บทที่ 3 โลกกว้างใหญ่
“พวกมันมีกี่คน?”
จื่อิพาหลินเซียวขึ้นเรือมาด้วย เส้นสายปลายทางคือเมืองหลวงนครฮุ้ยโจว แห่งแว่นแคว้นเหลียงตู ที่ปกครองโดยกษัตริย์ปิงโย่วฉางหวงตี้ ราชสำนักถูกถ่วงดุล องค์เหนือหัวโง่เขลาเป็ได้แค่หุ่นเชิด ฏน้ำเลวแฝงตัวรอจ้วงชิงอำนาจอยู่ทุกห่วงลมหายใจ
ด้วยเหตุนี้วังหลวงที่ยิ่งใหญ่และโอ่อ่า…จึงต้องมีต้าซือหม่าต้าเจียงจวินคอยเป็ผู้ชี้แนะ สำเร็จราชการแทนองค์ฮ่องเต้เป็การชั่วคราว หรือที่รู้จักดีในนาม ราชเลขาธิการซ่ง ซ่งจื่อิ
ชื่อเสียงกิตติศัพท์ความโเี้ของต้าซือหม่าต้าเจียงจวิน ผู้ใดบ้างไม่รู้ ปลายนิ้วของคนผู้นี้สามารถชี้เป็สั่งตายและกุดหัวนักโทษได้โดยไม่ต้องรอไต่สวน ดั่งสำนวนที่ว่า ‘ปะาก่อนกราบทูลทีหลัง’
ขณะเรือสำเภาแล่นอยู่บนน่านน้ำเหนือทะเลสาบอันเวิ้งว้าง ไป๋เจี้ยนประสานมือค้อมศีรษะในท่าคารวะนายท่าน มือสังหารคนสนิทกล่าวรายงานอย่างตรงไปตรงมา
ชั่วยามก่อนสังเกตเห็นความผิดปกติหลายอย่าง แต่ทนเงียบขรึม ไม่แหวกหญ้าให้งูตื่น ฝ่ายผู้ก่อการร้ายก็ใจเย็นนัก ซุ่มรอจนแรงงานทาสขนคลังอาวุธลงท่าน้ำเสร็จสิ้นจึงลงมือจุดไฟเผาภายหลัง จับได้มีเพียงสามคน ที่เหลือรอดไปได้ น่าจะราวสามคนเช่นกัน
ดวงตาเรียวรีของจื่อิเต็มไปด้วยความเ็า ทว่าจิตสังหารเข้มข้นฉาบอยู่บนใบหน้าเต็มเปี่ยม จื่อิมองศพคนร้ายที่ตนเพิ่งสังหารไปหมาด ๆ อย่างสมเพชและถากถางด้วยหางตา น้ำเสียงเรียบเย็นกล่าวว่า
“พวกมันสมควรตาย”
กระบี่คมชุ่มเืถูกโยนทิ้งอย่างไม่แยแส จากนั้นเหินตัวไปยืนไพล่หลังอยู่อีกมุมหนึ่งของหัวเรือ ไป๋เจี้ยนเดินตามไปอย่างเชื่อฟัง เพียงหลับตาลงก็จะได้ยินแค่เสียงคลื่น ลมแรงตีฝ่าใบหน้าจนแสบผิวกาย ทว่าจื่อิก็ยังยินดีที่จะยืนชมน่านน้ำบนหัวเรือต่อไป จื่อิยอมรับกับตนเองว่า ่เวลาดี ๆ เช่นนี้…หากมีนางมายืนชมทิวทัศน์ด้วยกัน คงจะดีไม่น้อย
“นายท่าน รายงานเื่หลินเซียวขอรับ”
ไป๋เจี้ยนไม่อยากให้ผู้เป็นายจมอยู่กับห้วงกับดักของอดีตอีก จึงกล่าวน้ำเสียงหนักแน่น รายงานเื่ที่น่าสนใจที่สุดในขณะนี้ให้ฟัง
“งั้นหรือ?”
ดวงตาดำสนิทหันกลับมามองไป๋เจี้ยนอีกครั้ง บ่งบอกว่าซ่งจื่อิสนใจตัวตนของเด็กน้อยคนนั้นมาก
ส่งเด็กรับใช้มือดีสองคนออกไปสืบสาวราวเื่ ได้เบาะแสว่า สองวันก่อนขบวนคาราวานเดินทางมายังไท้เหอเพื่อขายสินค้า ผู้คนที่ร่วมเดิมทางในครั้งนี้ ไม่อาจกำหนดเชื้อชาติและถิ่นฐาน มีั้แ่พ่อค้าประจำถิ่น ตลอดจนคนจรจัดไร้หัวนอนปลายเท้า
สิ่งที่พวกเขานำมาขาย คือของป่า หนังสัตว์ รวมถึงผ้าที่ถักทอจากใยไม้ก็ยังมี ยกให้เป็ร้านสารพัดนึก ก็ว่าได้
ฟังจากข้อมูลที่นายท่านได้ยินหลินเซียวเล่ามา เดาได้ว่าสองสามีภรรยางูพิษกระเตงเด็กหญิงมาด้วย และจงใจทิ้งนางไว้ที่ไท้เหอเพียงลำพัง ไม่ใช่การพลัดหลงอย่างแน่นอน
ไป๋เจี้ยนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ใบหนุ่มเข้มขรึมถอดสี แววตานิ่งสุขุมสลายพลัน เหลือเพียงความเห็นใจและเวทนา
“หากหลินเซียวไม่พบพวกเรา นางคงกลายเป็ขอทานน้อยไปแล้ว ทว่าเด็กสามขวบอย่างนางจะอยู่รอดในไท้เหอที่มีอาชญากรชุกชุมได้อย่างไร ผลสุดท้ายคงหนีไม่พ้นถูกจับขายตลาดทาส”
ที่ไป๋เจี้ยนพูดมาล้วนเป็ความจริงทั้งหมด อย่าว่าแต่เด็กเล็กเท่านาง แม้แต่เชลยศึกหรือพวกคนทรยศที่ถูกเนรเทศ ยังถูกจับไปขายตลาดทาสได้ง่าย ๆ แล้วเด็กอ้วนเห็นแก่กินอย่างหลินเซียวจะทนแรงทุบตีได้อย่างไร
“ข้าจะตามหาบิดาให้นาง…”
ไป๋เจี้ยนถลึงตาเบิกกว้าง เมื่อจู่ ๆ นายท่านก็เอ่ยน้ำเสียงไร้หัวคิดพวกนี้ออกมา
แล้วจะไปตามหาบิดาของนางได้จากที่ไหน??
และในตอนนี้เองหลินเซียวได้ยินเต็มสองหู เด็กน้อยตื่นนอนแล้ว นางเดินเตร็ดเตร่ออกมาสูดอากาศ นิ้วมือเล็กป้อมลูบวนหน้าท้อง สีหน้าบิดเบี้ยวอยากอาเจียน
เมาคลื่นทะเล!
“หลินเซียวจะได้เจอท่านพ่อแล้ว เซียวหลินไม่ได้เกิดจากกอไผ่”
อาการพะอืดพะอมคลื่นไส้หายเป็ปลิดทิ้ง ดวงตาที่กลมโตเหมือนไข่ห่านเบิกโพลงหลายเท่า เด็กหญิงวิ่งล้อมตัวจื่อิเป็วงกลม ประหนึ่งวิ่งรอบกองไฟในยามราตรี
ปากอวบอ้วนของนางร้องเพลงประหลาด แต่ฟังดูคุ้นหูยิ่งนัก เพิ่งรู้ว่ารอยยิ้มของนางสดใสและน่าชื่นชมกว่าคลื่นในทะเลก็คราวนี้
ต้าซือหม่าต้าเจียงจวิน หรือที่รู้จักในตำแหน่ง สมุหกลาโหมผู้บัญชาการทหารสูงสุด (แม่ทัพใหญ่) บัดนี้ควบตำแหน่งราชเลขาธิการอำนาจคับคั่ง แม้แต่เหล่าขุนนางในวังยังไม่กล้าต่อล้อต่อเถียง บัดนี้เด็กเล็กนามว่าหลินเซียว กุมปลายนิ้วมือของเขาแล้วแกว่งไปมา แสดงออกว่าเริงร่าสบายใจ
จื่อิแสยะยิ้มเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น กล่าวแต่เพียงว่า
“เป็ลิงเป็ค่าง เหมือนหน่อไม้ในกอไผ่ซะเมื่อไหร่”
จื่อิมองหลินเซียวอย่างเวทนาและเอ็นดู จื่อิคิดว่าไอ้บิดาสารเลวไร้ประโยชน์คนนั้น สมควรกลับมาเลี้ยงดูบุตรของตัวเองได้แล้ว ด้วยเหตุนี้เป้าหมายหลักของจื่อิจึงพุ่งไปที่บิดาของหลินเซียว
เ้าตัววิ่งจนเหนื่อยแล้ว หลินเซียวสะดุดขาตัวเองหกล้ม หน้าผากกลมนูนกระแทกปลายเท้าจื่อิ
โชคดีที่มีเท้าจื่อิรองไว้
“ลุกขึ้น! ถ้าร้องไห้ออกมา จะไม่หาบิดาช่วยเ้า”
คำขู่ประเภทนี้ได้ผลดียิ่งนัก นอกจากหลินเซียวจะไม่ร้องกระจองอแง ยังใช้แขนสั้นป้อมดันร่างอ้วนท้วนของตัวเองขึ้น ครั้นลุกขึ้นยืนได้สำเร็จ เรือสำเภาลำใหญ่โคลงเคลงไร้ทิศทาง หลินเซียวแทบหงายหลังล้มอีกแล้ว
เด็กหญิงแหงนหน้ามอง้า ท่านลุงสูงจัง
“ปากไม่เป็มงคล! เรียกพี่ชายข้าจะไม่เคืองเลยสักนิด”
จื่อิขมวดคิ้วมุ่น ชักสีหน้าดุดันอีกแล้ว แต่พอรู้ตัวก็รีบผันแปรเป็นิ่งสุขุมเช่นเดิม ประเดี๋ยวนางเด็กตัวน้อยได้กลัวหัวหดกันพอดี
ตรงกันข้าม! หลินเซียวไม่ได้รู้สึกกลัวท่านลุงเลยสักนิด หากท่านลุงเป็คนชั่วช้าสามานย์เหมือนที่ท่านแม่เคยสอน ท่านลุงคงไม่ช่วยเหลือหลินเซียวั้แ่แรก
เด็กน้อยพูดจาเจื้อยแจ้ว ยิ้มกว้างร่าเริงจนตาหยี แก้มขาว ๆ ของนางเบียดขึ้นมาปิดลูกตาทุกครั้งที่หัวเราะ
จื่อิ “อย่าเรียกข้าท่านลุง!!!”
เด็กหญิงเอียงคอสงสัย “ทำไมล่ะเ้าคะ?”
ไป๋เจี้ยนอาสาตอบให้
“ไม่กี่วันข้างหน้า นายท่านย่างเข้าสามสิบปีเต็ม อย่างมากก็เป็บิดา ยังไม่ถึงขั้นเป็ลุงหรอก เรียกเช่นนั้นนอกจากเป็การดูิ่ดูแคลน ยังเป็การไม่ไว้หน้าคู่สนทนาด้วย ไว้โตขึ้นเ้าจะเข้าใจเอง”
อื้ม! เข้าใจแล้ว เด็กหญิงพยักหน้ารับฟังอย่างว่าง่าย
หลินเซียวแหงนหน้ามองซ่งจื่อิที่สูงแปดฉื่อ เทียบแล้วหลินเซียวสูงไม่ถึงหัวเข่าของเขาเสียด้วยซ้ำ แต่หลินเซียวไม่สนใจ จะแหงนหน้าคุยกับผู้ใหญ่เช่นนี้
จู่ ๆ หลินเซียว กางแขนกว้างดุจลูกนกจะโผบิน ขาสั้นปล้องพยายามเขย่งสูง ทำท่าพิลึกพิลั่น ตอนนี้เองเ้าตัวน้อยเปล่งเสียงออกมาทำทุกคนอึ้งกันหมด
“ท่านพ่อ อุ้ม!”
ไป๋เจี้ยนเหงื่อแตกพลั่ก… O_O”
“อย่าไปฟังคำสอนมั่วซั่วของไป๋เจี้ยน แล้วอย่าริอาจไปเที่ยวเรียกคนอื่นว่าท่านพ่ออีก ประเดี๋ยวข้าจะหาท่านพ่อตัวจริงมาคืนให้เ้า”
จื่อิสังเกตว่าคลื่นลมแรงพัดมาเป็ระลอก อาจทำให้นางหกล้มได้ เอาเถอะ เคยอุ้มนางจนหลับมาแล้วหนหนึ่ง ครั้งนี้ก็คงไม่ใช่เื่ยากอะไร จื่อิสวมฝ่ามือยกร่างจ้ำม้ำขึ้นมาอุ้ม
ไป๋เจี้ยนมองอึ้ง ๆ ขยับปากพะงาบ ๆ เหมือนปลาใกล้ตายอย่างไรชอบกล ปากของเขาเอาแต่พูดคำว่า นะ นะ นายท่าน!… น่ารำคาญสิ้นดี
จื่อิ “มีอะไร! ก็ว่ามา”
ไป๋เจี้ยน “ไม่ดุนาง แถมยังอุ้มนาง ตอนนี้ยินยอมให้นางเรียกท่านพ่อ”
จื่อิอุ้มหลินเซียวเฉียดไป แล้วพูดอย่างร้าย ๆ ว่า
“ก็ดีกว่าให้นางเรียกท่านลุง”
-----
*อยากจะแหมไปถึงดาวอังคาร*