ซูเจินอมยิ้มมาตลอดทาง จนกระทั่งถึงที่พักที่นางกำนัลนำทางมาตัวเรือนแบ่งออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน มีทางเดินเชื่อมเอาไว้ตรงกลาง
“ห้องของคุณหนูอยู่ทางด้านซ้ายเจ้าค่ะ ส่วนคุณชายทั้งสองอยู่ทางด้านขวา”นางกำนัลน้อยเอ่ยขึ้น
“ทำไมต้องแยกที่พักออกจากกันให้ยุ่งยากด้วย?”ซูเจินถามอย่างแปลกใจ
“ข้าไม่รู้เจ้าค่ะพวกข้าเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น” นางกำนัลก้มหน้าลงต่ำ “คุณหนูและคุณชายทั้งสองต้องการความสงบนางกำนัลหรือคนอื่นๆจะไม่เข้าไปในเรือนหากไม่จำเป็นพวกท่านต้องการสิ่งใดสามารถเรียกใช้นางกำนัลที่อยู่รอบๆได้ทันที”
“ขอบใจมาก” ซูเจินพยักหน้าเข้าใจ “พวกเจ้าไปเถอะ”
“เจ้าค่ะ”นางกำนัลทั้งสองคนย่อตัวอย่างอ่อนช้อยแล้วถอยไป
ซูเจินเดินไปยังเรือนทางด้านซ้ายที่เป็นที่พักของนางจือเหลียงและเหลียงจือก็เดินตามมาด้วย เรือนที่จัดไว้ให้นับว่าใหญ่โตนักข้าวของเครื่องใช้ก็ดูเป็นของราคาแพง ตกแต่งได้สบายตา ซูเจินรู้สึกพึงพอใจ นางเดินมานั่งลงที่ห้องโถงที่มีโต๊ะอยู่
เหลียงจือนั่งลงตรงข้ามกับสหาย แล้วหรี่ตามองนางอย่างล้อเลียนจือเหลียงรินน้ำชาที่ถูกวางไว้ใส่จอกสามใบ แล้วนั่งลงที่ด้านข้าง
“ฮุ่ยเว่ย ท่านเชื่อใจข้าท่านถูกข้าหมายหัวไว้แล้วอย่างไรก็หนีข้าไม่พ้นหรอก...ข้าไม่นึกมาก่อนเลยว่าจะได้ยินคำพูดพวกนี้ออกจากปากสตรี”เหลียงจือจีบปากจีบคอพูด
“อะไรเล่า!” ซูเจินถลึงตาใส่เขาก่อนจะอมยิ้มเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ จะว่าไปปากเขาก็นุ่มดีเหมือนกันนะ
“แน่ะๆๆ เจ้ากำลังคิดไม่ดีอยู่ละสิ”เสียงเหลียงจือฉุดซูเจินออกจากฝัน
“อะไรของเจ้า?!”
“ไม่ต้องมาขึ้นเสียงใส่ข้าดูหน้าเจ้าเมื่อครู่ไม่ว่าใครก็รู้หมดนั่นแหละ” ทำไมเขาจะไม่รู้ว่านางกำลังแกล้งทำโมโหกลบเกลื่อน“นี่ ข้าว่าจะถามตั้งแต่วันที่ข้าสอบแล้ว เจ้ากับชินอ๋องเป็นอะไรกัน?”
“ไม่รู้สิ”เอาจริงๆนางก็ไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนี้อย่างไรเหมือนกัน แต่... “คงเป็นแฟนกันล่ะมั้ง”
“ฟะ...ฟาน? มันคืออะไร?”เหลียงจือไม่เข้าที่นางพูด
“ข้าหมายถึงคนรัก ข้ากับเขาคงเรียกได้ว่าเป็นคนรักนั่นแหละ”ซูเจินอธิบาย
เหลียงจือยิ่งงุนงง“แล้วคนที่นั่งข้างเจ้าอีกคนในวันนั้นเขาเป็นอะไรกับเจ้า?”
ซูเจินชะงักและเงียบไป นางค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าคนคนนั้นคือใครหากพูดตามตรงแล้ว ซูเจินก็สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าเกลียดเขา ทั้งโกรธและเกลียดแต่เป็นความรู้สึกที่มาจากความทรงจำถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องของนางเองแต่ก็เป็นเรื่องของชาติก่อน มันจึงค่อนข้างจะพูดยาก
“น่าจะเป็น...คนรู้จัก”
ซูเจินไม่รู้ว่าตัวเองทำสีหน้าแบบไหนตอนที่พูดประโยคนั้นออกไปบุรุษทั้งสองคนถึงได้ทำหน้าเศร้าที่สื่อความสงสารและเวทนาอย่างเห็นได้ชัดเหลียงจือที่มักพูดมากก็เม้มปากไม่พูดอะไรอีก รีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“ฮ่าๆ แล้ว...แล้วเจ้าจะถอนพิษให้ข้าตอนไหน?”เหลียงจือหัวเราะแห้งๆ เบี่ยงหัวข้อ
ซูเจินเหลือบตามอง “คืนนี้เดี๋ยวข้าจะไปหาที่เรือนฝั่งนู้นเอง”
“ได้ๆ”
“จือเหลียง แล้วเรื่องนั้นว่าอย่างไร?”ซูเจินหันไปถามจือเหลียงที่นั่งอยู่ด้านข้าง
“กำลังรวบรวมสมุนไพรจากร้านในเครือของเราอยู่ขอรับยังมีสมุนไพรบางตัวที่ต้องทำการเก็บจากหมู่บ้านด้วย คงต้องใช้เวลาอีกสักหน่อย แล้วก็ช่วงนี้กิจการในร้านอาภรณ์รังสรรค์กำลังเป็นไปได้ด้วยดีมีการสั่งชุดจากเส้นไหมที่มีคุณสมบัติป้องกันเยอะมาก นอกจากนี้ร้านสมุนไพรก็ยังมีการสั่งซื้อจนไม่สามารถจัดหาได้เพียงพอนายหญิงเฉินจึงส่งข้อความมาถามว่าจะให้รวบรวมสมุนไพรทั้งหมดมาหรือจะยังเปิดร้านตามปกติขอรับ”
จือเหลียงพูดยาวเหยียด จดหมายมาถึงระหว่างเดินทางส่วนมากรายงานถึงความเคลื่อนไหวในช่วงนี้ และมีจดหมายขอคำแนะนำจากทางหมู่บ้านมาด้วย
ซูเจินพยักหน้ารับรู้นางเคาะนิ้วครุ่นคิดคนเดียวเงียบๆ เหลียงจือมองสลับระหว่างจือเหลียงกับซูซูเขารู้สึกว่าตัวเองไม่ควรจะได้ฟังเรื่องพวกนี้ แอบกระซิบถามจือเหลียงว่าเขาควรออกไปหรือไม่?แต่คำตอบที่ได้ทำให้เขาต้องรู้สึกเสียวสันหลัง
‘คุณหนูก็ไม่ได้ว่าอะไรนะอีกอย่างข้าว่าเจ้าคงไม่ปากโป้งหรอกใช่หรือไม่?’
ฟังแล้วรู้สึกขนลุกซู่ พวกนางเห็นเขาเป็นลูกไก่ในกำมือสินะคิดว่าเขาไม่กล้าล่ะสิ
เออ ก็ไม่กล้าจริงๆนั่นแหละ!
นับวันเขายิ่งรู้เรื่องที่ไม่ควรรู้มากขึ้นเรื่อยๆไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าอนาคตข้างหน้าชีวิตของเขาคงหนีไม่พ้นคนพวกนี้แล้ว
ซูเจินใช้เวลาคิดอยู่นานก่อนหน้าที่จะไปยังสำนักสวรรค์นางได้ให้เจี่ยเจียเปิดร้านอาภรณ์รังสรรค์ขึ้น นอกจากที่หมู่บ้านจะมีสัตว์อสูรเข้าออกจนกลายเป็นเรื่องปกติแล้วพวกนางยังได้วัสดุจากสัตว์อสูรหลายอย่างและหนึ่งในนั้นคือเส้นไหมคุณภาพดีเยี่ยมสดใหม่ทุกวันนางเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะตักตวงผลประโยชน์จากเรื่องนี้จึงได้สั่งการลงไป
แต่เดิมผ้าที่ทอจากไหมอสูรมักจะมีคุณสมบัติแข็งแรงทนทานทั้งยังสามารถป้องกันผู้สวมใส่ได้ในระดับหนึ่งความต้องการและราคาถือว่าสูงมาก นับว่าได้กำไรจากกิจการนี้ไปไม่น้อยช่วงนี้อาจเป็นเพราะว่ากำลังจะมีประตูสุสานบรรพกาลปรากฏขึ้นในรอบหลายพันปีจึงมีแต่คนหาซื้อมันเป็นจำนวนมาก รวมถึงสมุนไพรเองก็ด้วยสิ่งของเหล่านี้จะต้องขาดตลาดแน่นอนอยู่แล้ว
หากเปลี่ยนสมุนไพรเป็นโอสถแทนจะดีหรือไม่?
ซูเจินเหลือบตามองเหลียงจือที่นั่งจิบชาเงียบๆทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้มองนู่นนี่นั่นไปเรื่อยอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้ากับตัวเอง ไม่ได้ ลำพังให้เขาหลอมโอสถที่พวกนางจะใช้ก็มากพออยู่แล้ว หากให้เขาหลอมโอสถที่จะขายอีกเขาคงตายก่อนพอดีแต่จะให้นางหลอมเองก็อย่าหวังเลย ขนาดโอสถของตัวเองนางยังให้เหลียงจือหลอมแทน
ซูเจินเริ่มเคาะนิ้วอีกครั้งพอดีกับสายตามองไปเห็นชาในจอกชาตรงหน้า ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาให้หัวซูเจินตบโต๊ะเสียงดังปัง! เหลียงจือสะดุ้งกับเสียงนั้นเล็กน้อย
“จือเหลียง น่าหลันเฟยหยาได้เดินทางออกจากสำนักหรือยัง?”
“นางออกมาก่อนพวกเราอีกนะขอรับตอนนี้อยู่ที่จวนสกุลน่าหลัน”
“งั้นเหรอ” ซูเจินยิ้มบางเบาน่าหลันเฟยหยายังติดค้างเรื่องเมื่อตอนอสรพิษม่วงกับนางอยู่เรื่องนี้น่าจะพอคุยกันได้ “ถ้าอย่างนั้นเจ้าเอาจดหมายขอพบนางไปที่จวนสกุลน่าหลันให้ข้าหน่อยก็แล้วกัน”
“ได้ขอรับ” จือเหลียงคิดว่าตัวเองพอจะเดาได้รางๆว่านายหญิงคิดจะทำอะไร
“ส่วนเรื่องที่เจี่ยเจียส่งมาให้ตอบกลับไปว่าร้านอาภรณ์รังสรรค์ให้ขายเฉพาะผ้าเท่านั้นไม่รับสั่งเป็นชุดจำกัดการขายต่อครั้งสูงสุดได้เพียงสามพับต่อคนต่อวัน เพิ่มราคาขึ้นอีกหนึ่งเท่าครึ่งและค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนร้านสมุนไพรให้เปิดกิจการตามเดิม นอกจากสมุนไพรที่มีในรายการที่ข้าเขียนไปสมุนไพรอย่างอื่นสามารถนำออกมาขายได้ตามปกติอ่อ ให้ย้ำไปด้วยว่าห้ามขายให้ผู้ใดผู้หนึ่งให้กระจายการขายออกให้มากที่สุดเรื่องราคาให้นางดูตามความเหมาะสมได้เลย กิจการอื่นๆก็ทำไปตามปกติรอฟังคำสั่งต่อไป”
“ขอรับ” จือเหลียงรับคำสั่ง
ซูเจินเหลือบมองไปที่ประตูเมื่อรู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวด้านนอก “พวกเจ้าไปเถอะ”
เหลียงจือที่รอฟังคำนี้มานานรีบลุกขึ้นเดินออกไปทันทีจือเหลียงเดินตามออกไปสวนทางกับนางกำนัลคนหนึ่งที่กำลังยืนอยู่ด้านหน้าเรือนพอดีเลยบอกให้นางเข้าไปด้านในได้ นางกำนัลที่กำลังกลุ้มใจรีบย่อตัวขอบคุณแล้วก้าวเร็วๆเข้าไปในเรือนฝั่งซ้ายทันที
“คุณหนูเจ้าคะ”
“เข้ามา” ซูเจินบอกอนุญาต