื่อมารับใช้ท่าน ข้าหวังว่าเหลนลื่อของข้าจะมีใบหน้าที่งดงามดั่งที่ข้าคาดหวังไว้.......
.
.
.
.
.
วิถีเซียนตะวันฉาย
โม่ซาน
