ตลอดทางกลับจากโรงพยาบาล ณิชานั่งเงียบอยู่ข้างคนขับ
หมอยังไม่ได้ยืนยันอะไรแน่ชัด นอกจากบอกให้เธอนัดตรวจเพิ่มเติมและดูแลตัวเองไปก่อน แต่คำว่า “มีโอกาสตั้งครรภ์” ยังคงวนอยู่ในหัวเหมือนเสียงประกาศที่ปิดไม่ลง
พีร์ขับรถช้ากว่าปกติ เขาไม่เปิดเพลง ไม่รับสาย และไม่แตะโทรศัพท์เลยสักครั้ง มือซ้ายวางอยู่บนพวงมาลัย ส่วนมือขวาวางค้างใกล้คันเกียร์เหมือนกำลังรอให้ณิชายื่นมือไปหา
ณิชามองมือนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางมือลงไป
พีร์หันมามองเธอเพียงเสี้ยววินาที แล้วใช้นิ้วโป้งลูบหลังมือเธอเบา ๆ
ไม่มีใครพูดอะไร แต่ความเงียบในรถไม่ได้เหมือนความเงียบเมื่อคืน
เมื่อคืนเป็ความเงียบของคนสองคนที่สบายใจเมื่ออยู่ใกล้กัน
วันนี้เป็ความเงียบของคนสองคนที่กำลังพยายามไม่ทำให้ความกลัวของตัวเองหลุดออกมา
เมื่อกลับถึงบ้าน พีร์ถอดรองเท้าให้ณิชาตามเคย เขาหยิบถุงยาที่หมอให้ วางไว้บนโต๊ะ แล้วเดินไปเปิดตู้เย็น
“กินอะไรไหมครับ”
“ไม่หิวค่ะ”
“หมอบอกให้กินมื้อเล็ก ๆ”
“ฉันเพิ่งกลับจากโรงพยาบาลนะคะ ไม่ได้กลับจากสนามรบ”
พีร์ชะงักไป ณิชารู้ทันทีว่าน้ำเสียงของเธอแข็งเกินไป
“ขอโทษค่ะ”
“ไม่เป็ไร”
เขายังเปิดตู้เย็นต่อ หยิบไข่ออกมาสองฟอง
“ผมทำข้าวต้มให้”
“คุณทำเป็เหรอ”
“เคยดูคลิป”
“คลิปที่ทำให้ไข่ไหม้เมื่อเช้าน่ะเหรอคะ”
พีร์หันมามองเธอ “ข้าวต้มกับไข่ไหม้คนละอย่างกัน”
ณิชาหลุดยิ้ม แต่รอยยิ้มอยู่ได้ไม่นาน เธอเดินไปนั่งที่โซฟา และดึงเข่าขึ้นมากอด
บนโต๊ะมีเอกสารจากโรงพยาบาลวางอยู่ ใบกระดาษไม่กี่แผ่นมีข้อมูลที่เธอยังอ่านไม่เข้าใจ แต่กลับรู้สึกว่ามันหนักกว่ากล่องเค้กทั้งร้าน
พีร์เริ่มทำอาหารอยู่ในครัว เสียงเปิดตู้ เสียงน้ำไหล และเสียงช้อนกระทบหม้อดังสลับกัน เขาพยายามทำให้บ้านเหมือนเดิมที่สุด
แต่บ้านไม่เหมือนเดิมแล้ว
ณิชามองไปรอบห้อง เสื้อแจ็กเก็ตของพีร์พาดอยู่บนเก้าอี้ กระถางต้นไม้ที่เธอลืมรดน้ำเริ่มมีใบเหลือง และกล่องขนมที่เธอซื้อจากร้านถูกวางอยู่ข้างโทรทัศน์
ทุกอย่างเหมือนเดิมจนทำให้เธอรู้สึกแปลก
ถ้ามีเด็กเข้ามา บ้านหลังนี้จะยังมีที่วางของของพีร์ไหม จะมีเวลาให้เธอนั่งดูหนังกับเขาหรือเปล่า และเตียงที่พวกเขาใช้กอดกันทุกคืนจะกลายเป็ที่นอนของลูกแทนหรือไม่
“ณิชา”
เธอเงยหน้า
พีร์ยืนอยู่หน้าโซฟา ในมือถือถ้วยข้าวต้มที่มีไอน้ำลอยขึ้น
“ลองกินนิดหนึ่งครับ”
ณิชารับถ้วยมา “คุณทำเองจริง ๆ เหรอ”
“ครับ”
“ไม่เค็มไปใช่ไหม”
“ผมยังไม่ได้ชิม”
“แล้วรู้ได้ยังไงว่ากินได้”
“คุณเป็คนชิม”
ณิชามองถ้วยในมือ ก่อนตักเข้าปาก รสชาติอ่อนจนเกือบไม่มีอะไร แต่ข้าวยังแข็งบางส่วน เธอพยายามกลืนแล้วทำหน้าครุ่นคิด
พีร์มองเธออย่างตั้งใจ “เป็ยังไงครับ”
“กินได้ค่ะ”
“แปลว่าไม่อร่อย”
“แปลว่ายังมีโอกาสพัฒนา”
เขาพยักหน้าเหมือนรับคำวิจารณ์จริงจัง “ผมจะฝึก”
คราวนี้ณิชายิ้มได้นานขึ้น เธอกินอีกสองคำ ก่อนวางถ้วยลง
“พีร์”
“ครับ”
“คุณดีใจไหม”
เขาไม่ได้ตอบทันที
คำถามธรรมดากลับทำให้เสียงทุกอย่างในบ้านเงียบลง พีร์นั่งลงบนพื้นตรงหน้าเธอ วางแขนบนเข่าของตัวเอง แล้วมองใบหน้าภรรยา
“ผมยังไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไร”
ณิชาก้มมองมือ “ฉันก็เหมือนกัน”
“แต่ผมไม่ได้ไม่ดีใจ”
“ค่ะ”
“ผมแค่กลัว”
เธอเงยหน้าขึ้น
พีร์ถอนหายใจ “กลัวว่าจะดูแลคุณไม่ดี กลัวเงินไม่พอ กลัวทำอะไรผิด แล้วก็กลัวว่าคุณจะเหนื่อยจนไม่เหลือแรงให้ผม”
ณิชานิ่งฟัง เขาพูดออกมาเพียงไม่กี่คำ แต่แต่ละคำมีน้ำหนักเหมือนถูกเก็บไว้นาน
“คุณกลัวว่าฉันจะไม่มีแรงรักคุณแล้วเหรอคะ”
พีร์มองเธอ “ผมกลัวว่าคุณจะต้องใช้แรงทั้งหมดไปกับการเป็แม่ จนลืมว่าคุณยังเป็ณิชา”
เธอไม่คิดว่าจะได้ยินคำตอบนั้น น้ำตาร้อนขึ้นมาทันที ไม่ใช่เพราะเสียใจ แต่เพราะเพิ่งรู้ว่าพีร์ก็กลัวเื่เดียวกับเธอ
“ฉันกลัวว่าคุณจะสนใจแต่ลูก จนลืมว่าฉันยังเป็ภรรยาของคุณ”
พีร์ขยับเข้ามาใกล้ “ผมไม่มีวันลืม”
“คุณยังไม่รู้เลยว่าจะเป็พ่อแบบไหน”
“แต่ผมรู้ว่าคุณเป็ภรรยาของผม”
ประโยคนั้นไม่ได้สวยหรู แต่ทำให้ณิชาน้ำตาไหล เธอวางถ้วยลงแล้วใช้มือปิดหน้า
พีร์จับข้อมือเธอเบา ๆ “ร้องไห้ทำไมครับ”
“ไม่รู้ค่ะ”
“หมอบอกว่าฮอร์โมนอาจจะ...”
[คืนนั้น]
คืนนั้นพวกเขาไม่พูดเื่การเป็พ่อแม่อีก แม้คำถามยังอยู่ในใจทั้งคู่ พีร์เปิดไฟหัวเตียงไว้ ณิชานอนหันหน้าเข้าหาเขา มือของทั้งสองคนวางอยู่ตรงกลางระหว่างหมอน
ไม่ใกล้จนลืมความกลัว และไม่ไกลจนรู้สึกโดดเดี่ยว
ก่อนหลับ ณิชาถามขึ้นมาในความมืด
“พีร์”
“ครับ”
“ถ้าวันหนึ่งเรารักลูกมากจนลืมรักกันเอง เราจะทำยังไงคะ”
พีร์จับมือเธอแน่นขึ้น
คำตอบของเขาไม่ได้มาทันที
และนั่นทำให้ณิชารู้ว่า คำถามนี้อาจเป็คำถามแรกของชีวิตที่พวกเขาต้องหาคำตอบไปด้วยกัน