ฮวาเสี่่ยวซี จอมป่วน (จบ)

    ตอนที่ 63 เงาแห่งความลับ ณ จุดพักม้า

    ยามสนธยาคล้อยเคลื่อนแสงสีส้มทองเริ่มทาบทับไปทั่วท้องฟ้าเหนือลานพักม้าแสงสุดท้ายของวันสาดส่องต้องใบหน้าคมคายของจิ้นอ๋องที่ยืนทอดสายตาไปยังทิวเขาสลับซับซ้อนเบื้องหน้าร่องรอยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและการศึกยังคงฉายชัดอยู่บนพระพักตร์แม้พระองค์จะพยายามเก็บซ่อนมันไว้ภายใต้สีพระพักตร์ที่เรียบนิ่ง


    อี้หมิงเจ๋อเดินเข้ามาหาด้วยความนอบน้อมแสงสนธยาอ่อนๆ จับต้องใบหน้าหล่อเหลาขององค์ชายหนุ่มเช่นกัน"เสด็จอาทรงทอดพระเนตรสิ่งใดอยู่พะยะค่ะ? ท้องฟ้าวันนี้ช่างงดงามยิ่งนัก"


    จิ้นอ๋องละสายตาจากทิวทัศน์หันมาแย้มพระสรวลเล็กน้อยให้หลานชาย ความอ่อนโยนปรากฏขึ้นในดวงตาคมกริบ

    "เพียงแค่ชมความงามของธรรมชาติยามเย็นเท่านั้นหมิงเอ๋อร์มีสิ่งใดจะคุยกับข้าหรือ? หรือว่าทิวทัศน์เบื้องหน้ามิได้งดงามเท่าความงามในใจเจ้ากัน?"พระองค์ทรงตรัสแซวอย่างมีเมตตา


    ทั้งสองพระองค์สนทนากันในเรื่องทั่วไปตั้งแต่สภาพอากาศระหว่างการเดินทางที่แปรปรวนแผนการจัดการเมืองหลวงหลังเสด็จกลับที่ต้องสะสางมากมายไปจนถึงเรื่องราวเบ็ดเตล็ดที่เกิดขึ้นระหว่างการทำศึก อี้หมิงเจ๋อเล่าเรื่องราวต่างๆด้วยท่าทีผ่อนคลาย พยายามคลายความตึงเครียดที่ยังคงปกคลุม  จิ้นอ๋องราวกับต้องการลบรอยกังวลบนพระพักตร์เสด็จอาให้จางหายไป


    "หมิงเอ๋อร์รู้จักกับเสี่ยวซีได้อย่างไร?"น้ำเสียงของจิ้นอ๋องราบเรียบทว่าแฝงไปด้วยความใคร่รู้ที่ไม่อาจซ่อนเร้น

    อี้หมิงเจ๋อชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเล่าเรื่องราวการเผชิญหน้ากับกลุ่มนักลอบสังหารให้จิ้นอ๋องฟังอย่างกระชับฉับไวเริ่มต้นจากการถูกซุ่มโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัวในคืนเดือนมืดและความหวังที่ริบหรี่เมื่อจำนวนศัตรูมีมากกว่ากำลังของพวกเขาหลายเท่าราวกับฝูงหมาป่าที่จ้องจะขย้ำลูกแกะตัวน้อย


    "ตอนนั้นข้าคิดว่าคงไม่รอดแล้วพะยะค่ะเสด็จอา" อี้หมิงเจ๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเจือความตกใจเล็กน้อยเมื่อหวนนึกถึงความหวาดกลัวในยามคับขัน "พวกมันมากันมากจริงๆและดูเหมือนจะได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีราวกับมือสังหารที่ถูกเลี้ยงดูมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ"


    จากนั้นองค์ชายหนุ่มก็เล่าถึงการปรากฏตัวของฮวาเสี่ยวซีอย่างกะทันหันราวกับนางร่วงหล่นมาจากฟากฟ้าในยามวิกฤต "แล้วนางก็ปรากฏตัวพะยะค่ะ เสด็จอาหญิงสาวผู้นี้น่าทึ่งมากพะยะค่ะ ราวกับเทพธิดาที่ลงมาโปรดสัตว์"


    อี้หมิงเจ๋อเล่าถึงฝีมือการต่อสู้ที่น่าเหลือเชื่อของนางการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและเฉียบคมของกระบี่คู่ที่สามารถล้มเหล่านักฆ่าลงได้อย่างง่ายดายราวกับสายลมที่พัดผ่านทุ่งหญ้า "ฝีมือของนาง...ลึกล้ำเกินกว่าที่ข้าเคยเห็นมาทั้งชีวิตพะยะค่ะ นางราวกับพายุที่พัดถล่มพวกมันล้มลงทีละคน สองคน อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ราวกับใบไม้ร่วงหล่นจากต้นในฤดูใบไม้ร่วง"


    พระองค์ทรงเล่าถึงความตกตะลึงของตนเองและเหล่าองค์รักษ์เมื่อเห็นฮวาเสี่ยวซีสังหารนักฆ่าเหล่านั้นอย่างไม่ลังเลราวกับเป็นเรื่องธรรมดา"ข้าสั่งให้นางไว้ชีวิตพวกมันเพื่อสอบสวนถึงผู้อยู่เบื้องหลัง แต่...นางกลับจัดการพวกมันทั้งหมดอย่างรวดเร็วราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อยที่นางกระทำเป็นกิจวัตร"


    อี้หมิงเจ๋อเล่าถึงท่าทีที่ไม่ยี่หระต่อสถานการณ์อันตรายของฮวาเสี่ยวซีและการเดินจากไปอย่างง่ายดายหลังจากการต่อสู้จบลงราวกับนางเพียงแค่มาทำธุระให้เสร็จสิ้น "นาง... เป็นเด็กสาวที่แปลกประหลาดจริงๆพะยะค่ะ ทั้งที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้ แต่ท่าทางของนางกลับ... ชวนให้งุนงงเสียมากกว่าราวกับว่าชีวิตคนเหล่านั้นไม่มีค่าอันใดสำหรับนาง"


    ท้ายที่สุดอี้หมิงเจ๋อสรุปถึงความรู้สึกประหลาดใจและสงสัยของตนเองและเหล่าองค์รักษ์ต่อฮวาเสี่ยวซี"พวกเราต่างมองหน้ากันด้วยความตกตะลึงพะยะค่ะ เสด็จอา ไม่รู้ว่านางเป็นใครมาจากไหน แต่ฝีมือของนาง... ช่างน่าทึ่งและน่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกันราวกับนางเป็นปีศาจที่มาในร่างของเด็กสาว"


    เมื่ออี้หมิงเจ๋อเล่าจบจิ้นอ๋องทรงเงียบไปครู่หนึ่ง พระพักตร์คมคายฉายแววครุ่นคิด พระองค์ทรงจินตนาการถึงภาพเด็กสาวตัวเล็กแต่มีฝีมือร้ายกาจผู้นั้นความรู้สึกสนใจใคร่รู้และเป็นห่วงฮวาเสี่ยวซีทวีความรุนแรงขึ้นในพระทัยราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนขึ้นในใจ


    จิ้นอ๋องทรงเงี่ยพระกรรณฟังอย่างตั้งใจพระเนตรคมกริบจับจ้องใบหน้าของหลานชายอย่างใคร่ครวญ เมื่อเห็นว่าอี้หมิงเจ๋อกล่าวถึงฮวาเสี่ยวซีด้วยท่าทีที่ไม่ได้มีเพียงความคุ้นเคยแต่ยังแฝงไปด้วยความชื่นชมเล็กน้อย พระองค์จึงทรงอดที่จะตรัสถามไม่ได้


    อี้หมิงเจ๋อชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างขึ้นเมื่อเห็นความสนพระทัยของเสด็จอาเขาจึงเริ่มเล่าเรื่องราวการพบพานกับฮวาเสี่ยวซี ตั้งแต่เหตุการณ์วุ่นวายที่ตลาดการช่วยเหลือที่กระท่อมกลางป่า ไปจนถึงความแก่นแก้วและความมีชีวิตชีวาต่างๆที่หญิงสาวได้ก่อขึ้นระหว่างที่พวกเขาเดินทางร่วมกันราวกับนางเป็นดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างนำทางพวกเขา


    อี้เฟยหลงทรงฟังเรื่องราวเหล่านั้นด้วยพระพักตร์ที่ผ่อนคลายลงพระสรวลน้อยๆผุดขึ้นที่มุมพระโอษฐ์เมื่อได้ยินถึงความแก่นแก้วและความไม่ย่อท้อของฮวาเสี่ยวซีพระองค์ทรงจินตนาการถึงภาพหญิงสาวตัวเล็กที่กล้าหาญและไม่ย่อท้อต่อสิ่งใดความรู้สึกอบอุ่นและคิดถึงพลันแล่นเข้ามาในพระทัยราวกับสายลมที่พัดพาความทรงจำอันแสนสุขกลับมา


    อี้หมิงเจ๋อสังเกตเห็นอย่างชัดเจนว่าเสด็จอาของพระองค์ทรงสนพระทัยในตัวฮวาเสี่ยวซีมากเพียงใดรอยยิ้มที่ประดับบนพระพักตร์นั้นมิได้เป็นเพียงรอยยิ้มแห่งความเอ็นดูแบบผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กแต่ยังมีความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่านั้นซ่อนอยู่ ด้วยความเคารพรักและตระหนักดีถึงความรู้สึกที่แท้จริงของเสด็จอาอี้หมิงเจ๋อจึงตัดสินใจที่จะยุติความคิดใดๆที่อาจเกิดขึ้น

    ระหว่างพระองค์กับฮวาเสี่ยวซีเสียในตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เสด็จอาของเขาทรงได้พบกับหญิงอันเป็นที่รักอีกครั้ง


    "นางเป็นหญิงสาวที่พิเศษจริงๆพะยะค่ะ เสด็จอา" อี้หมิงเจ๋อเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังและเคารพ"ข้าหวังว่าพระองค์จะทรงพบนางในเร็ววันพระองค์สมควรที่จะได้พบกับความสุขเสียที"


    จิ้นอ๋องพยักพระพักตร์ช้าๆพระเนตรยังคงทอประกายแห่งความหวัง ราวกับแสงดาวที่ยังคงส่องสว่างในยามรุ่งอรุณ"ข้าเองก็หวังเช่นนั้น หมิงเอ๋อร์... หวังว่าสวรรค์จะเมตตาและนำทางให้ข้าได้พบนางอีกครั้ง..."


    ณคอกม้าที่อบอวลไปด้วยกลิ่นฟางแห้งและมูลสัตว์ฮวาเจิ้นและฮวาหยางยืนเคียงข้างเจ้าน้ำตาล ม้าสีน้ำตาลเข้มที่คุ้นเคยมือของทั้งสองลูบไล้แผงคอและหัวของมันอย่างแผ่วเบาราวกับสัมผัสไออุ่นสุดท้ายของฮวาเสี่ยวซีที่ยังคงหลงเหลืออยู่ความเงียบปกคลุมระหว่างพ่อลูกมีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและการขยับตัวเล็กน้อยของม้าที่ดังเป็นระยะ


    ภาพเหตุการณ์เมื่อครั้งกองทัพเคลื่อนพลออกจากเมืองเฉิงหยางยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำของพวกเขาราวกับภาพวาดที่ซีดจางแต่ยังคงชัดเจน เจ้าน้ำตาลที่วิ่งฝ่าฝูงทหารเข้ามาด้วยความตื่นตระหนกพร้อมห่อผ้าผูกอยู่ที่คอ ภายในห่อผ้า กระบี่คู่ใจของฮวาเสี่ยวซีตั๋วเงินจำนวนหนึ่งหมื่นตำลึง และอาหารแห้งที่บัดนี้แข็งกระด้างและเน่าเสียบ่งบอกถึงการเดินทางที่ยากลำบากและการพลัดพรากอันยาวนานที่พวกเขาต่างหวังว่าจะสิ้นสุดลงในเร็ววัน


    "มันฉลาดจริงๆนะท่านพ่อ" ฮวาหยางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเศร้าและความทึ่ง"เจ้าน้ำตาลตามพวกเรามาถึงที่นี่ได้... มันคงคิดถึงนางมาก"

    ฮวาเจิ้นพยักหน้าช้าๆดวงตาเหม่อมองไปยังทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา "มันผูกพันกับซีเออร์มาก...ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนาง"


    ความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้งความหวังอันริบหรี่ในการตามหาบุตรสาวและน้องสาวเริ่มสั่นคลอนราวกับเปลวเทียนที่กำลังจะดับมอด แต่ในใจลึกๆพวกเขาก็ยังคงยึดมั่นในความเชื่อมั่นเล็กๆ ว่านางยังมีชีวิตอยู่และจะกลับมา

    "สักวัน...ซีเออร์จะกลับมา" ฮวาหยางพยายามปลอบใจบิดา น้ำเสียงของเขาแม้จะดูมั่นคงแต่แววตากลับฉายความกังวลและความไม่แน่ใจ


    ฮวาเจิ้นหันมามองบุตรชายพยายามฝืนยิ้มให้กำลังใจ "ข้าก็หวังเช่นนั้น หยางเออร์...ข้าต้องได้เห็นหน้านางอีกครั้ง ได้ยินเสียงหัวเราะของนางอีกครั้ง..."

    ฮวาหยางลูบหลังบิดาเบาๆก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลง ราวกับกระซิบความลับ "ท่านพ่อ...เรื่องที่เกิดขึ้น... เรื่องที่ซีเออร์หายตัวไป เราจะบอกคนในจวนอย่างไรดี? และเรื่องที่ท่านพ่อ... ได้รับพิษราคะนารี..."


    สีหน้าของฮวาเจิ้นเปลี่ยนไปเล็กน้อยความเศร้าหมองเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความหนักใจและความกังวลที่ถาโถมเข้ามา"เรื่องซีเออร์... ข้าเองก็ยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรข้ากลัวว่าข่าวร้ายจะทำให้ทุกคนเสียขวัญ ส่วนเรื่องพิษ..." เขาถอนหายใจยาว ราวกับแบกรับภาระอันหนักอึ้ง"ยังไม่ต้องบอกใคร รอให้ข้าแน่ใจเสียก่อน... ว่ามันจะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหนข้าไม่อยากให้ทุกคนต้องเป็นห่วงโดยใช่เหตุ"


    ความลับและความกังวลปกคลุมสองพ่อลูกณ คอกม้าแห่งนี้ ท่ามกลางความหวังอันริบหรี่ในการตามหาฮวาเสี่ยวซี ยังมีความลับดำมืดเกี่ยวกับพิษร้ายที่ฮวาเจิ้นได้รับซึ่งอาจนำมาซึ่งความวุ่นวายและความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคตพวกเขายืนอยู่เคียงข้างเจ้าน้ำตาลสัตว์เลี้ยงผู้ซื่อสัตย์ที่เป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งความผูกพันและความหวังท่ามกลางความไม่แน่นอนที่รายล้อมอยู่ทุกทิศทาง ราวกับเงาที่คืบคลานเข้ามาในยามสนธยา

    คล้ายกับเรื่องฮวาเสี่่ยวซี จอมป่วน (จบ) ที่คุณอ่าน