๙
ผมตื่นเพราะมีเสียงใครบางคนเรียกให้ผมตื่น ผมค่อย ๆ ลืมตาดูต้นเสียงนั้น เป็เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็แม่บ้านของไอ้มาเฟียว่าแต่มาเฟียหายไปไหนแต่เช้า
“ออ...คุณบดินทร์ไปไหนเหรอครับ”
ผมถามแม่บ้านที่กำลังยืนอยู่ข้างเตียง
“รอคุณอยู่ข้างล่างค่ะ”
“รอผม”
“ใช่ค่ะนายท่านบอกว่าให้เวลาคุณอาบน้ำครึ่งชั่วโมง ส่วนนี่ก็เป็ชุดของคุณค่ะ”
แม่บ้านเอาชุดวางไว้ให้ผมที่โต๊ะข้างเตียงแล้วก็เดินออกจากห้องไป
ว่าแต่ผมพูดได้แล้ว!
ผมลองอ้าปากดูตอนนี้เป็ปกติทุกอย่างทำไมไม่รอให้ผมได้เสียกับ ไอ้มาเฟียก่อนค่อยอ้าปากได้ล่ะ ถ้าผมพูดได้ั้แ่เมื่อคืนมาเฟียมันไม่มีวันทำอะไรผมได้หรอก
ให้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงแล้วใครมันจะไปอาบทันเพราะปกติผมต้องแช่อยู่ในห้องน้ำอย่างน้อยๆ ก็เกือบชั่วโมง ผมจึงรีบลุกไปอาบน้ำทันทีเพราะไม่อยากขัดคำสั่งไอ้คนเอาแต่ใจ
หลังจากผมก็อาบน้ำและใส่เสื้อผ้าที่ไอ้มาเฟียมันจัดแจงให้ผมใส่ผมยื่นอยู่หน้ากระจกแล้วมองตัวเอง เพราะตอนนี้ผมเหมือนโนบิตะมาก ถ้ามีแว่นตา กลม ๆ มาใส่มันใช่เลยแหละ นี่คือสิ่งที่เขาจัดสรรให้ผม
มันเป็แฟชั่นยุคไหนกัน !
ในขณะที่ผมกำลังเดินลงไปหาไอ้มาเฟียผมไม่รู้ว่าผมควรจะทำอย่างไรดี ถ้าผมเจอเขาผมควรจะทำหน้ายังไงเพราะเื่เมื่อคืนยังแทรกซึมเข้ามาอยู่ในหัวผมตลอดเวลา บอกตรง ๆ ว่า ผมโคตรอายกับการกระทำเมื่อคืน...มันเป็สิ่งที่บ้าที่สุดบ้ามาก ๆ ด้วย
กระนั้นก็เถอะคิดถึงเื่นี้ทีไรหัวใจผมก็เต้นไม่เป็จังหวะอยู่เรื่อยตอนนี้ผมเดินมาหยุดตรงโต๊ะอาหาร ผมยืนอยู่ด้านหลังเขาอย่างห่าง ๆกำลังคิดว่าควรจะเข้าไปแล้วทำหน้าเฉย ๆ หรือว่าเงียบใส่เขาไปเลย หากยิ่งเข้าใกล้หัวใจผมยิ่งเต้นแรงไม่เป็จังหวะ
“่เวลาที่น่าจดจำที่สุดไม่ใช่่เวลาที่หัวใจนายเต้นปกติ แต่มันเป็่ที่หัวใจนายกำลังเต้นผิดผิดจังหวะแบบนี้”
คำพูดของเขาเมื่อคืนก็พลันแล่นเข้ามาในหัวสมองผมอีก นี่มันกำลังเกิดอะไรขึ้นกับผม ผมไม่เคยอยู่ใกล้ใครแล้วหัวใจเต้นแรงแบบนี้มาก่อน ทำไมกับไอ้มาเฟียผมต้องหวั่นไหวกับมันด้วยนะผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
“จะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม”
หือ...ขนาดผมยืนอยู่เงียบๆ ยังจะรู้อีก
“ปกติฉันไม่เคยพูดอะไรเกินสองรอบ”
น้ำเสียงเรียบพูดขึ้นมาอีกครั้งและย้ำกับไอ้คำว่าไม่เกินสองรอบนี้จัง จึงทำให้ผมต้องเดินไปนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับเขา
“ผมจะกลับบ้าน”
ตอนนี้แม่บ้านเข้ามาตักข้าวให้ผมเหมือนรู้หน้าที่ของตัวเองโดยปริยาย
“พูดได้แล้วนี่นายต้องขอบคุณฉัน”
น้ำเสียงเขายังนิ่งเรียบและดูไม่เหมือนไม่ได้สนใจในสิ่งที่ผมพูดออกไป
“ขอบคุณ...ขอบคุณเื่อะไร”
“ก็ถ้าฉันไม่ลงโทษนายเมื่อคืนนายก็ยังคงพูดไม่ได้ ความจริงนายต้องขอบคุณจูบอันแสนดูดดื่มและหวานหอมของฉัน”
“คุณมันบ้าบ้าที่สุด”
“แต่นายก็อ้าปากรับสิ่งที่ฉันมอบให้นายโดยที่ฉันไม่ได้บังคับนายแม้แต่น้อย รอยจูบเมื่อคืนมันตราตรึงอยู่ในใจนายอยู่ไม่น้อย...ใช่ไหม”
“หยุดพูดผมไม่อยากฟังไม่ต้องมาบรรยายการกระทำอันฉวยโอกาสของคุณให้ผมฟัง”
“แต่นายสมยอมฉัน...ฉันถามนายทุกครั้งไม่ใช่เหรอ”
ผมว่าแล้วเขาต้องมาไม้นี่ไอ้นี่โคตรเ้าเล่ห์
“หรือว่านายต้องให้ฉันทบทวนอีกครั้ง”
“ยะอย่านะ”
“ทำไมต้องกลัวเมื่อคืนนายยังไม่กลัวฉัน ปล่อยให้ฉันทำตามใจ”
“หยุดพูดได้แล้วไอ้คนเห็นแก่ตัว”
“เห็นแก่ตัวที่นายพูดนั่นคงจะหมายถึงนายยังไม่ได้เห็นของฉันใช่ไหม ที่นายบอกว่าฉันเห็นแก่ตัวก็ถูกเพราะฉันเห็นของนายคนเดียว ทั้งได้เห็นทั้งได้ัั”
ประโยคสุดท้ายของคนพูดเน้นจนผมอยากจะเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนี นอกจากเขาจะพรากความบริสุทธิ์น้องชายของผมด้วยห้านิ้วไปแล้วและยังจะมาพูดบ้า ๆ ให้ผมฟังอีก
“พอได้แล้วผมไม่อยากฟังและผมก็ไม่ได้อยากเห็นอะไรที่มันอุจาดตาของผมด้วย”
“นายแน่ใจนะว่านายไม่อยากเห็น...”เขาหยุดพูดแล้วมองหน้าผม ผมรีบหลบสายตานั้นทันที ใบหน้าที่หล่อ แววตาคมดุจเหยี่ยว คิ้วดกดำจมูกเป็สันเรียวรับกับริมฝีปากสีชมพูอ่อน มันทำให้หัวใจผมแทบจะหยุดเต้นหลายครั้งที่ผมเป็อย่างนี้เวลามองหน้าเขา ซึ่งผมก็ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้...เพราะอะไรกัน“แต่ถึงอย่างไรนายก็ต้องได้เห็นมันอยู่ดี”
ผมไม่อยากพูดกับมันแล้ว...ผมได้แต่ก้มตาก้มตากินโจ๊กที่วางอยู่ตรงหน้าไม่พูดกับเขา เขาจึงพูดขึ้นอีก
“วันนี้นายต้องออกไปข้างนอกกับฉัน”
“ผมไม่ไปผมอยากกลับบ้าน”
ผมปฏิเสธเสียงแข็ง
“คนขัดคำสั่งฉันมักมีจุดจบที่ไม่สวยงาม”
“คุณมันคนชอบเอาแต่ใจชอบใช้อำนาจบังคนคนอื่น”
“คนอื่นที่นายพูดมีแค่นายคนเดียว และฉันก็ไม่คิดว่านายเป็คนอื่น”
“ยังไงผมก็ไม่ไปกับคุณ”
“คิดดีแล้วใช่ไหมที่นายพูดคำนี้ออกมา”
สายตาที่มองตรงมาทางผมตอนนี้ฉายแววดุเหมือนเมื่อคืนที่เขากำลังลงโทษคนของเขาไม่มีผิด ทำให้ผมกลัวสายตาแบบนี้มาก สุดท้ายแล้วผมต้องไปกับเขาใช่ไหม
“ผะผมไปกับคุณก็ได้”
ผมพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เขายกยิ้มเล็กน้อยที่มุมปากเหมือนเอาชนะผมได้
หลังจากกินข้าวเสร็จผมก็ต้องออกไปข้างนอกกับเขา ซึ่งไม่รู้ว่าเขาจะพาผมไปที่ไหนเหมือนกันทำไมไอ้มาเฟียมันต้องทำอย่างนี้กับผมด้วยนะ แล้วทำไมผมต้องกลัวเขาด้วยทำไมผมต้องหวั่นไหวทุกครั้งเวลาที่มองหน้าเขาและทำไมผมต้องหัวใจเต้นแรงเมื่ออยู่ใกล้เขา อย่างนี้มันเรียกว่าอะไรกันแน่มันเป็อย่างนี้ได้ยังไง ทั้ง ๆ ที่ผมไม่เคยรู้จักไอ้มาเฟียมาก่อนไม่เคยแม้กระทั่งเจอกัน
ั้แ่ผมเจอกับเขาผมไม่สามารถเดาอารมณ์ของเขาได้แม้แต่ครั้งเดียว บางครั้งเหมือนเป็คนใจดี หากบางครั้งมีแต่ความอ่อนโยนอ่อนหวาน แต่บางครั้งก็ดุก็โหดออกมาจนน่ากลัว และบางครั้งก็เ็าเหมือนคนไร้ความรู้สึก ทำไมเขาลึกลับแบบนี้ แต่ทุกครั้งเวลาที่ผมได้อยู่ใกล้ชิดกับเขา โดยเฉพาะเวลาที่เนื้อแนบเนื้อกับเขาผมััได้แต่ความอ่อนโยนที่เขามีให้ผมเท่านั้น และบางครั้งที่เขาดุทำตัวโหด ๆ ใส่ผมผมก็ััได้ว่าลึก ๆ เขาก็ยังมีความอ่อนโยนให้ผม
บ้าจริงแล้วทำไมผมต้องมาคิดเื่นี้ด้วยนะ
ตลอดระยะทางที่อยู่บนรถซึ่งไม่รู้ว่าไอ้มาเฟียมันจะพาผมไปไหนไม่รู้ว่าวันนี้ผมจะต้องเจอกับอะไร ไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรกับผมอีก ผมคิดไปต่าง ๆนานา จนถึงตอนนี้รถหรูได้ขับมาจอดที่ห้างแห่งหนึ่ง
“ตามฉันมา”
เขาหันมาพูดกับผมเบาๆ แล้วเดินลงรถไปผมจึงรีบปิดประตูตามไปอย่างไม่เต็มใจ...แต่ด้วยเหตุผลเดียวที่ยอมคือกลัว
เขาพาผมเดินหยุดอยู่ตรงร้านตัดผมหรูร้านหนึ่งซึ่งร้านนี้เป็ร้านที่ดารามาตัดกันเยอะมากและที่สำคัญคาราโคตรแพงขนาดผมมีเงินผมยังไม่เคยย่างกรายเข้ามาแม้แต่ครั้งเดียว
“สวัสดีค่ะคุณบดินทร์เชิญด้านนี้เลยค่ะ”
เจ้เ้าของร้านเดินมาต้อนรับไอ้มาเฟียทันทีที่มันก้าวเดินเข้าไปในร้าน
“ที่ผมบอกไว้พร้อมแล้วใช่ไหมครับ”
“พร้อมคะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็จัดการให้ผมหน่อย”
เขาพูดกับเ้าของร้านแล้วหันมามองผม
“ถ้าอย่างนั้นเราไปกันเลยค่ะ”
เจ้เ้าของร้านหันมาพูดกับผมด้วยท่าทางยิ้มแย้ม
“ปะไปไหนครับ”
“ตัดผมไงคะ”
“ตัดผม !”
ผมร้องอุทานออกมาเสียงดังลั่นร้านจนทำให้คนในร้านหันมามองผม
“ใช่ค่ะ”
“ไม่...ผมไม่ตัดยังไงก็ไม่ตัด”
“แต่นายต้องตัด”
เขาหันมาพูดเสียงแข็งแววตาตาดุ ไอ้คนเอาแต่ใจ มันจะมายุ่งกับหัวผมทำไม
“เข้าไปได้ละ”
“ไม่ไป”
คราวนี้เขาไม่พูดหากมองผมปานจะกลืนกินผมลงไปได้ทั้งตัว
“คะคุณอย่ามามองผมแบบนี้ครั้งนี้ผมจะไม่ยอม ยังไงผมก็ไม่ยอมตัดเด็ดขาด”
“ลากตัวเข้าไปได้เลยครับถ้าเขาขัดขืนก็ตัดให้มันสั้นหมดทั้งหัวเลย...” เขาหันไปบอกช่างตัดผมแล้วหันมามองผมอีกครั้ง “ฉันให้นายเลือกเอาว่าจะยอมตัดดี ๆ ตามที่ฉันเลือกให้หรือจะให้บังคับแล้วตัดออกหมดหัว”
ผมมองมองหน้าเขาด้วยแววตาอ้อนวอนขอร้องแต่สายตานั้นไม่เห็นแม้แต่ความขอร้องอ้อนวอนของผมเลยแม้แต่น้อย ผมไม่อยากตัดผม...ทรงผมทรงนี้มันเข้ากับผมที่สุดแล้ว
“พร้อมยังคะ...ถ้าพร้อมแล้วเชิญทางนี้ค่ะ”
ตอนนี้ผมนั่งอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่พร้อมกับกำลังพินิจทรงผมตัวเองอย่างน่าเสียดายเพราะกว่าผมจะไว้หน้าม้าให้ยาวมาปกหน้าได้ ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ เพราะผมไม่ชอบเปิดหน้าผากมันดูยังไงก็ไม่รู้
มาเฟียไม่เข้าใจผมทรงเกาหลีหรือยังไง!
“เอาตรงนี้ออกและก็ตรงนี้ให้สั้นลง ส่วนหน้าม้าเล็มออกนิดเดียวพอครับ”
“ไม่ได้ค่ะคุณบดินทร์เลือกทรงให้แล้วล่ะ”
ช่างลงมือตัดทันทีตอนนี้ผมไม่มีสิทธิ์พูดอะไรทั้งนั้นได้แต่มองด้วยความเสียดายเพราะทุกครั้งที่กรรไกรตัดลงไปบนผม...โคตรเสียดายมิใช่น้อยผมได้แต่ปลอบใจว่าเดี๋ยวมันก็ยาว
ใช้เวลาตัดอยู่นานก็ได้ทรงผมออกมาเป็ทรงใหม่ที่หน้าม้าผมหายไปเกือบหมดกลายเป็ทรงผมเปิดให้เห็นหน้าผากและปัดข้างเล็กน้อย ทรงนี้มันเข้ากับชุดโนบิตะที่ผมกำลังใส่อยู่มากด
“เสร็จแล้วค่ะ...เดี่ยวขอถ่ายรูปเซลฟี่กับคุณตี๋เล็กอวดเพื่อหน่อยนะคะ”
พูดเสร็จช่างตัดผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปกับผม
“หล่อมาก...โอปป้ามากด้วยทรงนี้คุณบดินทร์เลือกได้เข้ากับคุณตี๋เล็กมากค่ะ”
ทรงเดิมโอปป้ากว่านี้ตั้งเยอะ!
ช่างตัดผมพาผมเดินออกจากห้องตัดผมและทันทีที่ไอ้มาเฟียมันเห็นผมเขายิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนที่จะเก็บยิ้มแล้วทำหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม
“พอได้ไหมคะ”
“ไม่ผิดหวังที่เลือกร้านคุณมลครับ”
เขาพูดกับเ้าของร้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้มซึ่งเป็ครั้งแรกที่ผมเห็นเขายิ้มแบบนี้ ส่วนผมได้แต่ทำหน้าบึ้งใส่เขา
“ไปกันเถอะ”
เขาหันมาบอกผม...ผมบอกเลยตอนนี้ผมโกรธมากที่เขาเข้ามายุ่งกับชีวิตผม แต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้ ! ผมเป็แค่คนตัวเล็ก ๆผมเป็แค่ลูกเจี๊ยบตัวน้อย ๆ
“โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะ”
ช่างตัดผมซึ่งเป็เ้าของร้านกล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อมแล้วยกมือไหว้
ตอนนี้ผมกับกับเขาเดินออกมากจากร้านตัดผมได้สักพักอยู่ ๆ ก็มีแฟนคลับของผมกู่เข้ามาขอถ่ายรูปด้วย เขาจึงได้แต่ยืนมองผมอยู่ไกล ๆ
“คุณตี๋เล็กตัดผมทรงนี้หล่อมากค่ะ”
“ใช่ค่ะหล่อมากจริงๆโอปป้ามาก”
“ขอบคุณครับ”
ผมพูดออกไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแต่ความจริงผมยังชอบทรงผมทรงเดิมของผมอยู่ดี
“พวกเราจะติดตามผลงานของคุณตี้เล็กต่อไปนะคะ”
ถ่ายรูปเสร็จพูดเสร็จ พวกเธอก็เดินออกไป ส่วนไอ้มาเฟียมันก็รีบเข้ามาหาผมทันที
ถึงตอนนี้เขายังไม่พูดอะไรสักคำส่วนผมก็ไม่ได้สนใจเขา ผมเกลียดเขาเกลียดความเอาแต่ใจของเขา เกลียดการใช้อำนาจของเขา เกลียดความเฉยชาของเขาเกลียดสายตาดุ ๆ ของเขา เกลียดเขา...ระหว่างที่ผมกำลังเวิ่นเว้ออยู่สายตาของผมก็ไปสะดุดกับร้ายขายตุ๊กตา ผมรีบเดินเข้าไปทันทีโดยไม่สนใจคนที่อยู่เดินอยู่ด้วย
ผมมองไปทั่วร้านตุ๊กตาซึ่งมีให้ผมเลือกมากมายผมหยิบตะกร้าแล้วเดินไปเลือกตุ๊กตา ผมเลือกแบบไม่คิดชีวิตจนตอนนี้เต็มตะกร้าของผมไปหมด
“ทั้งหมดเท่าไหร่ครับ”
หลังจากเลือกได้แล้วหนึ่งตะกร้าเต็มๆ ผมก็เอามาคิดตังค์
“ทั้งหมดห้าพันบาทค่ะ”
ผมพยายามหากระเป๋าตังค์แต่ไม่มีและนึกขึ้นได้อีกทีคือกระเป๋าตังค์อยู่ในรถของผม และผมก็มากับไอ้มาเฟียรถผมจอดที่ผับั้แ่เมื่อคืน
“คือผมลืมเอากระเป๋าตังค์มาเดี๋ยววันหลังผมมาซื้อใหม่นะครับ”
“ไม่เป็ไรค่ะ...โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะ”
ในขณะที่ผมกำลังก้มหน้าเดินออกจากร้านนั้น
“รับบัตรมั้ยครับ”
“รับค่ะ”
ผมรีบหันหลังกลับไปดูทันทีเสียงไอ้มาเฟียจริง ๆ ด้วย เขากำลังจ่ายตังค์ให้ผมเขาจ่ายตังค์ให้ผมจริง ๆ ด้วย เสร็จแล้วเขาก็ถือตุ๊กตาออกมาอย่าง พะลุงพะลัง แล้วเอามาโยนให้กับผม
“คราวหลังดูให้ดีก่อนที่จะซื้ออะไร”
ผมไม่พูดตอบเขาได้แต่กอดถุงตุ๊กตาไว้แนบอก เดิมตามเขามา ระว่างนั้นผมสะดุดตาเข้ากับอะไรบางอย่าง แต่ว่าตอนนี้ผมไม่มีตังค์
สิ่งที่ผมกำลังสะดุดตานั่นก็คือลูกหมาพันไซบีเรียนผมมองด้วยความอยากได้ ผมจึงเดินเข้าไปหยุดตรงหน้ากรงลูกหมาตัวนั้น ผมมองตามันปริบ ๆ ลูกหมาที่อยู่ในกรงพยายามจะออกมาหาผม สงสัยว่าผมต้องถูกชะตากับมันเป็แน่
“จะมองกันอีกนานไหม”
“ผมอยากได้แต่ว่าผมไม่มีตังค์”
“ฉันไม่ให้นายเลี้ยง”
คนที่อยู่ตรงหน้ารีบพูดขึ้นเสียงดุ
“แต่ผมอยากเลี้ยง คุณไม่สงสารมันบ้างเหรอคุณดูสายตาที่มันมองมาทางผมสิ มันกำลังบอกว่า้าให้ผมเป็เ้าของมัน มันบอกว่าอยากอยู่กับผมจริงๆ นะ แต่คนใจร้ายอย่างคุณคงไม่เข้าใจหรอก”
ผมหันไปพูดร่ายราวกับคนที่ตัวสูงที่ยืนอยู่ข้างๆ ผม และทุกครั้งที่ผมพูดกับเขาผมต้องเงยหน้าตลอด
“ฉันใจร้ายตรงไหน”
“ทุกตรง”
“ถ้าอย่างนั้นนายก็ซื้อสิ”
“แต่ผมไม่มีตังค์”
ผมทอดเสียงต่ำลงพร้อมกับก้มหน้าลงมองกับพื้น
“เอาตัวนี้ครับเอากรง เอาอุปกรณ์ทุกอย่างทุกอย่างที่เกี่ยวกับหมา จัดส่งให้ผมด้วยตามที่อยู่นี้เลยครับ”
ผมรีบเงยหน้าขึ้นไปดูทันทีเพราะแทบจะไม่เชื่อหูตัวเองว่าไอ้โหดอย่างเขาจะลงทุนเข้าไปซื้อลูกหมาให้ผม และเขายังรู้จักที่อยู่ของผมด้วย
“ไปได้ยัง”
“ได้แล้วคร้าบ”
ผมยิ้มให้กับเขาด้วยความดีใจแต่ฉับพลันทันใดผมก็ต้องต้องหุบยิ้มลงแล้วรีบหันหน้ากลับมาทันทีเพราะอะไรผมต้องยิ้มให้เขาด้วย
“ไปกันเถอะฉันมีงานที่ต้องกลับไปทำ”
“คุณรู้จักที่อยู่บ้านผมได้ยังไง”
“ไม่มีอะไรที่ฉันไม่รู้เื่เกี่ยวกับนาย”
หลังจากนั้นผมก็ออกจากห้างและมาเฟียก็ไปส่งผมที่บ้านโดยเขาไม่ยอมให้ผมกลับไปเอารถที่ผับ อีกทั้งคืนนี้เขาบอกจะให้มะพร้าวมารับผมไปทำงาน
วันนี้ทำให้ผมได้อยู่ใกล้ชิดเขามากขึ้นและทำให้ผมได้รู้ว่าลึก ๆ แล้วเขาเป็คนใจดีที่แสนอบอุ่นความรู้สึกของผมมันบอกเช่นนั้น ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน
และสิ่งที่ผมได้มาวันนี้คือทรงผมใหม่ที่ แม่ เฮียใหญ่และเฮียรองถึงกับเอ่ยชมว่ามันเหมาะกับผมที่สุดรวมถึงไอ้ชุดโนบิตะนั้นด้วยนอกจากนั้นยังได้เหล่าเพื่อน ๆ มาสะสมไว้ที่ห้องอีกเป็กองและยังได้ลูกมาอีกหนึ่งตัวที่ผมตั้งชื่อให้ว่า “คาซุกิ” ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าความหวัง แม่ชื่นชมกับเ้าคาซุกิของผมมาก จนออกปากรับเลี้ยงมันเองกับมือ